ตอนที่ 5 — เกมอำนาจพลิกผัน
ฮ่องเต้ใจร้าย · 37 ตอน
แสงเทียนริบหรี่
ข่าวการจับกุมสนมจันทราสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววังหลวง จากที่เคยเป็นสนมผู้ทรงอิทธิพลและเป็นที่โปรดปรานของไทเฮา บัดนี้เธอกลับกลายเป็นนักโทษผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ อวี้หลันรู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอรู้ว่าสนมจันทราเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับขุนนางบางคนและขันทีหวงฮุย แต่ทำไมจู่ๆ เธอกลับถูกจับกุมเอง? นี่เป็นเกมการเมืองที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจ
ลี่จูนำข่าวสารมาให้อวี้หลันอย่างต่อเนื่อง “นายหญิงเพคะ! องค์จักรพรรดิทรงฟื้นคืนจากอาการประชวรแล้ว แต่พระองค์ยังคงอ่อนแอมาก และยังทรงไม่สามารถตัดสินใจราชกิจได้อย่างเต็มที่” ลี่จูเล่าด้วยเสียงกระซิบกระซาบ “และองค์ชายรองก็ถูกถอดถอนจากตำแหน่งผู้ว่าราชการแทนด้วยข้อหาว่าบริหารราชกิจบกพร่องเพคะ”
“แล้วใครเป็นผู้ที่สืบสวนคดีของสนมจันทรา?” อวี้หลันถามด้วยความอยากรู้
“ได้ยินว่าเป็นแม่ทัพหลี่เพคะ แม่ทัพหลี่ผู้นี้เพิ่งจะกลับมาจากชายแดน ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเมืองในวังเลย ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากไทเฮา” ลี่จูตอบ
อวี้หลันคิดตามอย่างหนักหน่วง แม่ทัพหลี่… ชื่อนี้ไม่คุ้นหูเธอเลย แต่การที่เขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีสำคัญเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เธอรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบงการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนี้
ขณะเดียวกัน ภัยแล้งทางภาคเหนือก็ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กบฏชายแดนก็ยังไม่สงบลง และโรคระบาดก็เริ่มแพร่กระจายในบางพื้นที่ของอาณาจักร ผู้คนเริ่มล้มตายเป็นจำนวนมาก สร้างความหวาดกลัวและความไม่พอใจให้กับประชาชน องค์จักรพรรดิที่เพิ่งฟื้นจากอาการประชวรก็ยังคงอยู่ในสภาพอ่อนแอ ไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้เต็มที่ ราชวงศ์กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
ไทเฮาทรงบัญชาให้มีการจัดพิธีสวดมนต์ขอพรจากสวรรค์ที่วัดหลวง เพื่อขอให้ภัยพิบัติสงบลง และมีราชโองการให้สนมทุกคนเข้าร่วมพิธีนี้ด้วย อวี้หลันเดินตามหลังเหล่าสนมคนอื่นๆ ไปยังวัดหลวงอย่างเงียบๆ เธอเห็นผู้คนมากมายเบียดเสียดกันเพื่อเข้าร่วมพิธี ทุกคนต่างมีใบหน้าแห้งผาก เต็มไปด้วยความทุกข์และความสิ้นหวัง
ในระหว่างพิธี สภาพอากาศก็แปรปรวนอย่างกะทันหัน เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง ทำให้ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนี องค์จักรพรรดิที่ประทับอยู่บนบัลลังก์สูงก็ทรงกระแอมไออย่างรุนแรง พระพักตร์ซีดเซียว ทำให้ประชาชนยิ่งหวาดกลัวว่าสวรรค์กำลังจะลงโทษราชวงศ์
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น มีหญิงชราคนหนึ่งซึ่งเป็นแม่ค้าจากนอกวัง ได้ล้มลงด้วยอาการชักเกร็งจากโรคระบาด ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะกลัวติดโรค อวี้หลันซึ่งเคยศึกษาเรื่องสมุนไพรและยาสมัยโบราณมาบ้าง เห็นว่าหญิงชรากำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เธอตัดสินใจก้าวเข้าไปช่วยโดยไม่ลังเล
“ถอยไป! อย่าเข้าใกล้นาง!” เหล่าทหารและขันทีพยายามห้าม แต่เธอกลับไม่สนใจ เธอนั่งลงข้างหญิงชรา ตรวจดูอาการอย่างรวดเร็ว และตระหนักว่าหญิงชราไม่ได้เป็นโรคระบาด แต่เป็นลมเนื่องจากภาวะขาดน้ำและขาดอาหารอย่างรุนแรง เธอหยิบขวดน้ำเล็กๆ ที่พกติดตัวออกมา พร้อมกับยาเม็ดสมุนไพรที่เธอทำขึ้นเองจากตำราเก่าๆ ป้อนให้หญิงชราอย่างใจเย็น
หญิงชราค่อยๆ ฟื้นคืนสติ สีหน้าเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตกตะลึงกับการกระทำของอวี้หลันที่ไม่กลัวตาย และความสามารถในการรักษาของเธอ
องค์จักรพรรดิซึ่งทรงมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากบัลลังก์สูง ทรงรู้สึกประหลาดใจกับสตรีผู้นี้ พระองค์ไม่เคยเห็นสนมคนใดกล้าหาญและมีเมตตาเช่นนี้มาก่อน พระองค์รู้สึกราวกับมีแสงสว่างเล็กๆ ส่องเข้ามาในความมืดมิดของจิตใจ พระองค์พยายามจะเพ่งมองใบหน้าของนาง แต่ระยะทางที่ห่างไกลและแสงสลัวของวัดก็ทำให้พระองค์มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก
หลังพิธีสิ้นสุดลง ไทเฮาทรงมีรับสั่งให้เรียกตัวอวี้หลันเข้าพบเป็นการส่วนพระองค์ เธอเข้าไปในห้องรับรองของไทเฮาด้วยความประหม่า แต่ก็เตรียมใจไว้แล้วสำหรับทุกสถานการณ์
ไทเฮาทรงจ้องมองมาที่อวี้หลันอย่างพิจารณา “เจ้าคือสนมจากพระตำหนักบุปผาโรยรา ชื่ออวี้หลันใช่หรือไม่?” พระสุรเสียงของไทเฮาเย็นชา แต่ก็แฝงไว้ด้วยความสนใจ
“เพคะ หม่อมฉันอวี้หลันเพคะ” เธอตอบอย่างนอบน้อม
“เจ้ากล้าหาญมากที่เข้าช่วยเหลือหญิงชราผู้นั้น เจ้าไม่กลัวโรคระบาดหรือ?” ไทเฮาถาม
“หม่อมฉันเห็นว่าชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งล้ำค่า และยามที่ผู้คนเดือดร้อน เราก็ควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพคะ” อวี้หลันตอบอย่างจริงใจ “และหม่อมฉันมั่นใจว่านางไม่ได้เป็นโรคระบาดร้ายแรงเพคะ”
ไทเฮาทรงพยักหน้าช้าๆ “เจ้ามีความรู้เรื่องสมุนไพรด้วยหรือ?”
“เพคะ หม่อมฉันเรียนรู้จากตำราเก่าๆ และลุงหมิง พ่อบ้านเฒ่าในพระตำหนักเพคะ”
ไทเฮาทรงจ้องมองเธอด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง ราวกับกำลังมองเห็นบางสิ่งบางอย่างในตัวของอวี้หลันที่สนมคนอื่นๆ ไม่มี “เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับสถานการณ์ของบ้านเมืองในตอนนี้?” พระองค์ถามด้วยคำถามที่ตรงไปตรงมาจนอวี้หลันรู้สึกตกใจ
อวี้หลันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงที่เธอคิด “บ้านเมืองกำลังป่วยไข้เพคะ ไม่ใช่แค่โรคภัยไข้เจ็บ แต่เป็นโรคของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ความโลภ และความไม่สามัคคี หากไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง สถานการณ์ก็คงจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพคะ”
ไทเฮาทรงนิ่งฟังด้วยพระพักตร์เรียบเฉย ก่อนจะตรัสขึ้นมาประโยคหนึ่งที่ทำให้อวี้หลันถึงกับตัวชา “ดี… ข้าชอบความกล้าหาญและความเฉลียวฉลาดของเจ้า” พระองค์ยื่นพระหัตถ์ออกมา หยิบหยกห้อยคอสีเขียวมรกตที่สลักลายหงส์คู่ขึ้นมา “เจ้าเอาสิ่งนี้ไปเก็บไว้ วันหนึ่งเจ้าอาจจะต้องใช้มัน…”
อวี้หลันรับหยกมาด้วยความสั่นเทา เธอไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น แต่ก็รู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่ซ่อนอยู่ในคำตรัสของไทเฮา พระองค์กำลังจะทำอะไรกันแน่? และทำไมถึงทรงมอบสิ่งของสำคัญเช่นนี้ให้กับสนมที่ถูกทอดทิ้งอย่างเธอ? เธอรู้สึกราวกับกำลังถูกผลักเข้าไปในวังวนของอำนาจที่เธอไม่เคยปรารถนา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก