คำสารภาพขององค์จักรพรรดิที่ว่าพระองค์ทรงจดจำค่ำคืนวิวาห์และตัวอวี้หลันได้ ไม่เพียงแต่สร้างความสั่นสะเทือนในใจของฮองเฮาอย่างรุนแรง แต่ยังก่อให้เกิดพายุอารมณ์ที่ซัดสาดอยู่ในจิตวิญญาณของนาง ความเจ็บปวดที่ถูกทรยศหักหลัง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผสมปนเปกับความสับสนว่าควรจะรู้สึกดีใจหรือโกรธเคืองที่พระองค์ทรงเก็บงำความลับนี้ไว้เนิ่นนาน
“ทำไมเพคะฝ่าบาท? ทำไมถึงต้องปิดบังหม่อมฉัน?” อวี้หลันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่บาดลึกกว่าบาดแผลใดๆ ที่เคยได้รับ
องค์จักรพรรดิทรงถอนหายใจยาว พระองค์จับมือของอวี้หลันไว้เบาๆ ผิวสัมผัสของพระองค์อบอุ่น แต่หัวใจของอวี้หลันกลับเย็นเฉียบ “ในเวลานั้น ข้าถูกยาพิษและไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคำสั่งของไทเฮาที่ทรงต้องการปกป้องเจ้าและข้าจากอำนาจมืดในวังหลวง… หากความจริงถูกเปิดเผยในตอนนั้น เจ้าอาจไม่รอด”
พระองค์ทรงพยายามอธิบายด้วยความอดทน น้ำเสียงของพระองค์เต็มไปด้วยความสำนึกผิดและความเจ็บปวดที่ไม่แพ้กัน “ยาพิษนั้นร้ายกาจนัก มันบิดเบือนการรับรู้ของข้า ทำให้ข้าคิดว่าเจ้าคือมารยาที่เข้ามาทำร้าย ข้าตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิดบาปอย่างมหันต์ และเมื่อไทเฮาทรงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ข้าก็ยิ่งตระหนักว่าข้าได้ทำผิดต่อเจ้าไปมากเพียงใด”
อวี้หลันฟังคำอธิบายของพระองค์ ดวงตาจับจ้องไปที่ดวงพักตร์ของจักรพรรดิผู้เป็นสามี ในแววตาของพระองค์มีเงาของความทรมานปรากฏอยู่จริง ความจริงที่ไทเฮาทรงเล่าให้ฟังเกี่ยวกับแผนการของสนมจันทราและการพยายามโค่นล้มราชบัลลังก์ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของนาง อวี้หลันเริ่มเข้าใจในสถานการณ์ที่องค์จักรพรรดิทรงเผชิญ แต่การเข้าใจไม่ได้หมายถึงการให้อภัยได้โดยง่าย
“แล้วทำไมเพคะ... หลังจากที่ฝ่าบาททรงหายจากอาการประชวร เหตุใดจึงยังคงปิดบังหม่อมฉัน?” อวี้หลันถามต่อ เสียงของนางยังคงสั่นเครือแต่แฝงด้วยความต้องการคำตอบที่ชัดเจน
องค์จักรพรรดิทรงเงียบไปชั่วขณะ พระองค์ใช้ปลายนิ้วไล้เบาๆ บนหลังมือของอวี้หลัน “ข้า… ข้าไม่กล้า” พระสุรเสียงของพระองค์แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ข้าไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าข้าได้ทอดทิ้งเจ้าอย่างโหดร้ายเพียงใด ข้ากลัวว่าเจ้าจะเกลียดชังข้า ข้ากลัวว่าข้าจะสูญเสียเจ้าไปตลอดกาล… ในตอนนั้น ราชสำนักยังคงระส่ำระสายด้วยอำนาจของสนมจันทราและพวกพ้อง การเปิดเผยความจริงอาจนำอันตรายมาสู่เจ้า และข้าไม่ต้องการให้เจ้าต้องมาเกี่ยวพันกับเรื่องวุ่นวายนี้”
คำกล่าวของพระองค์ทำให้อวี้หลันรู้สึกราวกับมีมีดนับพันเล่มกรีดลงกลางใจ แม้จะเข้าใจถึงความหวาดกลัวของพระองค์ แต่ความเจ็บปวดที่ถูกทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยวในวังอันกว้างใหญ่มานานหลายปีก็ยังคงตราตรึงอยู่ในใจ “แล้วหม่อมฉันเล่าเพคะฝ่าบาท? ฝ่าบาทเคยคิดถึงหัวใจของหม่อมฉันบ้างหรือไม่? ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หม่อมฉันต้องทนทุกข์อยู่กับความโดดเดี่ยว ความหวาดกลัว และความรู้สึกไร้ค่า… หม่อมฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสามีของหม่อมฉันคือใคร”
น้ำตาที่อวี้หลันพยายามกลั้นไว้ไหลรินลงมาเป็นทาง ภาพความเจ็บปวดในอดีตฉายชัดขึ้นมาในมโนสำนึก นางเห็นตัวเองในฐานะสนมไร้ค่าที่ถูกลืมเลือน ถูกมองข้าม ไม่มีแม้แต่สถานะที่ชัดเจนในวังหลวง มีเพียงชื่อที่ถูกจดจำในฐานะ ‘สนมต่ำศักดิ์’
องค์จักรพรรดิทรงกอดอวี้หลันเข้ามาในอ้อมแขน พระองค์ทรงลูบหลังนางเบาๆ ด้วยความอ่อนโยน “ข้ารู้ อวี้หลัน ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้วจริงๆ ข้าขอโทษ… ข้าขอโทษจากใจจริง” น้ำเสียงของพระองค์สั่นเครือเช่นกัน พระองค์เองก็ทนทุกข์อยู่กับความรู้สึกผิดนี้มานานแสนนาน “ข้ารู้ว่าคำขอโทษของข้าอาจไม่เพียงพอที่จะเยียวยาบาดแผลในใจเจ้าได้ทั้งหมด แต่ข้าขอให้เจ้าให้โอกาสข้าได้แก้ไขความผิดพลาด ข้าอยากจะชดเชยทุกสิ่งที่ข้าได้ทำผิดพลาดไป… ข้าอยากให้เจ้าเชื่อใจข้าอีกครั้ง”
อ้อมกอดของพระองค์อบอุ่นและมั่นคงอย่างน่าประหลาดใจ อวี้หลันพิงหน้ากับอกของพระองค์ ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างไม่อาจยับยั้งได้ ความเจ็บปวดที่สะสมมานานค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาเหล่านั้น
“หม่อมฉัน… หม่อมฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีเพคะฝ่าบาท” อวี้หลันเอ่ยเสียงแผ่วเบา สับสนกับความรู้สึกของตัวเอง
“จงให้เวลาตัวเองเถิดอวี้หลัน” องค์จักรพรรดิตรัสตอบ “แต่ขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าจากนี้ไป ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้าได้อีก และข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”
หลังจากค่ำคืนแห่งการสารภาพและความเจ็บปวดที่ถูกปลดปล่อย ความสัมพันธ์ระหว่างองค์จักรพรรดิและฮองเฮาอวี้หลันก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ แม้บาดแผลในใจของอวี้หลันจะยังไม่หายสนิท แต่เธอก็ยอมเปิดใจให้พระองค์ได้เข้ามาใกล้ขึ้นทีละน้อย เธอเริ่มเห็นถึงความจริงใจที่พระองค์แสดงออก ความพยายามที่จะชดเชยความผิดพลาดในอดีต และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องเธอ
ในยามราชกิจ อวี้หลันยังคงทำหน้าที่ฮองเฮาอย่างเข้มแข็งและชาญฉลาด เธอลงมือปฏิรูปการคลังอย่างจริงจังตามที่เคยเสนอไว้ ปรับปรุงระบบการเก็บภาษีให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดภาระของชาวนาผู้ยากไร้ และเพิ่มการจัดเก็บจากขุนนางผู้มั่งคั่งที่เคยฉ้อโกง ภายใต้การกำกับดูแลของเธอ ท้องพระคลังที่เคยร่อยหรอเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง รายรับของแผ่นดินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
องค์จักรพรรดิทรงให้การสนับสนุนอวี้หลันอย่างเต็มที่ พระองค์ไม่เพียงรับฟังความคิดเห็นของเธอ แต่ยังมอบอำนาจให้เธอตัดสินใจในบางเรื่องที่สำคัญ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสติปัญญาและความสามารถของฮองเฮาที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขามักจะใช้เวลาในยามค่ำคืนหารือเรื่องราชกิจในห้องทรงงานขององค์จักรพรรดิ แสงเทียนส่องสว่างสะท้อนเงาของคนทั้งสองที่ก้มหน้าอยู่บนฎีกาและแผนที่ราชอาณาจักร การทำงานร่วมกันเช่นนี้ทำให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ไม่ใช่เพียงในฐานะสามีภรรยา แต่ในฐานะผู้ปกครองที่แบกรับภาระแห่งแผ่นดินร่วมกัน
อวี้หลันเริ่มสังเกตเห็นว่าองค์จักรพรรดิทรงมีพระทัยที่อ่อนโยนและใส่พระทัยในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสมอ พระองค์จะทรงจัดเตรียมชาสมุนไพรบำรุงกำลังไว้ให้เธอในยามที่ต้องตรากตรำกับราชกิจจนดึกดื่น หรือทรงยื่นผ้าคลุมไหล่มาห่มให้ในยามที่อากาศหนาวเย็น ท่าทางเหล่านี้แม้จะเล็กน้อย แต่ก็ค่อยๆ สลายกำแพงน้ำแข็งในใจของอวี้หลันทีละน้อย
ความสัมพันธ์ที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ระหว่างองค์จักรพรรดิและฮองเฮากลายเป็นที่พูดถึงในหมู่ข้าราชบริพารและชาววัง หลายคนเริ่มเลิกดูถูกและมองฮองเฮาอวี้หลันด้วยความเคารพมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะตำแหน่ง แต่เพราะความสามารถและผลงานที่เธอได้สร้างสรรค์ขึ้น
ในขณะที่ราชสำนักเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ และความสัมพันธ์ของฮองเฮาและองค์จักรพรรดิเริ่มเบ่งบานอย่างช้าๆ ข่าวร้ายจากชายแดนทางเหนือก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง กองทัพป่าเถื่อนจากดินแดนเถื่อนทางเหนือ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ชาวป่าหิมะ’ ได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างน่าสงสัย พวกเขาไม่เพียงแต่ปล้นสะดมหมู่บ้านตามแนวชายแดน แต่ยังแสดงท่าทีว่าจะรวมกำลังพลครั้งใหญ่เพื่อบุกเข้ามาในแผ่นดินต้าเหวิน
“ฝ่าบาท กระหม่อมได้รับรายงานจากแม่ทัพหลี่ว่ากองทัพชาวป่าหิมะได้รวบรวมกำลังพลกว่าแสนนาย กำลังเคลื่อนทัพเข้าสู่ช่องเขาหมอกคราม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเข้าสู่แผ่นดินของเราพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหวงฮุยรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดในท้องพระโรง
องค์จักรพรรดิทรงผุดลุกขึ้นจากพระแท่นด้วยความตื่นตระหนก “แสนนายเชียวหรือ! นี่มันมากเกินกว่าที่เคยเป็นมา”
อวี้หลันซึ่งประทับอยู่ข้างๆ องค์จักรพรรดิทรงมีสีพระพักตร์ซีดเผือด เธอตระหนักดีว่าช่องเขาหมอกครามเป็นปราการธรรมชาติที่สำคัญ หากเสียช่องเขานี้ไป แผ่นดินต้าเหวินจะตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง
“เราต้องส่งกำลังเสริมไปโดยด่วนพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสนาบดีฝ่ายกลาโหมเสนอ
“แต่กำลังพลของเราส่วนใหญ่ถูกตรึงอยู่ตามแนวชายแดนอื่น และอีกส่วนหนึ่งเพิ่งกลับจากภารกิจปราบปรามกบฏทางใต้พ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีกรมคลังกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจ “การจะรวบรวมกำลังพลขนาดใหญ่เพื่อส่งไปเสริมในทันทีนั้นเป็นเรื่องยาก”
ในขณะที่เหล่าขุนนางกำลังถกเถียงกันอย่างร้อนแรงถึงแนวทางรับมือ องค์จักรพรรดิทรงเหลือบมองอวี้หลัน พระองค์ทรงเห็นประกายความมุ่งมั่นในแววตาของฮองเฮา ทว่าก่อนที่พระองค์จะทันตรัสอะไรออกไป ก็มีทหารวิ่งเข้ามาในท้องพระโรงด้วยสีหน้าแตกตื่น
“ทูลฝ่าบาท! ทูลฮองเฮา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ทหารนายนั้นคุกเข่าลงแทบเท้า ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “มีผู้พบศพของเสนาบดีกรมพิธีการ… ท่านเสนาบดีซ่งถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในบ้านพักของเขาเองพ่ะย่ะค่ะ และ… และมีจดหมายวางอยู่ข้างศพ!”
คำประกาศนั้นทำให้ทุกคนในท้องพระโรงเงียบกริบดุจป่าช้า อวี้หลันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น เสนาบดีซ่งเป็นหนึ่งในขุนนางที่สนับสนุนการปฏิรูปของเธอ และเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ จดหมายที่ว่านั้นคืออะไรกันแน่? และใครคือผู้ที่กล้าลงมือสังหารขุนนางใหญ่ถึงในบ้านพักของตัวเองในช่วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังเผชิญวิกฤตเช่นนี้?
ความสงบสุขที่เพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้นภายในวังหลวงและราชสำนักถูกทำลายลงในพริบตา สถานการณ์กำลังเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด อวี้หลันมองไปที่องค์จักรพรรดิ พระพักตร์ของพระองค์ซีดขาวด้วยความตกใจและกริ้วอย่างรุนแรง
“นำจดหมายนั้นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!” องค์จักรพรรดิตรัสเสียงกร้าว ดวงพระเนตรเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
ทหารนายนั้นรีบยื่นจดหมายที่ถูกผนึกอย่างดีให้กับขันทีหวงฮุย ขันทีหวงฮุยรับจดหมายมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะนำไปถวายองค์จักรพรรดิ องค์จักรพรรดิทรงฉีกผนึกออกอย่างรวดเร็วและกวาดสายตาอ่านเนื้อความในจดหมาย เมื่ออ่านจบ พระพักตร์ของพระองค์ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดขีด และแววตาของพระองค์ก็เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
พระองค์ทรงกำจดหมายแน่นจนมันยับยู่ยี่ ก่อนที่จะทรงทุ่มมันลงบนพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น
“นี่มัน… นี่มันเป็นการท้าทายราชอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง!” องค์จักรพรรดิตรัสเสียงดังลั่นไปทั่วท้องพระโรง “และพวกมัน… พวกมันยังกล้าที่จะเอ่ยชื่อของฮองเฮา!”
อวี้หลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อได้ยินคำพูดสุดท้ายของพระองค์ จดหมายฉบับนั้นเกี่ยวข้องกับเธอด้วยอย่างนั้นหรือ? เกี่ยวข้องอย่างไร? และใครคือ ‘พวกมัน’ ที่พระองค์ตรัสถึง? ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลและลางสังหรณ์อันเลวร้ายถาโถมเข้าใส่อวี้หลันอย่างรุนแรง เธอรีบก้าวเข้าไปหาจดหมายที่ตกอยู่บนพื้น เพื่อที่จะอ่านเนื้อความที่ทำให้องค์จักรพรรดิทรงกริ้วได้ถึงเพียงนี้
ก่อนที่มือของอวี้หลันจะแตะถึงจดหมาย องค์จักรพรรดิทรงคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น ดวงพระเนตรของพระองค์ฉายแววอันตรายและแฝงด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พระองค์ไม่ยอมปล่อยมือของอวี้หลัน และตรัสด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนอวี้หลันรู้สึกได้ถึงกระแสความเย็นเยียบที่แล่นผ่านเข้ามาในกาย
“เจ้าจะไม่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้อวี้หลัน… เพราะข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย!” พระองค์ทรงตรัสเสียงแข็งพลางบีบข้อมือของอวี้หลันแน่นขึ้น “แต่เจ้าต้องรู้ไว้ ว่าจดหมายฉบับนี้คือประกาศิตจากกลุ่มอำนาจมืด ที่ไม่ต้องการให้เจ้ามีชีวิตอยู่… มันคือคำขู่สังหารฮองเฮา!”

ฮ่องเต้ใจร้าย
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก