องค์จักรพรรดิทรงถอนหายใจยาว พลางกระชับมือเรียวบางของฮองเฮาไว้ในอุ้งพระหัตถ์ที่เย็นเฉียบกว่าปกติ แววพระเนตรของพระองค์ฉายแววความเจ็บปวดที่เก็บงำมานานนับปี ความรู้สึกผิดและทุกข์ทรมานถูกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในดวงเนตรคมกริบคู่นั้น
“คืนนั้น… ข้าถูกพิษ” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงแผ่วพร่า ราวกับเรื่องราวที่กำลังจะเอ่ยถึงนั้นเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันหาย “ไม่ใช่พิษที่ปลิดชีพในทันที แต่เป็นพิษที่เล่นงานจิตประสาท ทำให้ร่างกายอ่อนแรง และสติสัมปชัญญะเลือนราง ยาพิษนั้นถูกผสมในสุราที่ใช้ในพิธีส่งตัว เจ้าคงจำได้ว่าข้าปรากฏตัวช้ากว่ากำหนด… นั่นเพราะข้าต้องต่อสู้กับฤทธิ์ยาที่เริ่มออกอาการตั้งแต่ก่อนจะเข้าหอ”
อวี้หลันนิ่งฟัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นผุดขึ้นมาในความทรงจำ นางจำได้เพียงความมืดมิดและเสียงกระซิบอันแผ่วเบา แต่ไม่เคยล่วงรู้ถึงเบื้องหลังอันโหดร้ายเช่นนี้
“ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายไม่ได้เป็นของตัวเอง” องค์จักรพรรดิทรงเล่าต่อ เสียงของพระองค์สั่นเครือ “ข้าพยายามอย่างสุดกำลังที่จะต้านทานฤทธิ์ยา เพื่อไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น… กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่เกินให้อภัย แต่มันยากเย็นเหลือเกิน… ยากเย็นจนข้าเกือบจะพ่ายแพ้”
พระองค์ทรงหยุดชั่วครู่ ดวงเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของอวี้หลัน “ข้าจำกลิ่นกายของเจ้าได้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยที่ติดตรึงอยู่ในห้วงสำนึกที่เลือนราง ข้าจำได้ว่าเจ้าอยู่ตรงหน้า จำได้ถึงสัมผัสที่บางเบา แต่ข้า… ข้าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เต็มที่ ข้ารู้ว่าข้าควรจะพูดอะไร ควรจะทำอะไร แต่ร่างกายมันไม่ตอบสนอง”
“แต่… แต่ว่า…” อวี้หลันพยายามเปล่งเสียง “ฝ่าบาททรงจดจำหม่อมฉันได้ในคืนนั้น แล้วทำไม… ทำไมถึงต้องทอดทิ้งหม่อมฉันอย่างโหดร้ายถึงเพียงนั้นเพคะ?” คำว่า ‘ทอดทิ้ง’ บาดลึกในใจของนางเสมอมา และในวินาทีนี้ เมื่อความจริงค่อยๆ คลี่คลาย ความเจ็บปวดนั้นก็ยิ่งทวีคูณ
องค์จักรพรรดิทรงหลับพระเนตรลงช้าๆ เหมือนภาพความเจ็บปวดในอดีตกำลังย้อนกลับมาหลอกหลอน “นั่นเป็นเรื่องของคำสั่งจากไทเฮา… และการเมืองที่ซับซ้อนกว่าที่เจ้าคิด” พระองค์ทรงลืมพระเนตรขึ้นอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง “พิษในคืนนั้นไม่ต่างอะไรกับการประกาศสงครามจากกลุ่มอำนาจที่ต่อต้านข้าและไทเฮา พวกมันต้องการโค่นล้มราชบัลลังก์ ต้องการให้ข้าสิ้นชีพ หรือไม่ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกมันอย่างสมบูรณ์”
“ในเวลานั้น ตำแหน่งฮองเฮายังว่างเปล่า และไทเฮาทรงมีพระประสงค์ให้เจ้าเป็นฮองเฮาตั้งแต่แรก” คำกล่าวนี้ทำให้อวี้หลันถึงกับผงะ “แต่การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาในช่วงเวลาที่อำนาจของข้ายังไม่มั่นคง เป็นการเชื้อเชิญหายนะเข้าสู่ชีวิตของเจ้าโดยตรง”
“ไทเฮาทรงตรัสว่า… หากข้าแสดงออกว่าใส่ใจเจ้าแม้แต่น้อยนิด หากข้าให้ความสำคัญกับเจ้าเกินกว่าสนมคนอื่นๆ เจ้าจะกลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มอำนาจเหล่านั้นในทันที พวกมันจะใช้เจ้าเป็นเครื่องมือ เป็นจุดอ่อนของข้าในการต่อรอง หรือร้ายกว่านั้น… ปลิดชีพเจ้าเพื่อสร้างความปั่นป่วนและบั่นทอนกำลังใจของข้า”
ลมหายใจของอวี้หลันสะดุด นางจินตนาการถึงความโหดร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเอง ถ้าหากเวลานั้นจักรพรรดิไม่ได้แสดงท่าทีเย็นชา และห่างเหินออกไป การเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิในยามที่บ้านเมืองวุ่นวายและราชสำนักเต็มไปด้วยศัตรู ไม่ใช่พร แต่เป็นคำสาปชัดๆ
“ไทเฮาจึงทรงออกคำสั่ง ให้ข้าทำเป็นไม่รู้จักเจ้า ทำเป็นทอดทิ้งเจ้า ให้ทุกคนเห็นว่าเจ้าเป็นเพียงสนมไร้ค่าที่ถูกลืมเลือน” องค์จักรพรรดิทรงเอ่ยเสียงแหบพร่า “นั่นคือวิธีเดียวที่จะปกป้องเจ้า ปกป้องชีวิตของเจ้าจากเงื้อมมือของพวกมัน เพื่อให้เจ้ามีชีวิตรอด เพื่อที่วันหนึ่ง… เมื่อข้าสามารถควบคุมอำนาจได้อย่างสมบูรณ์ ข้าจะสามารถมอบสิ่งที่คู่ควรแก่เจ้าได้”
“หม่อมฉัน… หม่อมฉันไม่เข้าใจ” อวี้หลันส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาที่เคยเหือดแห้งไปแล้วเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง “การปกป้องเช่นนี้… มันเป็นการลงโทษที่แสนโหดร้ายเหลือเกินเพคะฝ่าบาท ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หม่อมฉันต้องทนทุกข์ทรมานกับความเดียวดาย กับคำครหาว่าถูกทอดทิ้ง กับความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า… สิ่งเหล่านี้มันคุ้มค่ากับการปกป้องหรือเพคะ?”
องค์จักรพรรดิทรงมองอวี้หลันด้วยความเจ็บปวดที่ท่วมท้นในพระทัย “ข้ารู้… ข้ารู้ดีว่ามันโหดร้าย ข้ารู้ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่เห็นแก่ตัว แต่ในเวลานั้น ข้าไม่เห็นทางเลือกอื่นใด” พระองค์ทรงกอบกุมมือของอวี้หลันขึ้นมาจุมพิตเบาๆ “ทุกคืนที่ข้าเห็นแสงเทียนจากตำหนักของเจ้า ข้ารู้ว่าเจ้ายังอยู่ตรงนั้น ยังมีชีวิตอยู่ และนั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ข้ามีแรงต่อสู้ต่อไปในวังวนแห่งอำนาจที่สกปรกโสมมนี้”
“ทุกวันที่ข้าต้องแสดงท่าทีเย็นชาต่อเจ้า ต้องเดินผ่านเจ้าไปราวกับไม่รู้จัก ต้องฟังคำนินทาว่าเจ้าคือสนมที่ถูกลืม… มันทรมานข้าไม่แพ้เจ้าเลยอวี้หลัน” หยาดน้ำตาเริ่มรื้นในดวงเนตรขององค์จักรพรรดิเช่นกัน “ข้าต้องเก็บงำความจริงไว้ ต้องสวมหน้ากากของจักรพรรดิผู้ไร้หัวใจ เพื่อให้ทุกคนเชื่อว่าเจ้าไม่สำคัญต่อข้า เพื่อให้เจ้าปลอดภัย”
ภาพขององค์จักรพรรดิที่ต้องต่อสู้กับพิษร้ายในคืนวิวาห์ ภาพของพระองค์ที่ต้องแบกรับความกดดันจากการเมืองภายใน ต้องแสร้งทำเป็นเย็นชาและทอดทิ้งหญิงที่พระองค์ทรงจดจำได้ เพื่อปกป้องชีวิตของนาง… เริ่มทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของอวี้หลันสั่นคลอน ความโกรธที่เคยสุมอยู่ในอกเริ่มจางหายไปทีละน้อย ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย
นางมองเห็นความโดดเดี่ยวในดวงตาของพระองค์ ความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความเข้มแข็งภายนอก องค์จักรพรรดิที่เคยเป็นเหมือนปีศาจร้ายในความทรงจำของนาง บัดนี้กลับดูเหมือนชายผู้เดียวดายที่แบกรับภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่า
“แล้วทำไม… ทำไมตอนนี้ถึงยอมบอกหม่อมฉันเพคะ” อวี้หลันเอ่ยถามเสียงแผ่ว “ฝ่าบาทไม่ทรงกลัวอีกแล้วหรือเพคะ ว่าหม่อมฉันจะตกอยู่ในอันตราย”
องค์จักรพรรดิทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ “เพราะตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วอวี้หลัน” พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองเพดานสูงของห้องบรรทม “หลังจากที่เจ้าก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮา และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการช่วยเหลือราชกิจ ปฏิรูปการคลัง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ราษฎร เจ้าได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับตัวเองแล้ว”
“อีกทั้ง… อำนาจของพวกมันก็เริ่มอ่อนแอลง” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงหนักแน่นขึ้น “ข้าได้กวาดล้างขุนนางกังฉินไปหลายกลุ่ม และรวบอำนาจกลับมาอยู่ในมือได้เกือบทั้งหมดแล้ว” พระองค์ทรงหันกลับมาสบตานางอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น “เจ้าไม่ได้เป็นเพียงสนมที่รอการปกป้องอีกต่อไปแล้วอวี้หลัน เจ้าคือนายหญิงแห่งวังหลวง ฮองเฮาผู้ทรงอำนาจและเป็นที่เคารพ ซึ่งสามารถยืนเคียงข้างข้าได้อย่างแท้จริง”
คำพูดของพระองค์ราวกับสายฝนที่ชโลมจิตใจที่แห้งผากของอวี้หลัน นางรู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างไหลเวียนเข้ามาในกาย ความรู้สึกที่ไร้ค่า ความโดดเดี่ยวที่กัดกินมานานนับปี เริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกของ ‘ความสำคัญ’ และ ‘การเป็นที่ยอมรับ’
แต่กระนั้น… ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งก็ไม่ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง มันยังคงเป็นรอยแผลเป็นที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของนาง และการที่จะลืมเลือนมันไปได้นั้น คงต้องใช้เวลาอีกนาน
“หม่อมฉัน… หม่อมฉันไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรดีเพคะ” อวี้หลันเอ่ยสารภาพอย่างตรงไปตรงมา “ความจริงนี้… มันทั้งปลอบโยนและเจ็บปวดในคราวเดียวกัน”
องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นจากแท่นบรรทม เสด็จมาประทับคุกเข่าเบื้องหน้านาง ทรงจับมือทั้งสองข้างของอวี้หลันไว้แน่น ดวงเนตรคมกริบเต็มไปด้วยความอ้อนวอน “ข้ารู้ว่ามันยากที่จะให้อภัย แต่ข้าขอเวลาให้ข้าได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ได้โปรดอวี้หลัน… ได้โปรดให้โอกาสข้าได้แก้ไขความผิดพลาดในอดีต ได้โปรดให้โอกาสข้าได้ดูแลเจ้า ได้รักเจ้าอย่างที่ใจข้าปรารถนามาตลอด”
พระสุรเสียงของพระองค์เต็มไปด้วยความจริงใจที่ทำให้อวี้หลันถึงกับน้ำตาร่วงไหล นางไม่เคยเห็นองค์จักรพรรดิในมุมที่อ่อนแอและอ้อนวอนถึงเพียงนี้มาก่อน
“หม่อมฉัน… หม่อมฉันไม่รู้ว่าควรจะเชื่อคำพูดของฝ่าบาทได้มากแค่ไหน” อวี้หลันเอ่ยทั้งน้ำตา “ความเจ็บปวดที่ผ่านมา… มันยากที่จะลืมเลือน”
“ข้ารู้… ข้าไม่ขอให้เจ้าลืม” องค์จักรพรรดิทรงกล่าวตอบ “แต่ขอให้เจ้าลองเปิดใจ ให้โอกาสเราได้เริ่มต้นกันใหม่” พระองค์ทรงเลื่อนพระพักตร์เข้ามาใกล้อวี้หลัน ชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนของพระองค์รินรดใบหน้านาง “ข้าไม่เคยหยุดคิดถึงเจ้าเลยอวี้หลัน ไม่เคยแม้แต่วันเดียว”
คำสารภาพจากพระโอษฐ์ขององค์จักรพรรดิทำให้หัวใจของอวี้หลันเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาปะปนกัน ทั้งความสับสน ความเจ็บปวด ความเห็นใจ และความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน
พระองค์ทรงใช้พระดัชนีเช็ดหยาดน้ำตาบนแก้มของอวี้หลันอย่างแผ่วเบา แล้วจึงค่อยๆ โน้มพระพักตร์ลงมาใกล้… ใกล้จนปลายจมูกของทั้งสองสัมผัสกัน
“เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถิดอวี้หลัน” พระองค์ทรงกระซิบเสียงพร่า “เริ่มต้นในฐานะสามีภรรยาที่แท้จริง ไม่ใช่แค่จักรพรรดิและฮองเฮาที่ต้องรักษาราชวงศ์”
อวี้หลันมองเข้าไปในดวงเนตรของพระองค์ ดวงเนตรที่เคยดูห่างเหินและเย็นชา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งและจริงใจอย่างที่นางไม่เคยคาดคิด หัวใจของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่หลับใหลอยู่ภายใต้ความเจ็บปวดมานานนับปี
ริมฝีปากขององค์จักรพรรดิประทับลงบนริมฝีปากของอวี้หลันอย่างแผ่วเบา เนิ่นนาน ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความลึกซึ้งขึ้น บรรจงจุมพิตราวกับต้องการชดเชยเวลาที่สูญเสียไปทั้งหมด อวี้หลันรับรู้ถึงความอ่อนโยน ความปรารถนา และความรู้สึกผิดที่ผสมปนเปอยู่ในจุมพิตนั้น นางสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่พระองค์ทรงเก็บงำมาตลอดหลายปี
จุมพิตนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่จุมพิต แต่เป็นคำสัญญา เป็นการขออภัย เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่เปราะบาง แต่เต็มไปด้วยความหวัง อวี้หลันหลับตาลง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในใจ
ในห้วงเวลาที่หัวใจของทั้งสองกำลังเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ประตูห้องบรรทมที่ถูกปิดสนิทก็พลันมีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นอยู่หน้าบานประตู แม้จะไม่มีเสียงใดเล็ดลอดเข้ามา แต่ร่างที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับจ้องมองผ่านช่องประตูด้านล่างด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและแค้นเคือง แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างสะท้อนให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของเงาร่างนั้น พร้อมกับเสียงถอนหายใจที่แสนจะชั่วร้าย
“ฮองเฮา… หึ ดูเหมือนเจ้าจะได้สิ่งที่ต้องการแล้วสินะ… แต่การเริ่มต้นใหม่ของพวกเจ้า มันจะเป็นจุดจบของความสุขที่เจ้าเคยได้รับ”
เงาร่างนั้นค่อยๆ ถอยห่างออกไปจากหน้าประตู ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความรู้สึกหนาวเยือกที่ลอยค้างอยู่ในอากาศ อวี้หลันที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับจุมพิตอันอ่อนโยน ยังคงไม่ล่วงรู้เลยว่า… การเริ่มต้นใหม่ของนางกับองค์จักรพรรดิ กำลังถูกเฝ้ามอง และถูกวางแผนที่จะทำลายลงโดยผู้ที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมถึง

ฮ่องเต้ใจร้าย
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก