ท้องพระโรงที่เคยเต็มไปด้วยความสง่างาม บัดนี้กลับกลายเป็นเวทีแห่งการเปิดโปงความจริงที่สั่นสะเทือนบัลลังก์ทองคำ แสงสว่างจากโคมไฟที่เคยส่องประกายเจิดจ้า บัดนี้กลับดูมืดมิดและหม่นหมอง ราวกับสะท้อนถึงชะตากรรมอันมืดมิดของฮ่องเต้หลงเหวิน
ฮ่องเต้หลงเหวินประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำด้วยพระพักตร์ที่ซีดเผือดราวกับคนตาย ดวงตาของพระองค์เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความโกรธแค้น พระองค์ทรงไม่เคยคิดว่าความลับที่ถูกฝังกลบมานานหลายปีจะถูกเปิดเผยออกมาในวันนี้ และผู้ที่เปิดเผยความจริงเหล่านั้นกลับเป็นสตรีที่พระองค์เคยรักและสังหารด้วยมือของพระองค์เอง
หลันหรงยืนอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ทองคำด้วยท่าทางที่สง่างามและมั่นใจ ดวงตาของนางเป็นประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ริมฝีปากอิ่มเอิบสีชมพูระเรื่อ แต่ในแววตาของนางกลับฉายชัดถึงความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว นางมิได้มาเพื่อยั่วยวนหรือขอความเมตตา หากแต่มาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมและชำระแค้นให้สาสม
“ฝ่าบาททรงคิดจะปิดบังความจริงไปถึงเมื่อใดเพคะ” หลันหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ฝ่าบาททรงวางแผนกำจัดสนมหลี่และโอรสของนาง เพื่อปูทางให้ตนเองได้ขึ้นครองราชย์ และยังทรงใช้หม่อมฉันในชาติก่อนเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมืองของฝ่าบาท”
คำพูดของหลันหรงทำให้ท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน เหล่าขุนนางและสนมคนอื่นๆ ต่างหันมามองหลันหรงด้วยความตกใจและไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากของหลันหรง ก็เริ่มที่จะเชื่อในสิ่งที่นางพูด
ฮ่องเต้หลงเหวินทรงรู้สึกโกรธแค้นและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี พระองค์ทรงรู้ดีว่าความจริงทั้งหมดได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว และบัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอน
“ไม่จริง... เจ้าโกหก!” ฮ่องเต้หลงเหวินทรงตวาด “จ้าวหลันซินตายไปแล้ว!”
“หม่อมฉันมิได้โกหกเพคะ ฝ่าบาท” หลันหรงตอบ “หม่อมฉันกลับมาเพื่อทวงคืนทุกสิ่งและชำระแค้นให้สาสม!”
หลันหรงจึงเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชาติก่อนให้เหล่าขุนนางและสนมคนอื่นๆ ได้รับรู้ นางเล่าถึงความรักที่นางมีต่อหลงเหวิน เล่าถึงความหลอกลวงที่เขาใช้ในการปูทางให้ตนเองได้ขึ้นครองราชย์ และเล่าถึงการตายของนางด้วยน้ำมือของเขา
เหล่าขุนนางและสนมคนอื่นๆ ต่างพากันพูดคุยกันอย่างเสียงดังด้วยความตกใจและไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากของหลันหรง ก็เริ่มที่จะเชื่อในสิ่งที่นางพูด
ในขณะนั้นเอง องค์ชายห้าก็ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงด้วยท่าทางที่สง่างามและมั่นใจ เขาแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีดำสนิท ใบหน้าของเขาหล่อเหลาและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันขอเป็นพยานยืนยันว่าสิ่งที่สนมหลันหรงพูดเป็นความจริงเพคะ” องค์ชายห้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
คำพูดขององค์ชายห้าทำให้ฮ่องเต้หลงเหวินทรงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก พระองค์ไม่เคยคิดว่าองค์ชายห้าจะยังมีชีวิตอยู่ และจะปรากฏตัวขึ้นในเวลานี้
“องค์ชายห้า... เจ้า... เจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือ?” ฮ่องเต้หลงเหวินทรงถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“เพคะ ฝ่าบาท” องค์ชายห้าตอบ “หม่อมฉันกลับมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับมารดาของหม่อมฉัน และเปิดโปงความชั่วร้ายของฝ่าบาทให้ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน”
องค์ชายห้าจึงเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับมารดาของเขา และเรื่องราวที่เขาถูกส่งไปอยู่นอกวังตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อปกป้องชีวิตของเขา
เหล่าขุนนางและสนมคนอื่นๆ ต่างพากันพูดคุยกันอย่างเสียงดังด้วยความตกใจและไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากขององค์ชายห้า ก็เริ่มที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด
ฮ่องเต้หลงเหวินทรงรู้สึกโกรธแค้นและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี พระองค์ทรงรู้ดีว่าความจริงทั้งหมดได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว และบัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอน
“จับพวกเขาไป!” ฮ่องเต้หลงเหวินทรงตวาด “จับพวกเขาไปประหารเดี๋ยวนี้!”
แต่ทว่า ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะก้าวออกมาจับหลันหรงและองค์ชายห้า เพราะพวกเขาต่างรู้สึกหวาดกลัวในความสามารถและความเฉลียวฉลาดของทั้งสอง
ในขณะนั้นเอง แม่ทัพใหญ่หลี่หมิงก็สั่งให้ทหารองครักษ์เข้าล้อมท้องพระโรงไว้ และประกาศว่า “ฮ่องเต้หลงเหวินทรงกระทำความผิดร้ายแรง สมควรที่จะถูกถอดถอนจากบัลลังก์!”
คำพูดของแม่ทัพใหญ่หลี่หมิงทำให้ท้องพระโรงตกอยู่ในความโกลาหล เหล่าขุนนางต่างพากันพูดคุยกันอย่างเสียงดังด้วยความตกใจและไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่เมื่อพวกเขาได้เห็นทหารองครักษ์เข้าล้อมท้องพระโรงไว้ ก็รู้ดีว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว
ฮ่องเต้หลงเหวินทรงรู้สึกโกรธแค้นและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี พระองค์ทรงรู้ดีว่าบัลลังก์ของพระองค์กำลังจะล่มสลายลงแล้ว
หลันหรงมองฮ่องเต้หลงเหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น “หลงเหวิน เจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เจ้าทำ!”
ในที่สุด เหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีต่อความยุติธรรม ก็ตัดสินใจที่จะยืนอยู่ข้างหลันหรงและองค์ชายห้า พวกเขาพากันถวายฎีกาขอให้ฮ่องเต้หลงเหวินสละราชสมบัติ และแต่งตั้งองค์ชายห้าขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่
ฮ่องเต้หลงเหวินทรงพยายามที่จะต่อต้าน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะพระองค์ทรงถูกโดดเดี่ยว ไม่มีผู้ใดให้การสนับสนุนอีกต่อไป
ในที่สุด ฮ่องเต้หลงเหวินก็ถูกถอดถอนจากบัลลังก์ และถูกกักขังอยู่ในตำหนักเย็นเช่นเดียวกับสนมหลี่ในอดีต
บัลลังก์ทองคำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความยิ่งใหญ่ บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเศษซากของความหลอกลวงและความชั่วร้าย
องค์ชายห้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ด้วยความยุติธรรมและเมตตา ทรงปกครองแคว้นด้วยความสงบสุขและรุ่งเรือง
หลันหรงในฐานะอดีตฮองเฮา ได้รับการยกย่องให้เป็นสตรีผู้กล้าหาญและเฉลียวฉลาด นางได้รับตำแหน่งเป็นพระพันปีหลวง และมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน
สนมหลี่ได้รับการปลดปล่อยจากตำหนักเย็น และกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับโอรสของนาง
ความยุติธรรมได้กลับคืนสู่แผ่นดินอีกครั้ง และความชั่วร้ายก็ได้รับการลงโทษอย่างสาสม
หลันหรงมองออกไปยังท้องฟ้าที่บัดนี้เมฆฝนได้จางหายไปแล้ว แสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังวังหลวง สร้างความรู้สึกอบอุ่นและสดใส นางยิ้มเล็กน้อยด้วยความรู้สึกโล่งใจและพึงพอใจในสิ่งที่ได้ทำ
“หลงเหวิน... เจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เจ้าทำ” หลันหรงพึมพำกับตัวเอง “และบัดนี้ เจ้าก็ได้ชดใช้แล้ว”
ชีวิตใหม่ของหลันหรงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว นางมิได้เป็นเพียงสนมชั้นต่ำที่ไร้ซึ่งอำนาจและบารมีอีกต่อไป หากแต่เป็นสตรีผู้หนึ่งที่สามารถพลิกชะตาและทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของนางได้อย่างสง่างาม
เรื่องราวของจ้าวหลันซิน อดีตฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ ที่กลับมาทวงบัลลังก์และชำระแค้น ได้กลายเป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาในราชวงศ์แห่งนี้

บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก