แสงอรุณแรกยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามายังตำหนักหงส์ผยอง ทาบทาผืนผ้าไหมสีทองอร่ามและเครื่องประดับหยกเขียวให้เรืองรองจับตา จ้าวหลันซินยืนอยู่ที่ระเบียงตำหนัก สายตาเหม่อมองไปยังหมู่เมฆสีขาวที่ลอยล่องอยู่เบื้องบน ภาพเหตุการณ์ความวุ่นวายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงฉายชัดอยู่ในห้วงความคิด ทว่าบัดนี้ ทุกสิ่งได้คลี่คลายลงแล้วราวกับสายลมที่พัดพาเอาฝุ่นควันและเถ้าถ่านแห่งความวอดวายให้จางหายไป
องค์จักรพรรดิหลี่เหวินทรงยอมรับแล้ว... ทรงยอมรับในความสามารถและความจงรักภักดีที่นางแสดงออกมาในช่วงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา การตัดสินใจอันเด็ดขาดและความฉลาดหลักแหลมของนางในการคลี่คลายสถานการณ์ ทำให้พระองค์ทรงประจักษ์ถึงคุณค่าที่นางมี ไม่ใช่เพียงสนมที่ปรนนิบัติข้างกาย แต่เป็นดวงปัญญาที่คู่ควรแก่การพึ่งพา
เมื่อช่วงสาย นางได้รับเรียกเข้าเฝ้ายังท้องพระโรงเฉกเช่นเดียวกับขุนนางผู้ใหญ่และเหล่าสนมตำแหน่งสูงที่ร่วมปรึกษาราชการแผ่นดิน พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิหลี่เหวินดังกังวานไปทั่วท้องพระโรง “...ในยามที่แผ่นดินสั่นคลอน ความวุ่นวายเข้าปกคลุม ผู้ที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ สมควรได้รับเกียรติยศตอบแทน”
สายตาคมกริบของหลี่เหวินกวาดมองมายังนาง แววตาที่เคยฉายแววระแวงในอดีต บัดนี้กลับมีประกายแห่งความชื่นชมและเชื่อมั่น “จ้าวหลันซิน เจ้าได้แสดงให้ประจักษ์ถึงความภักดีอันแรงกล้า และสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดที่หาผู้ใดเปรียบได้ ในยามที่วังหลวงถูกรุกราน เจ้าได้ใช้ความสามารถของเจ้าช่วยพยุงราชบัลลังก์นี้ไว้”
หลันซินค้อมกายลงอย่างนอบน้อม ดวงหน้างามสงบนิ่ง หากแต่ในใจกลับหัวเราะเยาะหยัน ‘ภักดีอันแรงกล้าอย่างนั้นหรือ... หากเป็นความภักดีต่อแผนการแก้แค้นของข้าเอง ก็คงใช่’
“ข้าจึงขอแต่งตั้งจ้าวหลันซิน ขึ้นเป็น ‘เสียนเฟย’ (贤妃 – Worthy Consort) ตำแหน่งสูงศักดิ์เหนือสนมทั้งปวง รองจากฮองเฮา ด้วยศักดิ์เทียบเท่าขุนนางขั้นหนึ่ง และมอบตำหนักหงส์ผยองให้เป็นตำหนักประจำของเจ้า พร้อมทั้งได้รับอนุญาตให้เข้าออกหอคัมภีร์หลวง และดูแลการจัดหมวดหมู่เอกสารลับบางส่วนของราชสำนัก เป็นการชั่วคราว”
พระราชโองการดังก้องไปทั่วท้องพระโรง สร้างความตกตะลึงแก่เหล่าสนมและขุนนางบางส่วนที่ยังคงจับจ้องนางด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร ‘เสียนเฟย’ ตำแหน่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่สนมต่ำศักดิ์จะคว้ามาได้ง่ายดายนัก และการได้รับมอบหมายให้ดูแลเอกสารลับในหอคัมภีร์หลวงนั้น ถือเป็นอำนาจที่สำคัญยิ่ง
หลันซินคลี่ยิ้มจางๆ ในใจ ‘แผนการของข้าเริ่มสัมฤทธิ์ผลแล้ว’ ตำแหน่งเสียนเฟยไม่ได้สำคัญเท่ากับการที่นางได้รับอนุญาตให้เข้าถึงหอคัมภีร์หลวง ที่นั่นมีบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างของแผ่นดิน ทั้งประวัติศาสตร์ บัญชีราชการ และแน่นอน... เอกสารลับที่อาจซ่อนความจริงเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของฮองเฮาจ้าวหลันซินคนเก่า และต้นตอของความวุ่นวายในอดีต
เมื่อพิธีการเสร็จสิ้น หลันซินกลับมายังตำหนักหงส์ผยองที่บัดนี้ถูกประดับประดาอย่างหรูหราสมฐานะเสียนเฟย นางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม พลางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก ร่างแผนการในใจอย่างละเอียด
“ชิงหลิง” นางเรียกหาหญิงสาวรับใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาตั้งแต่แรกเริ่ม และเป็นเพียงคนเดียวที่นางไว้ใจให้รู้ความลับส่วนตัวบางประการ ชิงหลิงเป็นหญิงสาวที่เงียบขรึม ซื่อสัตย์ และมีไหวพริบ ไม่เคยตั้งคำถามต่อนายของตน
ชิงหลิงรีบเดินเข้ามาค้อมกาย “เพคะ เสียนเฟย”
“เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ข้าจะไปที่หอคัมภีร์หลวง” หลันซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงด้วยความมุ่งมั่น “และระหว่างนี้ เจ้าช่วยสืบเรื่องของตระกูลฟาง โดยเฉพาะเรื่องของฟางกุ้ยเฟย สังเกตการเคลื่อนไหวของนางให้ดีว่านางติดต่อกับผู้ใดบ้าง”
ชิงหลิงพยักหน้าเงียบๆ “บ่าวจะทำตามที่ท่านเสียนเฟยสั่งทุกประการเพคะ”
คืนนั้น หลันซินนอนไม่หลับ นางเฝ้ารอคอยรุ่งเช้าด้วยใจจดจ่อ การก้าวเข้ามาในหอคัมภีร์หลวงคือประตูบานแรกที่จะนำนางไปสู่คำตอบที่รอคอยมานานแสนนาน
รุ่งเช้า วันรุ่งขึ้น หลันซินในชุดเครื่องทรงงดงามสมฐานะเสียนเฟย พร้อมด้วยชิงหลิงและเหล่านางกำนัลอีกสองสามคน เดินทางไปยังหอคัมภีร์หลวง อาคารสูงใหญ่ที่สร้างจากหินแกรนิตสีดำ ทรงพลังและสง่างาม ภายในเต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน บรรจุคัมภีร์และเอกสารโบราณนับไม่ถ้วน กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและไม้จันทน์ลอยอบอวลไปทั่ว
หัวหน้าผู้ดูแลหอคัมภีร์หลวง เป็นขันทีชรานามว่า หลี่กงกง รีบออกมาต้อนรับด้วยความนอบน้อม “ถวายพระพรเสียนเฟยพ่ะย่ะค่ะ ไม่คาดคิดว่าท่านจะเสด็จมาเร็วเช่นนี้”
“ข้าได้รับพระบัญชาให้เข้ามาดูแลการจัดหมวดหมู่เอกสารลับบางส่วน ข้าอยากจะเริ่มสำรวจพื้นที่และทำความเข้าใจระบบเสียก่อน” หลันซินกล่าวด้วยรอยยิ้มงดงาม ทว่าแฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หลี่กงกงพยักหน้าหงึกๆ “พ่ะย่ะค่ะๆ เชิญเสียนเฟยตามกระหม่อมมาทางนี้พ่ะย่ะค่ะ ทางนี้คือส่วนของบันทึกราชกิจ ส่วนทางนั้นคือพงศาวดาร ส่วนห้องด้านในสุดที่ปิดล็อคแน่นหนา คือส่วนของเอกสารลับที่ต้องได้รับอนุญาตจากฝ่าบาทเท่านั้นจึงจะเข้าถึงได้พ่ะย่ะค่ะ”
หลันซินมองไปยังห้องลับที่ถูกปิดผนึกด้วยประตูเหล็กบานใหญ่ ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในใจ คล้ายกับว่าความลับที่นางตามหานั้นซ่อนอยู่ในนั้น
นางใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเดินสำรวจหอคัมภีร์หลวง ศึกษาแผนผัง และทำความคุ้นเคยกับระบบจัดเก็บเอกสาร นางไม่ได้สนใจเพียงแค่เอกสารลับเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับบันทึกราชกิจที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาในอดีตของนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงก่อนที่ฮองเฮาจ้าวหลันซินจะถูกปลดและสำเร็จโทษ
ในตอนบ่าย ขณะที่นางกำลังตรวจสอบรายชื่อของนักปราชญ์และขุนนางที่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าถึงหอคัมภีร์หลวงในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยเดินเข้ามาใกล้
“โอ้โห ดูเหมือนว่าตำหนักหงส์ผยองจะคึกคักเป็นพิเศษในยามนี้ ถึงขนาดต้องย้ายที่อ่านตำรามาที่หอคัมภีร์หลวงเลยหรือเพคะ เสียนเฟยจ้าว”
เสียงนั้นหวานหยด หากแต่แฝงด้วยความเย็นชาและเยาะเย้ย หลันซินหันกลับไปเผชิญหน้ากับสตรีในชุดแพรไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์ทองงามสง่า นางคือ ฟางกุ้ยเฟย สตรีที่เคยเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของนางในชาติภพที่แล้ว และเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการล่มสลายของนาง
ฟางกุ้ยเฟยคลี่ยิ้มเย้ยหยัน “ไม่คิดเลยว่าสนมต่ำศักดิ์ที่เคยหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด จะกลายเป็น ‘เสียนเฟย’ ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ สงสัยคงจะมีเคล็ดลับพิเศษอะไรกระมังเพคะ”
หลันซินยิ้มตอบอย่างสงบและอ่อนโยน “เรียนฟางกุ้ยเฟยเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่ทำตามหน้าที่ที่ฝ่าบาททรงมอบหมายให้เท่านั้นเพคะ ความสามารถเล็กๆ น้อยๆ ของหม่อมฉัน คงเทียบไม่ได้กับความงดงามและเสน่ห์ของท่านกุ้ยเฟย ที่สามารถครองใจฝ่าบาทได้มาตลอดหลายปี”
คำพูดของหลันซินดูเหมือนจะชื่นชม แต่กลับแฝงความหมายว่าฟางกุ้ยเฟยมีเพียงความงาม แต่ไร้ซึ่งปัญญา ฟางกุ้ยเฟยหน้าชาไปเล็กน้อย หากแต่รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“ฮึ! เจ้ายังคงมีลิ้นที่คมคายเช่นเคยนะเสียนเฟยจ้าว แต่เจ้าคิดหรือว่าการได้รับตำแหน่งสูงขึ้นเพียงชั่วคราว จะทำให้เจ้าแข็งแกร่งพอจะยืนหยัดอยู่ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยคมมีดได้ตลอดรอดฝั่ง” ฟางกุ้ยเฟยจ้องมองหลันซินด้วยสายตาอาฆาตแฝงความอิจฉา
หลันซินยังคงยิ้มบางๆ “หม่อมฉันไม่เคยคิดว่าตนเองแข็งแกร่งเพคะ เพียงแต่รู้ว่าผู้ใดคือมิตร ผู้ใดคือศัตรู และที่สำคัญ หม่อมฉันรู้ว่าความจริงย่อมเป็นสิ่งไม่ตาย ไม่ว่าจะถูกฝังกลบไว้ลึกเพียงใด ย่อมมีวันปรากฏขึ้นมา”
คำพูดนั้นทำให้ฟางกุ้ยเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของนางฉายแววกระวนกระวายใจเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนกลบเกลื่อนความไม่สบายใจ
หลันซินมองตามแผ่นหลังของฟางกุ้ยเฟยด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ‘ฟางกุ้ยเฟย... เจ้ายังคงอ่อนหัดเช่นเคย’
เมื่อตกเย็น หลันซินยังคงไม่ลดละจากการค้นหา นางขอให้หลี่กงกงเปิดประตูห้องเอกสารลับที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึง ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดีสำคัญในอดีต หลี่กงกงรีรอเล็กน้อย แต่ก็จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเสียนเฟย
ภายในห้องลับนั้นมืดสลัวและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่า หลันซินจุดเทียนไขและเริ่มค้นหาอย่างใจเย็น นางไม่ได้มองหาเอกสารที่ระบุชื่อของตนเองโดยตรง แต่กำลังค้นหาความเชื่อมโยงที่อาจนำไปสู่ผู้อยู่เบื้องหลังการล้มล้างอำนาจของนาง
นางเปิดอ่านบันทึกคดีการฉ้อราษฎร์บังหลวงของขุนนางบางคน รายงานการกบฏเล็กๆ ที่ถูกปราบปรามเมื่อหลายสิบปีก่อน จนกระทั่งมือของนางสัมผัสเข้ากับห่อเอกสารเก่าๆ ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในช่องลับใต้ชั้นหนังสือ ดูภายนอกคล้ายจะเป็นม้วนกระดาษเปล่า แต่เมื่อคลี่ออกดู กลับพบกับจดหมายหลายฉบับที่เขียนด้วยรหัสลับซับซ้อน
หลันซินใช้เวลาถอดรหัสอยู่นานหลายชั่วยาม ด้วยความรู้ที่เคยมีในชาติภพก่อนในฐานะฮองเฮาที่ต้องจัดการกับกิจการลับของแผ่นดิน ในที่สุด นางก็สามารถถอดรหัสของจดหมายฉบับหนึ่งได้สำเร็จ
เนื้อความของจดหมายนั้นไม่ได้ระบุชื่อบุคคล แต่เป็นข้อความที่บ่งบอกถึงการวางแผนลับบางอย่าง การนัดพบกันในที่ลับ และที่สำคัญที่สุดคือวลีที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกจดหมาย: “เงาแห่งหมื่นอสูร”
จดหมายเหล่านั้นยังกล่าวถึง ‘การกำจัดอุปสรรค’ และ ‘การเข้ายึดครองอำนาจจากภายใน’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีฉบับหนึ่งที่ระบุถึงการ ‘สร้างสถานการณ์วุ่นวาย’ เพื่อ ‘เปลี่ยนขั้วอำนาจ’ ซึ่งวันที่ระบุไว้นั้นตรงกับช่วงเวลาที่ฮองเฮาจ้าวหลันซินถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและถูกสำเร็จโทษในอดีต!
หลันซินกำจดหมายในมือแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนกับความโกรธแค้น ‘เงาแห่งหมื่นอสูร’ เป็นชื่อขององค์กรลับโบราณที่เคยได้ยินเล่าขานกันในสมัยราชวงศ์ก่อน แต่ไม่เคยมีใครเชื่อว่าจะมีอยู่จริง พวกเขาเชื่อกันว่าเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่คอยบงการอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายของแผ่นดิน
ความจริงที่ปรากฏเบื้องหน้านางบัดนี้ ไม่ใช่เพียงการแก้แค้นตระกูลฟาง หรือแม้แต่หลี่เหวิน แต่เป็นสงครามกับอำนาจมืดที่ฝังรากลึกมานานหลายชั่วอายุคน ซึ่งมีเครือข่ายที่กว้างขวางและซับซ้อนเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้ แม้ในยามที่นางเป็นฮองเฮาผู้ทรงอำนาจที่สุด นางก็ยังไม่เคยล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของกลุ่มอำนาจนี้อย่างแท้จริง
‘นี่มิใช่แค่การล้างแค้นส่วนตัวอีกต่อไปแล้ว’ หลันซินคิดในใจ ‘แต่เป็นมหาสงครามที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน’
ทันใดนั้น แสงเทียนในห้องพลันวูบไหวราวกับมีกระแสลมพัดผ่าน ทั้งที่ไม่มีช่องหน้าต่างใดๆ หลันซินหันขวับกลับไป สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ห้องที่มืดสลัว หูของนางได้ยินเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาจากอีกด้านหนึ่งของชั้นหนังสือ คล้ายกับมีใครบางคนกำลังแอบซ่อนตัวอยู่... และกำลังจ้องมองนางอยู่เงียบๆ ในเงามืดนั้นเอง
ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วร่าง นางไม่ได้อยู่คนเดียวในห้องลับแห่งนี้ มีใครบางคนรู้ว่านางค้นพบอะไร... และกำลังรอคอยที่จะจัดการกับนางอยู่!

บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก