ความจริงที่ซ่อนเร้น
หัวใจของอวี้หลันเต้นรัวราวกับกลองศึก เธอจ้องมองไปยังเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าห้องสมุด ม่านราตรีบังใบหน้าของบุรุษผู้นั้นไว้ ทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่กลิ่นหอมของไม้จันทน์ที่คุ้นเคย กลิ่นเดียวกับที่เคยโชยมาในคืนวิวาห์อันเลือนราง ทำให้เธอรู้สึกราวกับถูกกระชากกลับไปยังวันวานแห่งความสับสน “ใคร… ใครกันคะ?” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
เงาร่างนั้นขยับเข้ามาเล็กน้อย แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างเผยให้เห็นโครงหน้าครึ่งหนึ่งที่คมสัน แม้จะมืดสลัว แต่ก็บ่งบอกถึงความสง่างามและความแข็งแกร่ง นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองมาที่เธอชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องสมุดเก่าแก่แห่งนี้ “ข้าแค่ผ่านมา” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้น มันเป็นเสียงที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็นเสียงที่อยู่ในความทรงจำที่ถูกปิดผนึกไว้
อวี้หลันรู้สึกสับสน เธอพยายามนึกถึงเงาร่างในคืนนั้น พยายามเชื่อมโยงบุคคลตรงหน้าเข้ากับภาพที่เลือนรางในอดีต แต่ก็ไม่อาจทำได้ เขาคือใครกันแน่? เป็นขันทีชั้นสูง? เป็นขุนนางคนสำคัญ? หรือ… หรือเป็นองค์จักรพรรดิเอง? ความคิดสุดท้ายนี้ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย เธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการไปถึงขั้นนั้น
บุรุษผู้นั้นเดินเข้ามาในห้องสมุดอย่างไม่เร่งรีบ สายตาของเขากวาดมองไปตามชั้นหนังสือเก่าแก่ราวกับกำลังค้นหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อวี้หลันยืนนิ่ง ไม่กล้าขยับ เธอรู้สึกถึงรัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างชัดเจน แม้จะอยู่ในชุดธรรมดาที่ไม่ได้บ่งบอกถึงยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ เขากลับหยิบหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกดู “เจ้าอ่านหนังสือพวกนี้ด้วยหรือ?” เขาเอ่ยถามโดยไม่มองมาที่เธอ
“เพคะ หม่อมฉัน… หม่อมฉันอ่านเพื่อหาความรู้และเพื่อฆ่าเวลาเพคะ” อวี้หลันตอบอย่างนอบน้อม
“ตำราประวัติศาสตร์และกฎมณเฑียรบาล…” เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงที่ยากจะคาดเดา “ไม่คิดเลยว่าสนมในพระตำหนักบุปผาโรยราจะสนใจเรื่องเช่นนี้” คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกดูถูกเล็กน้อย แต่ก็เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“หม่อมฉันเห็นว่าความรู้เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด แม้จะอยู่ในสถานะใดก็ตามเพคะ” เธอตอบอย่างกล้าหาญ ดวงตาของเธอเงยขึ้นมองเขาชั่วครู่หนึ่ง พยายามจับภาพใบหน้าของเขาให้ชัดเจน แต่เขากลับหันหลังให้เธอ จ้องมองไปยังหน้าต่างที่เปิดออกไปเห็นท้องฟ้ายามราตรี
“วังแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ซับซ้อน” เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ ราวกับพูดกับตัวเอง “ความจริงมักจะซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลวงตาเสมอ”
คำพูดของเขาทำให้เธอฉุกคิดถึงสถานการณ์ของประเทศ เธอได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับความไม่สงบ การประชวรขององค์จักรพรรดิ และการแก่งแย่งอำนาจขององค์ชายรองและสนมจันทรา “หม่อมฉันได้ยินข่าวลือ… ว่าบ้านเมืองไม่ค่อยสงบนักเพคะ” เธอตัดสินใจลองเอ่ยถามไป
บุรุษผู้นั้นนิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “บ้านเมืองกำลังประสบกับบททดสอบครั้งใหญ่” เขากล่าว “ผู้นำที่อ่อนแอ ย่อมนำมาซึ่งความวุ่นวาย” เขาไม่ได้เจาะจงว่าผู้นำที่ว่าคือใคร แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความหนักใจและความผิดหวัง
อวี้หลันรู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของเขา เขาไม่ได้พูดเหมือนขุนนางทั่วไป แต่ราวกับเป็นผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลอย่างสูงส่ง เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจในความทุกข์ที่เขาแบกรับ เธอสังเกตเห็นว่าภายใต้ความแข็งแกร่งและสง่างามนั้น เขามีร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็น
เขาวางหนังสือลงอย่างช้าๆ แล้วหันมามองเธออีกครั้ง คราวนี้ดวงตาของเขาจ้องมองมาที่เธออย่างลึกซึ้ง ราวกับกำลังพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้เธอรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที “เจ้า… ชื่ออะไร?” เขาถามเสียงเรียบ
“หม่อมฉัน… อวี้หลันเพคะ” เธอตอบอย่างนอบน้อม ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความสั่นเทาในใจ
“อวี้หลัน…” เขาทวนชื่อของเธอ แววตาของเขาแปรเปลี่ยนไปชั่วครู่ ราวกับกำลังค้นหาความทรงจำบางอย่าง “จำไว้ว่าในวังแห่งนี้ ไม่มีใครสามารถเชื่อใจได้ง่ายๆ แม้แต่เงาของเจ้าเอง”
หลังจากนั้น เขาก็เดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับไม่เคยมาปรากฏตัวที่นี่ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไม้จันทน์ที่ยังคงอบอวล และความสับสนในใจของอวี้หลัน เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองตามเงาร่างของเขาที่ลับหายไปในความมืดมิด ท้องฟ้าด้านนอกยังคงมืดครึ้ม บ่งบอกถึงพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำเข้ามาในไม่ช้า เธออดไม่ได้ที่จะคิดถึงคำพูดของลุงหมิงเรื่ององค์จักรพรรดิที่ประชวร และองค์ชายรองที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ใครคือบุรุษผู้นั้นกันแน่? และคำเตือนของเขาหมายถึงอะไร? เธอรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเขาวงกตที่เต็มไปด้วยอันตราย และไม่รู้ว่าทางออกอยู่ที่ใด

ฮ่องเต้ใจร้าย
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก