อวี้หลันรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน คำว่า ‘ความทรมานที่ยากจะพรรณนา’ ขององค์จักรพรรดิก้องอยู่ในหูของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางจ้องมองเข้าไปในดวงเนตรที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมคู่นั้นอย่างไม่เข้าใจ ความรู้สึกเย็นเฉียบจากฝ่ามือที่กอบกุมอยู่ไม่ได้เพียงแค่แผ่ซ่านมาตามเส้นเลือด แต่มันราวกับกรีดลึกเข้าไปในห้วงสำนึกของนาง
“อวี้หลัน...” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงแผ่วลงอีกครา แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนเกือบล้นทะลัก “ข้าต้องแบกรับความเจ็บปวดนี้ไว้เพียงลำพังมาตลอด”
นางกะพริบตาช้าๆ ภาพในอดีตย้อนคืนมาอย่างรวดเร็ว คืนวันอันโดดเดี่ยวที่นางเฝ้ารอคอยท่ามกลางความมืดมิดในตำหนักที่ถูกลืมเลือน ภาพของผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวที่ยังคงสะอาดเอี่ยมเช้าวันรุ่งขึ้น ความรู้สึกอับอายและถูกทอดทิ้งที่กัดกินหัวใจนางมาเนิ่นนาน บัดนี้กำลังปะทะเข้ากับเรื่องเล่าที่แสนสาหัสของพระองค์
นี่หรือคือเหตุผล? นี่หรือคือความจริงเบื้องหลังการทอดทิ้งในคืนวันวิวาห์อันแสนเจ็บปวดนั้น?
คำถามผุดขึ้นในใจของอวี้หลันอย่างไม่หยุดหย่อน หากสิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นความจริง นางเล่าจะรู้สึกอย่างไร? ความโกรธแค้นที่เคยมีจะเปลี่ยนเป็นความสงสารเห็นใจได้จริงหรือ?
“หลังจากพิธีเสร็จสิ้น...” พระองค์ทรงหลับพระเนตรลงอีกครา กรามของพระองค์ขบแน่น “ข้ารู้สึกว่าร่างกายของข้าไม่ใช่ของข้าอีกต่อไปแล้ว”
อวี้หลันกลั้นลมหายใจ นางรู้สึกถึงแรงบีบที่มือเพิ่มขึ้นอีกครา ความเย็นเฉียบนั้นไม่ได้มาจากฝ่ามือของพระองค์อีกต่อไปแล้ว แต่มันมาจากความรู้สึกหนาวสะท้านที่แล่นเข้าจับขั้วหัวใจของนางเอง
“ข้าถูกพยุงกลับตำหนัก แต่ทุกย่างก้าวคือความทรมาน ทุกเซลล์ในร่างกรีดร้องด้วยความเย็นเยียบที่กัดกินจากภายใน” พระองค์ทรงเล่าต่อ พระสุรเสียงแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด “สติสัมปชัญญะของข้าเริ่มเลือนรางลงอย่างน่ากลัว ภาพตรงหน้าพร่ามัว เสียงรอบกายคล้ายมาจากที่ไกลแสนไกล ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งน้ำแข็งอันไร้ก้นบึ้ง”
“พระองค์...” อวี้หลันพยายามเปล่งเสียงเรียก แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ความเจ็บปวดที่ฉายชัดบนพระพักตร์ของพระองค์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้ นางเคยคิดว่าความเดียวดายของนางคือความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่บัดนี้นางเริ่มตระหนักว่า องค์จักรพรรดิเองก็อาจจะทรงแบกรับความทุกข์ที่หนักอึ้งกว่านางเสียอีก
“ข้าพยายามจะสั่งการ พยายามจะพูด พยายามจะขยับตัว... แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง” พระองค์ทรงมองตรงมาที่อวี้หลัน แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังในอดีต “ข้าได้ยินเสียงผู้คนรอบข้าง ได้ยินเสียงมหาดเล็กที่พยายามทูลถาม ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ... แต่ข้าไม่อาจเปล่งเสียงตอบได้แม้แต่คำเดียว ราวกับมีน้ำแข็งก้อนมหึมากำลังบดขยี้ลำคอของข้า”
“มันเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายกว่าความตายเสียอีก อวี้หลัน” พระองค์ทรงกระซิบเบาๆ “การที่ต้องรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่อาจโต้ตอบได้ ไม่อาจแสดงออกได้ ไม่อาจแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว... ข้าถูกขังอยู่ในร่างของตัวเอง ในคืนวิวาห์ของข้าเอง”
คำพูดของพระองค์ราวกับคมมีดที่กรีดแทงหัวใจของอวี้หลัน นางรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะฝ่ามือของพระองค์อีกต่อไป แต่เพราะความโหดร้ายของโชคชะตาที่เกิดขึ้นกับพระองค์ในคืนนั้น
“ข้ายังจำได้... เลือนรางเต็มที... แต่ข้าจำได้” พระองค์ทรงหลับพระเนตรลงอีกครา พยายามรวบรวมสติ “ข้าถูกนำตัวมาส่งที่ตำหนักของเจ้า... ข้าเห็นเจ้า... เห็นเงาร่างของเจ้าที่นั่งคอยอยู่บนเตียง... ข้าอยากจะเอื้อมมือไปหา อยากจะเอ่ยปากบอกว่าข้าไม่เป็นไร อยากจะบอกว่าข้ามาแล้ว... แต่ข้าทำไม่ได้”
ดวงตาของอวี้หลันเบิกกว้าง นางพยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอ คืนนั้นที่นางรอคอยอย่างมีความหวัง คืนนั้นที่นางรู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างไร้ค่า บัดนี้กลับกลายเป็นฉากแห่งความทุกข์ทรมานที่องค์จักรพรรดิเองก็กำลังเผชิญอยู่เช่นกัน พระองค์ทรงอยู่ตรงนั้น ทรงเห็นนาง แต่ไม่อาจทำอะไรได้เลย
“ความเย็นเฉียบนั้นกัดกินจนข้ารู้สึกว่าร่างกายกำลังแข็งทื่อจากภายในสู่ภายนอก” พระองค์ทรงเล่าต่อ พระสุรเสียงเต็มไปด้วยความขมขื่น “ภาพสุดท้ายที่ข้าจำได้คือเงาร่างของเจ้าที่ดูเลือนรางลงไปทุกที ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้ากลืนกินสติสัมปชัญญะทั้งหมดของข้าไป”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ อวี้หลันรู้สึกราวกับกำลังสำลักอยู่กับก้อนความรู้สึกมากมายที่ตีรวนอยู่ในอก นางไม่เคยคิดเลยว่าความจริงจะเป็นเช่นนี้ นางเคยจินตนาการถึงสาเหตุของการทอดทิ้งไว้มากมายหลายร้อยอย่าง ทั้งความรังเกียจ ความไม่ต้องการ หรือแม้แต่การที่พระองค์ทรงมีสนมอื่นที่โปรดปรานอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นเพราะพระองค์ทรงถูกวางยาพิษจนอยู่ในสภาพเช่นนั้น
“แล้ว... แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นเพคะ” อวี้หลันเปล่งเสียงถามออกมาอย่างแผ่วเบาที่สุด เท่าที่นางจะทำได้
องค์จักรพรรดิถอนหายพระทัยอย่างหนักหน่วง ราวกับกำลังแบกรับภูเขาหิมะทั้งลูกไว้บนพระอังสา
“ข้า... ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในรุ่งเช้าของวันถัดไป ในห้องบรรทมส่วนพระองค์” พระองค์ทรงเล่า “ร่างกายของข้ายังคงอ่อนแออย่างมากราวกับถูกบีบอัดจนแหลกละเอียด ความเย็นยังคงคุกคามอยู่ในเส้นเลือด แต่มันได้ลดทอนความรุนแรงลงไปมากแล้ว สิ่งแรกที่ข้ารับรู้ได้คือพระอาจารย์หลวงลู่และขันทีข้างกายกำลังเฝ้าระวังอยู่ไม่ห่าง”
“ยาพิษนั้น...” พระองค์ทรงหยุดชะงัก “พระอาจารย์หลวงลู่บอกว่ามันไม่ใช่ยาพิษทั่วไป แต่เป็นสารที่สกัดมาจากพืชโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำให้ร่างกายแข็งทื่อ สติเลือนราง และหากได้รับในปริมาณมากพอ อาจถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดเต้น”
“แต่... เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้เลยเพคะ” อวี้หลันถามด้วยความสงสัยระคนหวาดหวั่น เรื่องใหญ่หลวงถึงขั้นวางยาพิษจักรพรรดิในคืนวิวาห์ เหตุใดจึงถูกปิดเป็นความลับได้สนิทถึงเพียงนี้
“เพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่บุคคลธรรมดา” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงเย็นเยียบขึ้นอย่างน่ากลัว “และหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป... จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในราชสำนักอย่างใหญ่หลวง”
“พระอาจารย์หลวงลู่ทุ่มเทรักษาข้าตลอดหลายวันหลายคืน และค้นพบว่ายาพิษนี้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ในร่างกายของข้าอย่างไม่อาจลบเลือน” พระองค์ทรงมองตรงเข้ามาในดวงตาของอวี้หลันอีกครา “มันไม่ได้เพียงแค่ทำให้ข้าอ่อนแอในระยะแรก แต่กลับส่งผลกระทบที่ร้ายแรงกว่านั้น... ในระยะยาว”
อวี้หลันรู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคั้นหัวใจ นางเห็นประกายความเจ็บปวดที่ลึกซึ้งกว่าเดิมในดวงเนตรของพระองค์
“หลังจากที่ข้าฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง ข้าจึงเริ่มสืบสวนเรื่องนี้อย่างลับๆ” พระองค์ทรงกำมือของอวี้หลันแน่นขึ้นอีกครั้ง “และในที่สุด... ข้าก็รู้ว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง”
ลมหายใจของอวี้หลันสะดุด ใบหน้าของนางซีดเผือด นางจ้องมองพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิอย่างไม่กะพริบ สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังระคนหวาดกลัว ผู้ใดกันที่กล้าลงมือทำเช่นนี้กับองค์จักรพรรดิแห่งแคว้น? และเหตุใดบุคคลผู้นั้นจึงยังคงลอยนวลอยู่ได้?
“ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือ...” พระองค์ทรงหยุดชะงัก ดวงเนตรคมกริบของพระองค์ฉายแววความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความมุ่งมั่นปะปนกันไป “คือบุคคลที่ข้าไม่อาจแตะต้องได้ในขณะนั้น ผู้ที่แผ่อำนาจบารมีครอบคลุมราชสำนักและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขึ้นครองราชย์ของข้าอย่างมิอาจปฏิเสธได้”
หัวใจของอวี้หลันเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง นางเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว ข้อมูลที่นางเคยได้ยินมาแว่วๆ ในวังหลวง การต่อสู้แย่งชิงอำนาจ การขึ้นครองราชย์ที่ไม่ราบรื่นขององค์จักรพรรดิหนุ่ม และอิทธิพลที่ยากจะสั่นคลอนของ...
“และผลกระทบระยะยาวที่พระอาจารย์หลวงลู่กล่าวถึงนั้น...” องค์จักรพรรดิทรงเล่าต่อ พระสุรเสียงแผ่วลงจนเกือบเป็นกระซิบ ทว่าคำพูดแต่ละคำกลับหนักอึ้งราวกับภูผา “คือการที่ยาพิษชนิดนี้ได้กัดกินพลังชีวิตของข้า ทำให้ร่างกายของข้าอ่อนแอลงอย่างช้าๆ และที่สำคัญที่สุด...”
พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น สบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความหวาดกลัวของอวี้หลัน แววตาของพระองค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป
“มันทำให้ข้าไม่อาจมีทายาทได้”
คำพูดของพระองค์ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของอวี้หลันราวกับเสียงฟ้าร้อง นางรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางหัว เลือดในกายเย็นวาบ นางเบิกตากว้าง จ้องมองพระองค์ด้วยความตกตะลึงสุดขีด
ไม่อาจมีทายาทได้? นั่นหมายความว่าอย่างไร? นั่นหมายถึงอนาคตของราชวงศ์ นั่นหมายถึงชะตากรรมของแคว้น นั่นหมายถึง... ชะตากรรมของนางเองในฐานะฮองเฮา!
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าต้องเก็บงำความลับนี้ไว้เพียงลำพัง แสร้งทำเป็นว่าข้าแข็งแกร่ง แสร้งทำเป็นว่าข้าสมบูรณ์พร้อม” พระองค์ทรงรวบรวมลมหายใจ “แต่ภายใน... ข้ารู้ดีว่าข้ากำลังถูกกัดกินจากภายในอย่างช้าๆ”
“และเหตุผลที่ข้าขึ้นเจ้าเป็นฮองเฮา... อวี้หลัน” องค์จักรพรรดิทรงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนางอย่างจริงจัง “ไม่ใช่เพียงเพราะเจ้าคือสนมที่ข้าแต่งงานด้วยในคืนนั้น แต่เป็นเพราะข้ารู้ว่าเจ้าเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในแคว้นนี้ที่สามารถ... ช่วยข้าได้”
คำพูดของพระองค์ทำให้สมองของอวี้หลันหยุดทำงาน นางไม่เข้าใจ “ช่วย... ช่วยพระองค์ได้อย่างไรเพคะ”
พระองค์ทรงถอนหายพระทัยอีกครั้ง ก่อนจะเปล่งวาจาออกมาด้วยพระสุรเสียงที่หนักแน่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความหวังอันริบหรี่
“พระอาจารย์หลวงลู่ค้นพบว่ามีเพียงยาแก้พิษโบราณที่หายสาบสูญไปนานแล้วเท่านั้น ที่จะสามารถช่วยข้าได้” พระองค์ทรงเล่า “และส่วนผสมหลักของยาแก้พิษนั้น... มีเพียงผู้ที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ของตระกูลอวี้เท่านั้นที่จะเป็น ‘สื่อกลาง’ ในการปรุงยาได้”
ดวงตาของอวี้หลันเบิกกว้าง นางรู้สึกราวกับมีคลื่นความเย็นยะเยือกแล่นเข้ากระทบจากปลายเท้าจรดปลายผม นางคือผู้สืบเชื้อสายตระกูลอวี้ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวในวังแห่งนี้
“เจ้าคือความหวังเดียวของข้า... และของราชวงศ์นี้” องค์จักรพรรดิทรงกระซิบ “แต่การปรุงยาแก้พิษนั้น... ต้องใช้เวลา และต้องผ่านกระบวนการที่อันตรายอย่างยิ่งยวด”
“อันตราย... อย่างไรเพคะ” อวี้หลันถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ นางรู้สึกราวกับว่าชีวิตของนางกำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ
องค์จักรพรรดิทรงเม้มพระโอษฐ์แน่น แววตาของพระองค์ฉายแววแห่งความกังวลอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“พระอาจารย์หลวงลู่เตือนข้าว่า... การใช้สายเลือดของตระกูลอวี้เป็นสื่อกลางในการปรุงยาแก้พิษนี้ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่คาดฝัน” พระองค์ทรงเปล่งเสียงออกมาอย่างเชื่องช้า แต่ทุกคำพูดกลับบาดลึกลงไปในจิตใจของอวี้หลัน “มันอาจทำให้... เจ้า... ต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเจ้า”
“บางสิ่งบางอย่าง... ที่มีค่าที่สุด?” อวี้หลันรู้สึกราวกับหัวใจหยุดเต้น
“ใช่” องค์จักรพรรดิทรงตอบ พระพักตร์ของพระองค์ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด “อาจเป็นพลังชีวิตของเจ้า... หรือ... อาจเป็นโอกาสที่เจ้าจะสามารถมีทายาทได้ในอนาคต”
โลกของอวี้หลันมืดมิดลงไปในทันที! นางจ้องมองพระองค์ด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ไม่คิดไม่ฝันว่าการขึ้นเป็นฮองเฮาของนางจะมาพร้อมกับความจริงที่โหดร้ายและเดิมพันที่สูงลิบลิ่วถึงเพียงนี้
“เจ้า... เจ้าคือทางออกเดียว” องค์จักรพรรดิทรงกระซิบซ้ำ “แต่ข้าก็ไม่อาจบังคับเจ้าได้”
อวี้หลันรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ริมหน้าผาอันสูงชัน เบื้องหน้านางคือความมืดมิดที่ไม่อาจหยั่งถึง เบื้องหลังคือก้นเหวแห่งความเดียวดาย การเลือกที่จะช่วยจักรพรรดิอาจทำให้นางต้องสูญเสียสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา หรือแม้กระทั่งชีวิตของนางเอง แต่การไม่ช่วย... ก็อาจหมายถึงการล่มสลายของราชวงศ์ และความตายของพระองค์
นี่หรือคือโชคชะตาที่ฟ้าลิขิตให้สนมต่ำศักดิ์อย่างนางต้องเผชิญ?
นางจ้องมองเข้าไปในดวงเนตรที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความเจ็บปวดขององค์จักรพรรดิ หัวใจของนางเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกสับสนถาโถมเข้าใส่นางอย่างไม่หยุดยั้ง
“เจ้า... จะเลือกอย่างไร อวี้หลัน” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงแผ่วลงอีกครา ราวกับกำลังรอคอยคำตัดสินแห่งชะตากรรมจากนาง
ก่อนที่อวี้หลันจะได้ทันตอบคำถามอันหนักอึ้งนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งร้อนก็ดังก้องมาจากภายนอกตำหนัก มหาดเล็กคนสนิทขององค์จักรพรรดิรีบวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก และกราบบังคมทูลด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ฝ่าบาท! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ตำหนักคุนหนิงของพระพันปีหลวง... เกิดเพลิงไหม้พ่ะย่ะค่ะ!”

ฮ่องเต้ใจร้าย
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก