แสงอรุณยามเช้าทอประกายสีทองอ่อนโยนลงบนผืนกระดาษสาที่แผ่เรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอมภายในตำหนักหงส์ผยอง จ้าวหลันซินในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปลายพู่กันในมือขยับอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ดอกเบญจมาศสีขาวบริสุทธิ์ในแจกันหยกข้างกายส่งกลิ่นหอมเย็นจาง ๆ เคล้าไปกับกลิ่นหมึกที่เพิ่งบดเสร็จใหม่ ๆ ผ่านไปสองเดือนเต็ม นับตั้งแต่ความวุ่นวายครั้งใหญ่ที่สั่นคลอนราชสำนักได้สงบลง และผ่านมานานพอแล้ว ที่องค์จักรพรรดิหลี่เหวินจะทรงยอมรับใน "ความสามารถ" และ "ความจงรักภักดี" ที่นางได้แสดงออกมาอย่างหมดใจ
รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของจ้าวหลันซิน ดวงตาหงส์เหลือบมองตัวอักษรที่นางเพิ่งเขียนจบลงไป – บันทึกข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดสรรกำลังทหารตามแนวชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเคยเป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายปี ข้อเสนอของนางนั้นละเอียดลออและแยบยลยิ่งนัก ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายกำลังทหาร แต่เป็นการปรับโครงสร้างการบังคับบัญชาใหม่ทั้งหมด เพื่อลดอำนาจของตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มักจะผูกขาดตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ทหารจากชนชั้นล่างที่มีความสามารถได้เลื่อนตำแหน่ง ซึ่งแน่นอนว่า จักรพรรดิผู้ทรงต้องการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางย่อมจะพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
"ฮองเฮา... ไม่สิ... ตอนนี้ข้าเป็นเพียงสนมชั้นต่ำที่บังเอิญได้รับความโปรดปราน" นางรำพึงในใจ พลางวางพู่กันลงอย่างแผ่วเบา ชื่อของนาง จ้าวหลันซิน ผู้เป็นถึงฮองเฮาแห่งต้าจินในชาติภพก่อน ตอนนี้แทบไม่มีผู้ใดรู้จัก รู้จักเพียงแต่ "สนมหลัน" ผู้เลอโฉมและชาญฉลาด ผู้ที่เข้ามาในวังหลวงในฐานะเครื่องบรรณาการจากแคว้นเล็ก ๆ และไต่เต้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่เดือน การจลาจลที่นางช่วยคลี่คลายนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงความสามารถ แต่เป็นการใช้โอกาสทองที่ศัตรูสร้างขึ้นเพื่อให้นางได้สร้างฐานอำนาจของตนเอง
"หลิงเฟิง เตรียมน้ำชาให้ข้าที" นางเอ่ยเสียงเรียบกับสาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกล ลิงเฟิงคือหนึ่งในสาวใช้ไม่กี่คนที่นางได้ฝึกฝนขึ้นมาใหม่ ให้เป็นทั้งมือเป็นไม้และหูเป็นตา นางจำได้อย่างแม่นยำว่าหลิงเฟิงมีสายตาเฉียบคมและหูอันปราดเปรียว เพียงแต่ขาดการฝึกฝน และยามนี้นางก็ได้ปลุกความสามารถเหล่านั้นขึ้นมา
"เพคะ ท่านสนม" หลิงเฟิงตอบรับอย่างนอบน้อม ก้าวเดินอย่างแผ่วเบาราวกับผีเสื้อเข้าไปในห้องด้านในไม่นาน ถ้วยชาหยกขาวที่บรรจุน้ำชาอูหลงชั้นดีก็ถูกวางลงตรงหน้า กลิ่นหอมระรินช่วยให้จิตใจสงบขึ้นบ้าง
จ้าวหลันซินจิบชาช้า ๆ พลางทบทวนแผนการต่อไป แผนการใหญ่ที่นางวางไว้เพื่อ "ทวงบัลลังก์" ไม่ใช่การนั่งบนบัลลังก์อีกครั้ง แต่มันคือการทำลายทุกสิ่งที่เคยทำลายชีวิตนาง การทำให้ผู้ที่เคยทรยศนางต้องลิ้มรสความเจ็บปวดที่นางเคยได้รับนับพันเท่า
"หลิงเฟิง เจ้าได้ข่าวคราวเกี่ยวกับทางตระกูลหลี่บ้างหรือไม่" นางเอ่ยถาม ชื่อตระกูลหลี่นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตระกูลของพระสนมเอกหลี่เฟย ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับองค์จักรพรรดิหลี่เหวิน และเป็นหนึ่งในผู้ที่สมคบคิดโค่นล้มอำนาจนางในชาติภพก่อน
หลิงเฟิงก้มหน้าเล็กน้อย "เรียนท่านสนม ตระกูลหลี่ดูเหมือนจะยังคงแข็งแกร่งพะยะค่ะ หลังจากท่านปราบปรามการจลาจลครั้งก่อน แม้ว่าตำแหน่งของท่านแม่ทัพหลี่จะถูกลดทอนลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีอิทธิพลในราชสำนักไม่น้อยพะยะค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสนมหลี่เฟยยังคงเป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิ"
จ้าวหลันซินพยักหน้าเล็กน้อย นางรู้ดีว่าตระกูลหลี่ย่อมไม่ถูกโค่นล้มได้ง่าย ๆ เพราะรากฐานของพวกเขาหยั่งลึกเกินไป การที่จักรพรรดิลดอำนาจแม่ทัพหลี่ลงเล็กน้อยนั้น เป็นเพียงการปรามเท่านั้น ไม่ใช่การถอนรากถอนโคน แต่ก็เป็นก้าวแรกที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าจักรพรรดิเริ่มจะ "ฟัง" คำแนะนำของนางแล้ว
"แล้วเรื่องที่องค์จักรพรรดิจะเสด็จไปเยือนตำหนักเทพวารีในวันเพ็ญหน้าเล่า มีข่าวคราวอันใดเพิ่มเติมหรือไม่" จ้าวหลันซินถามต่อ ตำหนักเทพวารีนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มักใช้ในการประกอบพิธีสำคัญ และเป็นที่รู้กันว่าอยู่ภายใต้การดูแลของนักพรตเต๋าผู้เรืองเวทที่จักรพรรดิเลื่อมใสยิ่งนัก แต่ในอดีตชาติ... ที่นั่นคือสถานที่ที่นางเคยถูกลอบสังหารครั้งหนึ่ง แม้ไม่สำเร็จ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่นำไปสู่จุดจบของนาง
"มีเพคะ ท่านสนม" หลิงเฟิงตอบ "องค์จักรพรรดิทรงมีพระราชโองการให้เตรียมการใหญ่พะยะค่ะ จะมีการประกอบพิธีบวงสรวงขอพรเพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน และนักพรตเต๋าผู้เฒ่าจากตำหนักเทพวารีได้ถวายคำทำนายว่า 'ในคืนเพ็ญเดือนแปด หากได้สตรีผู้มีวาสนาบารมีแห่งหงส์มาร่วมพิธี จะช่วยเสริมสร้างราชบัลลังก์ให้มั่นคงยิ่งขึ้น' พะยะค่ะ"
ดวงตาของจ้าวหลันซินวาวโรจน์เล็กน้อย "สตรีผู้มีวาสนาบารมีแห่งหงส์... คำทำนายนั้นถูกเผยแพร่ไปทั่วแล้วใช่หรือไม่"
"เพคะ ตอนนี้ในวังหลวงต่างก็คาดเดากันว่าจะเป็นผู้ใด บรรดาพระสนมต่างก็เร่งทำบุญและตกแต่งตำหนักกันเป็นการใหญ่ หวังว่าจะได้รับเลือกพะยะค่ะ"
จ้าวหลันซินยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้า นางรู้ดีว่าคำทำนายเช่นนี้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองเพื่อยกระดับผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ในอดีตชาติ นางในฐานะฮองเฮาคือผู้ที่ได้รับเลือก แต่ในชาตินี้... สถานะของนางยังห่างไกลนักจากการเป็น "หงส์" ที่ทุกคนยอมรับ
"น่าสนใจยิ่งนัก" นางรำพึง "เจ้าคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของพระสนมหลี่เฟยให้ดี นางจะต้องไม่พลาดโอกาสนี้เป็นแน่"
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก อู๋กงกง หัวหน้าขันทีคนสนิทขององค์จักรพรรดิปรากฏกายขึ้น ใบหน้าอู๋กงกงเต็มไปด้วยรอยยิ้มระบายความปิติยินดี
"ถวายพระพรท่านสนมหลันพะยะค่ะ" อู๋กงกงโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ซึ่งแตกต่างจากอู๋กงกงในอดีตชาติที่เคยเชิดชูตนเองและดูถูกเหยียดหยามนาง
"มีเรื่องอันใดหรือ อู๋กงกง" จ้าวหลันซินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มสุภาพ
"มีเรื่องน่ายินดีพะยะค่ะ องค์จักรพรรดิทรงชื่นชมในข้อเสนอแนะของท่านสนมเกี่ยวกับราชการชายแดนเป็นอย่างยิ่ง ทรงตรัสว่าท่านสนมมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ขุนนางผู้ใหญ่ และทรงมีพระราชประสงค์จะให้ท่านสนมไปร่วมหารือราชการ ณ ท้องพระโรงใหญ่ในยามบ่ายวันนี้พะยะค่ะ"
คำกล่าวของอู๋กงกงทำให้หลิงเฟิงถึงกับตกใจจนเผลออ้าปากค้าง การที่สนมในวังหลังได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมหารือราชการในท้องพระโรงใหญ่นั้นแทบไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งกว่านั้นยังเป็นสนมชั้นต่ำที่เพิ่งเข้าวังมาไม่นาน แต่สำหรับจ้าวหลันซินแล้ว นี่คือก้าวที่สำคัญอย่างยิ่ง
"ข้าเข้าใจแล้ว อู๋กงกง ข้าจะเตรียมตัวไปตามพระราชประสงค์" นางตอบรับด้วยสีหน้าสงบราวกับเป็นเรื่องปกติ
หลังจากอู๋กงกงจากไปแล้ว หลิงเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม "ท่านสนม เหตุใดองค์จักรพรรดิจึงทรงโปรดปรานท่านสนมถึงเพียงนี้เล่าเพคะ"
จ้าวหลันซินลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้แกะสลักถูกเปิดออก เผยให้เห็นทิวทัศน์ของสวนหลวงที่เริ่มผลิดอกออกใบในฤดูใบไม้ผลิ
"ความโปรดปรานนั้นเหมือนเปลวไฟ ยามโชติช่วงก็ดูอบอุ่น แต่หากไม่ระวัง ก็อาจไหม้ผลาญทุกสิ่งได้" นางเอ่ยเสียงเรียบ "ข้ารู้ดีว่าจักรพรรดิหลี่เหวินเป็นผู้ที่ทะเยอทะยานและหวาดระแวง พระองค์ไม่ทรงยอมให้ผู้ใดมีอำนาจเหนือพระองค์เป็นแน่ แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงต้องการผู้ที่มีความสามารถมาช่วยค้ำจุนราชบัลลังก์ของพระองค์"
นางหันกลับมามองหลิงเฟิง "สิ่งที่ข้าแสดงออกไปคือความสามารถที่ไม่มีใครเทียบได้ และความภักดีที่ไม่มีเงื่อนไข สิ่งเหล่านั้นทำให้พระองค์วางใจ แต่ความจริงแล้ว... สิ่งที่ข้าต้องการคือการใช้พระองค์เป็นสะพานไปสู่เป้าหมายของข้า"
ในยามบ่ายนั้น เมื่อจ้าวหลันซินก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงใหญ่ บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ต่างหันมาจับจ้องด้วยความประหลาดใจและแฝงไว้ด้วยความอิจฉา ท่ามกลางสายตาเหล่านั้น จ้าวหลันซินสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่เย็นชาและเฉียบคมเป็นพิเศษ เมื่อนางเหลือบมองไป ก็พบกับร่างอรชรของพระสนมหลี่เฟยที่นั่งอยู่เคียงข้างองค์จักรพรรดิ รอยยิ้มของหลี่เฟยนั้นดูดีมีเมตตา แต่แววตาของนางกลับฉายชัดถึงความไม่พอใจ
การหารือราชการดำเนินไปอย่างเข้มข้น จ้าวหลันซินนำเสนอความคิดเห็นได้อย่างฉะฉานและมีเหตุผล ทำให้องค์จักรพรรดิหลี่เหวินพยักหน้าเห็นด้วยอยู่หลายครั้ง บรรดาขุนนางต่างประหลาดใจในความเฉียบแหลมของนาง และบางส่วนก็เริ่มแสดงความเคารพ นางไม่ใช่แค่สตรีรูปงาม แต่เป็นสตรีที่สามารถชี้ทางออกให้กับปัญหาบ้านเมืองได้
เมื่อการหารือสิ้นสุดลง องค์จักรพรรดิหลี่เหวินตรัสด้วยพระสุรเสียงอันหนักแน่นว่า "สนมหลัน เจ้ามีความสามารถเป็นเลิศ ยากที่จะหาผู้ใดเทียบได้ ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็น 'เฟย' (พระสนมขั้นสูง) และให้เป็นผู้ดูแลกิจการภายในบางส่วนของราชสำนัก และเนื่องจากเจ้ามีความเข้าใจในราชการมากนัก ข้าจึงใคร่จะให้เจ้าเป็นผู้แทนข้าไปประกอบพิธีบวงสรวงที่ตำหนักเทพวารีในวันเพ็ญเดือนหน้า เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน"
พระราชโองการนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางท้องพระโรง ไม่ใช่แค่การเลื่อนตำแหน่ง แต่การให้ "สนมหลัน" เป็นผู้แทนองค์จักรพรรดิไปประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นการบ่งบอกถึงความไว้วางใจที่สูงส่งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด บรรดาขุนนางต่างซุบซิบกันอื้ออึง ส่วนพระสนมหลี่เฟยที่นั่งอยู่ข้างองค์จักรพรรดินั้น ใบหน้าของนางซีดเผือดลงทันที รอยยิ้มจอมปลอมหายไปสิ้น เหลือเพียงความตกใจและริษยาที่ฉายชัดในแววตาของนาง
จ้าวหลันซินค้อมกายลง "ข้าน้อมรับพระบัญชาเพคะ ขอองค์จักรพรรดิทรงพระเจริญหมื่นปี"
ทว่าในใจของนางกลับเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ปิติยินดีในความสำเร็จที่ได้มาอย่างรวดเร็ว และความหวาดระแวงต่อสิ่งที่กำลังจะตามมา ตำหนักเทพวารี สถานที่แห่งความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตชาติ บัดนี้กำลังจะกลายเป็นเวทีแห่งการเผชิญหน้าอีกครั้ง แต่นางไม่ใช่ฮองเฮาผู้ไร้เดียงสาอีกแล้ว นางคือจ้าวหลันซิน ผู้ที่พร้อมจะใช้ทุกสิ่งที่มีเพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยถูกพรากไป
ค่ำคืนนั้น แสงจันทร์สาดส่องเข้ามายังตำหนักหงส์ผยอง จ้าวหลันซินกำลังตรวจสอบเอกสารลับที่หลิงเฟิงรวบรวมมาให้เกี่ยวกับนักพรตเต๋าในตำหนักเทพวารี รวมถึงประวัติของบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพิธีบวงสรวงในอดีตชาติ ระหว่างที่ไล่สายตาไปตามตัวอักษร นางก็พลันสังเกตเห็นลายเซ็นที่คุ้นตา ลายเซ็นของ "ท่านอัครมหาเสนาบดีหวัง" ผู้เป็นบิดาของหวังหรงซิน อดีตพระสนมที่เคยเป็นสหายสนิทของนางและเป็นผู้ร่วมทรยศนางในอดีต
"อัครมหาเสนาบดีหวัง..." นางรำพึงเสียงแผ่ว สองเดือนก่อน การจลาจลที่นางช่วยคลี่คลายนั้น มีเงาของอัครมหาเสนาบดีหวังอยู่เบื้องหลัง เพียงแต่นางยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ลายเซ็นนี้... มันช่างคุ้นเคยจนน่าขนลุก ราวกับว่าสายใยแห่งโชคชะตาที่เชื่อมโยงระหว่างนางกับผู้ทรยศกำลังจะถูกดึงให้กลับมาบรรจบกันอีกครั้ง
ทันใดนั้น ดวงตาของนางก็เหลือบไปเห็นตัวอักษรเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ลายเซ็นนั้น เป็นสัญลักษณ์ประหลาดที่คล้ายรูปกลุ่มดาวสามดวงเรียงกัน สัญลักษณ์ที่นางเคยเห็นครั้งหนึ่งในจดหมายลับที่หวังหรงซินแอบเก็บไว้เมื่อครั้งที่ทั้งสองยังเป็นสหายกัน สัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับ "องค์กรลับ" ที่บิดาของหวังหรงซินเป็นหัวหน้า และเป็นองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารและแผนการร้ายต่าง ๆ ในอดีตชาติ
จ้าวหลันซินรู้สึกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ร่างกายชาวาบไปทั้งตัว นี่ไม่ใช่แค่การเตรียมพิธี แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงแผนการที่ลึกซึ้งกว่านั้น และตำหนักเทพวารีในวันเพ็ญหน้า กำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของเกมแห่งอำนาจและการแก้แค้นครั้งใหม่ที่ใหญ่หลวงกว่าที่นางเคยคาดคิดไว้หลายเท่านัก
นางค่อย ๆ กำมือแน่น ดวงตาหงส์จับจ้องไปยังสัญลักษณ์นั้นอย่างไม่วางตา ความสงบเยือกเย็นที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยคลื่นแห่งความตื่นเต้นและอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา สัญลักษณ์นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ลายเซ็น แต่เป็นคำเชิญ... คำเชิญให้กลับไปสู่สมรภูมิที่นางเคยพ่ายแพ้มาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ครั้งนี้... นางจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างแน่นอน
เสียงใบไม้ไหวแผ่วเบาที่หน้าต่างราวกับเสียงกระซิบเตือนถึงภัยร้ายที่มองไม่เห็น สายตาของจ้าวหลันซินจับจ้องไปยังแผนที่ตำหนักเทพวารีที่กางอยู่บนโต๊ะ นางเห็นจุดสีแดงเล็กๆ ที่ระบุตำแหน่งของห้องลับใต้ดิน ห้องที่เคยเป็นที่กักขังนางในอดีต ห้องที่นางเคยสิ้นใจตายอย่างโดดเดี่ยวด้วยน้ำมือของผู้ที่นางรักและไว้ใจที่สุด...
และในตอนนี้... สัญลักษณ์กลุ่มดาวสามดวงนั้นกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับพิธีที่ตำหนักเทพวารี ราวกับจะเชื้อเชิญให้นางกลับไปเหยียบย่างในสถานที่แห่งความตายอีกหน เพื่อที่จะได้เผชิญหน้ากับความจริงเบื้องหลังการทรยศหักหลังทั้งหมด และผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการร้ายครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงแค่ตระกูลหลี่เฟย หรืออัครมหาเสนาบดีหวังเท่านั้น แต่เป็นเงาที่ยิ่งใหญ่กว่า และซับซ้อนกว่าที่นางเคยรับรู้มาตลอด
จ้าวหลันซินหลับตาลงช้าๆ ภาพเหตุการณ์ในอดีตชาติผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ใบหน้าขององค์จักรพรรดิหลี่เหวินที่เต็มไปด้วยความเย็นชา คำพูดสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และรอยยิ้มเย้ยหยันของหวังหรงซิน ก่อนที่คมดาบจะพรากชีวิตนางไป
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่นและอำมหิต หากนี่คือกับดัก หากนี่คือการเชื้อเชิญ... นางก็พร้อมที่จะก้าวเข้าไป เพื่อที่จะเปิดเผยทุกความลับ และฉีกกระชากหน้ากากของศัตรูออกมาให้หมดสิ้น
แผนการที่ซับซ้อนกำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า และจ้าวหลันซินรู้ดีว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะก้าวไปสู่การแก้แค้นขั้นต่อไป
"ตำหนักเทพวารี... หวังหรงซิน... เจ้าและบิดาของเจ้าจะต้องชดใช้" นางพึมพำกับตัวเอง เสียงกระซิบนั้นแฝงไว้ด้วยคำสัญญาแห่งการล้างแค้นที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ
และเมื่อนางมองไปที่สัญลักษณ์กลุ่มดาวสามดวงนั้นอีกครั้ง แสงจันทร์ก็สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาพอดี ทำให้สัญลักษณ์นั้นดูเหมือนจะเปล่งประกายเรืองรองอย่างน่าขนลุก ราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่างถึงนาง สัญญาณแห่งการเริ่มต้นครั้งใหม่... หรือสัญญาณแห่งอันตรายที่ใหญ่หลวงกว่าที่เคยคาดคิด?

บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก