“เจ้าคงจำได้ว่ามันเป็นสุราที่ใช้ในพิธีส่งตัว…” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงแผ่วลงไปอีกครา ราวกับพลังงานทั้งหมดในพระวรกายได้ถูกดูดกลืนหายไปกับห้วงแห่งความทรงจำอันขมขื่นนั้น อวี้หลันรู้สึกได้ถึงการกระชับมือที่แรงขึ้นของพระองค์ เธอเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ที่ซีดเซียวของสวามี แววตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่บาดลึกยิ่งกว่าแผลใดๆ ที่เคยได้รับ
เธอพยักหน้าช้าๆ “หม่อมฉันจำได้เพคะ… สุราสีแดงสดใส กลิ่นหอมเย้ายวน…”
“ใช่…” พระองค์หลับพระเนตรลงชั่วขณะ ราวกับกำลังพยายามขับไล่ภาพเหล่านั้นออกไปจากห้วงสำนึก “สุรานั้นถูกเรียกว่า ‘เมรัยห้าหลง’ ไม่ใช่พิษที่ปลิดชีพในทันที แต่เป็นพิษที่เล่นงานจิตประสาท ทำให้สติสัมปชัญญะเลือนราง ประสาทสัมผัสบิดเบือน และร่างกายอ่อนแรงถึงขีดสุด”
อวี้หลันรู้สึกราวกับมีน้ำแข็งไหลเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่ “เมรัยห้าหลง…” เธอพึมพำกับตัวเอง ไม่เคยได้ยินชื่อพิษเช่นนี้มาก่อน
“ในคืนนั้น… ข้าจดจำได้เพียงเงาเลือนรางของเจ้า” องค์จักรพรรดิทรงลืมพระเนตรขึ้นอีกครั้ง สบตาอวี้หลันอย่างเจ็บปวด “จดจำกลิ่นหอมของกำยานในห้องหอ จดจำสัมผัสอ่อนโยนของมือเล็กๆ ที่ประคองถ้วยสุราให้ข้า… แต่ทุกสิ่งล้วนบิดเบี้ยว ร่างกายของข้าไม่เชื่อฟัง จิตใจเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ภาพที่เห็นคือเจ้า แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยภาพหลอนที่สร้างขึ้นจากพิษร้ายนั้น… ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวที่มืดมิด ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย”
พระองค์หยุดหายใจหอบถี่ การย้อนระลึกถึงความเจ็บปวดในคืนนั้นดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อพระวรกายของพระองค์อย่างรุนแรง อวี้หลันรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านออกมาจากฝ่าพระหัตถ์ที่จับมือเธออยู่ เธออยากจะดึงมือออก แต่กลับถูกดึงรั้งไว้แน่นกว่าเดิม
“ข้า… ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดจริง สิ่งใดลวง” พระองค์ตรัสต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มีช่วงเวลาหนึ่งที่ข้ารู้สึกถึงความอบอุ่น ความนุ่มนวล แต่แล้วทุกอย่างก็ถูกแทนที่ด้วยความทรมาน ภาพของมังกรที่กำลังจะกลืนกินดวงจันทร์ ภาพของปีศาจที่กระซิบข้างหู… มันราวกับฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด ข้ารู้สึกถึงการสัมผัส แต่ก็เหมือนกับการสัมผัสผ่านม่านหมอกหนาทึบ… มันเป็นความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด ที่องค์จักรพรรดิผู้เป็นประมุขของแผ่นดิน ต้องตกอยู่ในสภาพที่ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะเช่นนั้นในคืนวิวาห์ของตนเอง”
แววตาของอวี้หลันพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตา เธอจินตนาการภาพความทรมานที่เขาเล่า ความรู้สึกสับสนที่ถูกพิษเล่นงาน เธอยังจำได้ถึงความหวาดกลัวของตนเองในคืนนั้นเช่นกัน ความเจ็บปวดที่ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี ความรู้สึกเหมือนเป็นเพียงสิ่งของที่ไร้ค่า แต่เมื่อได้ยินคำบอกเล่าขององค์จักรพรรดิ เธอเริ่มเห็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องราว ความเจ็บปวดของเขาก็ไม่ต่างจากเธอ เพียงแต่เป็นคนละรูปแบบ
“แล้ว… แล้วไทเฮาเกี่ยวข้องอย่างไรเพคะ?” อวี้หลันตัดสินใจเอ่ยถาม ด้วยความเจ็บปวดที่สะสมมานาน “ทำไมพระองค์ถึงได้ถูกทอดทิ้งเช่นนั้น… และทำไมฝ่าบาทถึงทรงเก็บงำความลับนี้ไว้?”
องค์จักรพรรดิทรงถอนหายใจยาวอีกครั้ง แววพระเนตรเต็มไปด้วยความมืดมิด “หลังจากคืนนั้น… ข้ารู้สึกว่าร่างกายของข้าไม่เหมือนเดิม ความทรงจำพร่าเลือนราวกับถูกลบเลือนไปบางส่วน” พระองค์ทรงชี้ไปที่พระพักตร์ของตัวเอง “ไทเฮาเสด็จมา… พระนางทรงพบข้าในสภาพที่อ่อนแรงและสับสน พระนางทรงบอกว่าข้าป่วยหนัก และทรงเป็นผู้ดูแลเรื่องยาและอาหารด้วยพระองค์เอง”
“พิษเมรัยห้าหลงนั้นไม่ได้ปลิดชีพ แต่จะทำให้จิตใจของผู้รับพิษอ่อนแอลงอย่างมาก และง่ายต่อการถูกชักจูงหรือหลงเชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นบอก” องค์จักรพรรดิทรงอธิบาย “ไทเฮาทรงใช้ประโยชน์จากสภาพของข้า พระนางทรงบอกว่าคืนนั้นข้าไม่ได้สติ ทรงอ้างว่าข้าจำอะไรไม่ได้เลย และได้ทรงจัดแจงให้หมอหลวงวินิจฉัยอาการของข้าว่าเป็นเพียงไข้หนักอันเนื่องมาจากความเครียด… และทรงตอกย้ำให้ข้าเชื่อว่าเจ้าเป็นเพียงสนมต่ำศักดิ์ที่ถูกจัดหามาให้เพื่อบำบัดความเหงาขององค์รัชทายาทเท่านั้น ความทรงจำเลือนรางที่ข้ามี ถูกพระนางปั่นป่วนจนข้าไม่อาจแยกแยะได้ว่าสิ่งใดจริง สิ่งใดลวง…”
“ไทเฮาทรงมีพระประสงค์ที่จะให้ข้าอภิเษกกับหญิงสาวจากตระกูลที่เข้มแข็ง เพื่อเสริมอำนาจให้แก่ราชวงศ์ และทรงไม่ต้องการให้สนมไร้ฐานะเช่นเจ้า มาเป็นอุปสรรคต่อแผนการของพระนาง” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงขุ่นมัว “พระนางทรงจัดการเรื่องทุกอย่างอย่างลับๆ โดยที่ไม่มีใครกล้าขัดขืน… รวมทั้งตัวข้าเองในเวลานั้นที่ยังอ่อนประสบการณ์ และยังคงได้รับผลกระทบจากพิษที่ยังตกค้างอยู่ในร่างกาย”
อวี้หลันอ้าปากค้าง ความจริงที่โหดร้ายนี้รุนแรงยิ่งกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่การถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี แต่เป็นการถูกปั่นหัว ถูกบิดเบือนความจริง และถูกใช้เป็นหมากตัวหนึ่งในเกมการเมืองของวังหลัง ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจของเธอ แต่ก็ถูกกลบทับด้วยความเศร้าและความเจ็บปวดที่มากขึ้นไปอีก
“แล้วทำไมเพคะฝ่าบาท… ทำไมถึงทรงปล่อยให้หม่อมฉัน… อยู่ในความอ้างว้างเช่นนั้นนานนับปี?” เสียงของอวี้หลันสั่นเครือ น้ำตาไหลรินลงมาเป็นทาง “หม่อมฉันต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เพียงลำพัง ในวังที่กว้างใหญ่แห่งนี้ โดยไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองกระทำผิดสิ่งใด…”
องค์จักรพรรดิทรงกระชับมือของเธอแน่นขึ้น ดวงเนตรคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความสำนึกผิด “ข้ารู้… ข้ารู้ดีว่าเจ้าต้องเจ็บปวดเพียงใด แต่ในเวลานั้น… อำนาจของไทเฮายังคงแกร่งกล้าถึงขีดสุด พระนางทรงมีสายตาและหูอยู่ที่ทุกมุมของตำหนักหลวง หากข้าเปิดเผยความจริง หรือแม้แต่แสดงออกถึงความสนใจในตัวเจ้าแม้เพียงน้อยนิด เจ้าจะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง ไทเฮาทรงเป็นผู้ที่สามารถบงการทุกสิ่งได้ พระนางทรงเกลียดชังความไม่สมบูรณ์แบบ ทรงต้องการให้ทุกสิ่งเป็นไปตามแผนการของพระนางเสมอ หากมีผู้ใดขัดขวาง… ชะตากรรมของผู้นั้นก็จะเลวร้ายยิ่งกว่าการถูกทอดทิ้ง”
“ข้าต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ต้องค่อยๆ ปะติดปะต่อความทรงจำที่พร่าเลือนให้กลับคืนมา ข้าต้องแสร้งทำเป็นเชื่อคำกล่าวของไทเฮา และแสดงออกถึงความเย็นชาต่อเจ้า เพื่อให้ไทเฮาทรงตายใจและไม่เพ่งเล็งเจ้า” พระองค์ทรงพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ข้าไม่กล้าให้ผู้ใดเข้าใกล้เจ้า แม้แต่ตัวข้าเองก็ต้องรักษาระยะห่าง เพื่อปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของพระนาง”
อวี้หลันยังคงร้องไห้ เธอเข้าใจในเหตุผลที่เขาให้ แต่ความเจ็บปวดที่ได้รับมาตลอดหลายปีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่สามารถลบเลือนได้ง่ายๆ การต้องใช้ชีวิตอยู่ในความหวาดระแวง ไม่รู้ชะตากรรมของตนเอง ความรู้สึกไร้ค่าที่กัดกินจิตใจมาโดยตลอด มันไม่ได้หายไปเพียงเพราะได้ยินคำอธิบายนี้
“แต่… แต่หม่อมฉัน… หม่อมฉันไม่เข้าใจ” เธอสะอื้น “ถ้าเช่นนั้น… เหตุใดพระองค์ถึงทรง…”
องค์จักรพรรดิทรงยกมืออีกข้างขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของอวี้หลันอย่างแผ่วเบา “ข้าไม่เคยลืมเจ้าจริงๆ อวี้หลัน… ข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ห่างๆ คอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยของเจ้าอย่างลับๆ ทุกครั้งที่เจ้าถูกรังแก หรือถูกกลั่นแกล้ง ข้าก็ต้องกัดฟันอดทน ไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้โดยตรง แต่ข้าก็ส่งคนของข้าไปจัดการเรื่องต่างๆ ให้เจ้าอยู่เสมอ เพียงแต่เจ้าไม่เคยรู้”
“ตำแหน่งฮองเฮา… ที่เจ้าได้รับในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่โชคชะตา” พระองค์ทรงตรัสต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันคือโอกาสที่ข้ารอคอยมานาน โอกาสที่จะดึงเจ้าออกมาจากเงาของไทเฮา โอกาสที่จะทำให้เจ้ามีอำนาจปกป้องตัวเอง และเป็นกำลังสำคัญในการต่อกรกับอิทธิพลของพระนาง”
อวี้หลันเงียบงัน เธอพยายามทำความเข้าใจกับทุกสิ่งที่เขาเพิ่งเปิดเผย ความจริงอันน่าตกตะลึงที่ทำให้โลกทั้งใบของเธอเปลี่ยนไป หากคำกล่าวขององค์จักรพรรดิเป็นความจริง นั่นหมายความว่าตลอดมาเธอไม่ใช่คนเดียวที่ต้องทนทุกข์ทรมาน และเขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งเธออย่างแท้จริง หากแต่ถูกบังคับจากสถานการณ์ที่บีบคั้น
“ข้า… ไม่รู้จะพูดอะไรดีเพคะฝ่าบาท” เธอเอ่ยเสียงสั่น “มัน… มันมากมายเกินไปสำหรับหม่อมฉัน”
“ข้ารู้” องค์จักรพรรดิทรงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “แต่ยังมีสิ่งสำคัญกว่านั้นที่เจ้าจะต้องรู้ อวี้หลัน”
พระองค์ทรงหยุดชะงัก ทอดพระเนตรมองไปที่ประตูห้องหับอย่างครุ่นคิด ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่างที่สำคัญยิ่ง แววตาของพระองค์ฉายแวววิตกกังวลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“แม้ว่าเจ้าจะได้รับตำแหน่งฮองเฮาแล้วก็ตาม แต่ไทเฮาก็ยังคงไม่ละความพยายามที่จะกำจัดเจ้าออกไปจากเส้นทางของพระนาง” องค์จักรพรรดิทรงกระซิบเสียงแผ่ว “พระนางทรงไม่พอใจอย่างมากที่ข้าแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮา และข้าก็รู้ว่าพระนางได้เริ่มวางแผนการบางอย่างที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม”
“แผนการอะไรเพคะ?” อวี้หลันถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
องค์จักรพรรดิทรงถอนหายใจลึก “ไทเฮากำลังจะทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครคาดคิด และมันจะนำพาหายนะมาสู่ทั้งแผ่นดิน…” พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น สบตาอวี้หลันอย่างแน่วแน่ “และเจ้า อวี้หลัน… คือกุญแจสำคัญ… ไม่ใช่เพียงแค่กุญแจที่จะช่วยข้าและราชวงศ์ แต่เป็นกุญแจที่จะช่วยให้แผ่นดินแห่งนี้รอดพ้นจากหายนะที่กำลังจะมาถึง”
องค์จักรพรรดิทรงกระชับมือของอวี้หลันแน่นขึ้นอีกครั้ง พระองค์ทรงพยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายในพระวรกาย เพื่อเปิดเผยความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่เก็บงำมานาน
“ไทเฮา… ทรงมีพระประสงค์ที่จะ… ปลิดชีพข้า… และแต่งตั้งองค์ชายรองให้ขึ้นครองราชย์”
อวี้หลันเบิกตากว้าง ร่างกายของเธอชาวาบไปทั้งร่าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ แผนการที่โหดเหี้ยมและชั่วร้ายนี้ มันเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ ไทเฮาต้องการปลิดชีพองค์จักรพรรดิ? และองค์ชายรอง? นั่นหมายความว่า…
“แต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวกว่านั้นคือ… แผนการปลิดชีพข้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่า… แผนการที่จะล้มล้างราชวงศ์ทั้งหมด และสิ่งที่พระนางต้องการจากเจ้า อวี้หลัน… คือการที่เจ้าจะ…”
พระองค์ทรงไอออกมาอย่างรุนแรง พระหัตถ์อีกข้างยกขึ้นกุมพระอุระไว้ แววตาของพระองค์ฉายแววเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ร่างกายของพระองค์ทรุดฮวบลงเล็กน้อย อวี้หลันรีบประคองพระองค์ไว้ด้วยความตกใจ
“ฝ่าบาท! เกิดอะไรขึ้นเพคะ!”
องค์จักรพรรดิทรงพยายามที่จะตรัสอะไรบางอย่าง แต่พระสุรเสียงกลับขาดหายไป คำพูดสุดท้ายที่ยังค้างอยู่ในลำคอของพระองค์นั้น ดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่พระองค์ต้องการจะบอกเธอ ก่อนที่พระองค์จะทรงสิ้นสติไปในอ้อมแขนของอวี้หลัน ใบหน้าของพระองค์ซีดเผือดราวกับไร้ซึ่งชีวิต… ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความหวาดกลัวที่เข้าปกคลุมจิตใจของฮองเฮาโดยสมบูรณ์.

ฮ่องเต้ใจร้าย
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก