ค่ำคืนนั้นมิได้เป็นเพียงค่ำคืนธรรมดา หากแต่เป็นค่ำคืนที่ประวัติศาสตร์แห่งแคว้นต้าเว่ยจะต้องจารึกไว้ด้วยหยาดโลหิตและเสียงกรีดร้องอันโหยหวน อวี้หลัน สนมต่ำศักดิ์ผู้ถูกลืมเลือน ยังคงใช้ชีวิตอันแสนเรียบง่ายในตำหนักที่เงียบสงบห่างไกลจากความวุ่นวายของใจกลางวังหลวง นางเฝ้ามองดวงจันทร์สีนวลที่ลอยเด่นอยู่เหนือยอดตำหนักอันงดงาม พลางถอนหายใจแผ่วเบาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความเงียบสงบที่เคยโอบล้อมนางมาตลอดหลายปี บัดนี้กลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงอื้ออึงที่ดังมาจากทิศทางของตำหนักใหญ่ เสียงนั้นมิใช่เสียงแห่งงานเฉลิมฉลอง หากเป็นเสียงแห่งความอลหม่าน เสียงฝีเท้าที่วิ่งวุ่นไปมา เสียงตะโกนสั่งการที่ฟังดูร้อนรน และที่สำคัญที่สุดคือเสียงกรีดร้องอันน่าขนลุกที่ดังขึ้นเป็นระยะ
อวี้หลันลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของนางสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน นางก้าวเท้าออกไปยังระเบียงไม้ของตำหนัก สองมือเรียวกำราวระเบียงแน่น ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นควันดำทะมึนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าจากทิศทางของตำหนักมังกรอันเป็นที่ประทับของฮ่องเต้ และตำหนักหงส์อันเป็นที่ประทับของฮองเฮา ตามมาด้วยเปลวไฟสีแดงฉานที่ลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างในวังหลวงแห่งนี้
"เกิดอะไรขึ้น?" อวี้หลันพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก เสียงแห่งความวุ่นวายทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงดาบกระทบกันดังแกร๊งกร๊าง เสียงผู้คนจำนวนมากวิ่งพล่านไปทั่วทุกสารทิศ นางเห็นเงาร่างของทหารองครักษ์วิ่งผ่านหน้าตำหนักของนางไปอย่างรวดเร็ว หลายคนดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บ เสื้อผ้าอาภรณ์เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตสีแดงฉานที่สาดกระเซ็นไปทั่ว
นางกำนัลคู่ใจอย่างเหมยฮวา วิ่งเข้ามาหานางด้วยใบหน้าซีดเผือดราวกับไร้ซึ่งโลหิตในกาย "นายหญิง เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! พวกกบฏบุกวังหลวง! พวกมันลอบเข้ามาได้ยังไงก็ไม่ทราบได้ ตอนนี้ตำหนักใหญ่กำลังถูกโจมตีอย่างหนักเพคะ!"
คำบอกเล่าของเหมยฮวาทำให้เลือดในกายของอวี้หลันเย็นยะเยือก กบฏ! คำนี้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของนางพร้อมกับภาพความรุนแรงที่ไม่อาจจินตนาการได้ นางเคยได้ยินเรื่องราวการลอบปลงพระชนม์และการกบฏมาบ้างจากตำราประวัติศาสตร์ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาเผชิญหน้ากับมันด้วยตัวเองเช่นนี้
"ฮ่องเต้... ฮองเฮา... พวกเขาปลอดภัยดีหรือไม่?" อวี้หลันถามออกไป เสียงของนางสั่นเครือจนแทบจะไม่ได้ยิน
เหมยฮวากัดริมฝีปากแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัว "บ่าวไม่ทราบเพคะ! แต่มีข่าวลือว่าตำหนักมังกรถูกลอบวางเพลิง และตำหนักหงส์ก็ถูกปิดล้อมเพคะ ตอนนี้วังหลวงตกอยู่ในความโกลาหลอย่างหนัก พวกเราควรจะทำอย่างไรดีเพคะนายหญิง?"
อวี้หลันมองไปยังเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ และควันดำที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือสัญลักษณ์แห่งความพินาศ ความหวาดกลัวเข้าครอบงำนางจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ แต่ในใจลึกๆ กลับมีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมา ความรู้สึกที่แปลกประหลาด ราวกับว่านี่ไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างที่นางเองก็ยังไม่อาจเข้าใจได้
เสียงโหวกเหวกโวยวายดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งนางเห็นทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งสวมชุดเกราะที่แตกต่างจากทหารองครักษ์ของราชสำนัก วิ่งตรงมาทางตำหนักของนางพร้อมกับอาวุธในมือ พวกเขาดูดุดันและไร้ความปรานี ดวงตาเต็มไปด้วยความกระหายเลือด
"ซ่อนตัวเร็วเหมยฮวา!" อวี้หลันดึงแขนเหมยฮวาให้วิ่งเข้าไปในตำหนักอย่างรวดเร็ว นางปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก นางรู้ดีว่าตำหนักของนางอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ และเป็นที่ที่ถูกลืมเลือนมานาน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีที่ใดในวังหลวงที่จะปลอดภัยได้อย่างแท้จริง
เสียงฝีเท้าของพวกกบฏดังขึ้นที่หน้าตำหนัก เสียงทุบประตูอย่างแรงทำให้ร่างของอวี้หลันสะดุ้งเฮือก เหมยฮวากอดนางไว้แน่น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"เปิดประตู! ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าจะต้องตาย!" เสียงห้าวทุ้มของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นจากด้านนอก ประตูไม้เก่าๆ ดูเหมือนจะทานทนการโจมตีจากภายนอกได้อีกไม่นานนัก
อวี้หลันมองไปรอบๆ ห้องอย่างรวดเร็ว ไม่มีทางหนี ไม่มีที่ซ่อน ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาหานางอย่างช้าๆ นางหลับตาลง พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย ห้วงความคิดของนางย้อนกลับไปในคืนวิวาห์ที่แสนเลือนราง คืนที่นางถูกส่งตัวเข้ามายังวังหลวงในฐานะสนมต่ำศักดิ์ คืนที่นางไม่เคยเห็นแม้แต่ใบหน้าของสามี คืนที่นางถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี... ชีวิตที่ผ่านมาของนางช่างน่าเวทนา แต่บัดนี้มันกำลังจะจบลงอย่างน่าเศร้ากว่าเดิม
ปัง! เสียงประตูถูกพังเข้ามาอย่างรุนแรง เศษไม้กระจัดกระจายไปทั่วพื้น ทหารกบฏสี่ห้าคนกรูกันเข้ามาในห้อง ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมและดวงตาที่ลุกวาวด้วยความโลภ
"อืม... ที่นี่ก็มีของดีซ่อนอยู่เหมือนกันนี่" หนึ่งในทหารพูดขึ้นพร้อมกับกวาดสายตามองอวี้หลันและเหมยฮวาอย่างหื่นกระหาย
เหมยฮวากรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ ขณะที่อวี้หลันพยายามดันร่างของเหมยฮวาไปด้านหลัง นางยืนหยัดเผชิญหน้ากับพวกทหารด้วยร่างกายที่สั่นเทิ้ม แต่แววตาของนางกลับฉายแววความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
"พวกเจ้า... จะทำอะไร?" อวี้หลันถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ทำอะไรน่ะรึ? แน่นอนว่าเราจะสนุกกับพวกเจ้าก่อนที่จะส่งพวกเจ้าไปเฝ้าบรรพบุรุษน่ะสิ!" ทหารคนหนึ่งหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับเดินตรงเข้ามาหานาง
ในขณะที่สถานการณ์ดูเหมือนจะเลวร้ายถึงขีดสุด ทันใดนั้น! เสียงลูกธนูแหวกอากาศก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน ทหารกบฏคนแรกที่เดินเข้ามาล้มฟุบลงกับพื้น เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาจากลำคอของเขาอย่างรวดเร็ว
ทหารที่เหลือหันขวับไปมองยังทิศทางที่ลูกธนูพุ่งมา ก่อนที่ร่างหนึ่งจะปรากฏขึ้นที่หน้าประตู ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากเหล็กสีเงินที่มีลวดลายของมังกร ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากนั้นส่องประกายเย็นชา มือข้างหนึ่งถือคันธนู มืออีกข้างถือดาบยาวที่ยังคงมีคราบโลหิตติดอยู่
"พวกเจ้ากล้าดียังไงมาเหยียบย่ำในเขตตำหนักของสนมในฮ่องเต้" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากยมทูตดังขึ้น มันเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่ทำให้ขนลุกซู่
ทหารกบฏที่เหลือมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว พวกเขาไม่คิดว่าจะเจอการต่อต้านในตำหนักที่ถูกลืมเลือนแห่งนี้
"แกเป็นใคร!" หนึ่งในทหารตะโกนถาม
ชายชุดดำไม่ตอบ หากแต่พุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ดาบในมือของเขาเคลื่อนไหวราวกับสายฟ้าฟาด เพียงชั่วพริบตา ทหารกบฏคนแล้วคนเล่าก็ล้มลงจมกองเลือด เสียงดาบกระทบกันดังสนั่น เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วห้อง อวี้หลันและเหมยฮวาได้แต่ยืนนิ่งราวกับถูกสาป ภาพเบื้องหน้าช่างโหดร้ายและน่ากลัวเกินกว่าที่พวกนางจะรับไหว
ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ทหารกบฏทั้งหมดก็ล้มตายลงอย่างอนาถ เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่วพื้นห้อง ชายชุดดำยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณเหล่านั้น ดาบของเขายังคงหยดเลือดลงพื้นเป็นจังหวะช้าๆ
เขาหันมามองอวี้หลันและเหมยฮวา ดวงตาภายใต้หน้ากากนั้นยากจะคาดเดาความรู้สึก อวี้หลันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากฝ่ายใด แต่ที่แน่ๆ เขาช่วยชีวิตพวกนางไว้
"พวกเจ้าปลอดภัยแล้ว" เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงความเย็นชาไว้
อวี้หลันพยักหน้าช้าๆ นางไม่รู้จะพูดอะไรดี ความหวาดกลัวยังคงเกาะกุมหัวใจของนางแน่น
"บ่าว... บ่าวขอบพระทัยท่านผู้กล้าที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้เพคะ" เหมยฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ชายชุดดำเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากตำหนักไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน อวี้หลันมองตามแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตา หัวใจของนางยังคงเต้นระรัว แต่คราวนี้มีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ความหวาดกลัวปะปนอยู่ด้วย... ความสงสัยในตัวตนของชายลึกลับผู้นั้น และความรู้สึกที่ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางไปตลอดกาล
เสียงโหวกเหวกโวยวายภายนอกยังคงดำเนินต่อไป แต่ดูเหมือนว่าจะเริ่มเบาบางลงบ้างแล้ว เปลวไฟที่ลุกโชนก็เริ่มลดระดับลง เหลือเพียงควันดำที่ยังคงลอยปกคลุมท้องฟ้ายามราตรี แต่ถึงกระนั้น อวี้หลันก็รู้ดีว่าหายนะยังไม่จบสิ้น นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับแคว้นต้าเว่ย และกับตัวของนางเองในฐานะสนมที่ถูกลืมเลือนในวังหลวงแห่งนี้
อวี้หลันกวาดสายตามองร่างไร้วิญญาณที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ก่อนจะมองไปยังประตูตำหนักที่พังเสียหายอย่างสิ้นเชิง ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดในค่ำคืนนี้จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำของนางไปตลอดชีวิต โลหิตแดงฉานที่สาดกระเซ็นไปทั่ว กำแพงวังหลวงที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความยิ่งใหญ่ บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยสีแห่งความตายและความพินาศ คืนนี้คือจุดเปลี่ยน... จุดเปลี่ยนของทุกสิ่งอย่างแท้จริง
เหมยฮวาซบหน้าลงกับไหล่ของอวี้หลัน สะอื้นไห้ด้วยความหวาดกลัวและโล่งใจปะปนกัน อวี้หลันโอบกอดนางกำนัลคู่ใจไว้แน่น พยายามปลอบประโลมทั้งเหมยฮวาและตัวของนางเอง นางมองออกไปยังท้องฟ้ายามราตรีอีกครั้ง แม้เปลวไฟจะเริ่มมอดลง แต่ความร้อนระอุแห่งความวุ่นวายยังคงคุกรุ่นอยู่ทั่วทั้งวังหลวง
"นายหญิง... พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปดีเพคะ" เหมยฮวาถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือ
อวี้หลันเงียบไปครู่หนึ่ง นางเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อดี ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกนางเป็นเพียงสนมต่ำศักดิ์ที่ถูกลืมเลือน ไม่มีอำนาจ ไม่มีเส้นสาย ไม่มีใครที่พอจะพึ่งพาได้เลย
"เรา... เราต้องรอ" อวี้หลันตอบในที่สุด "รอให้ทุกอย่างสงบลง รอให้คนเหล่านั้นตัดสินใจว่าชะตากรรมของพวกเราจะเป็นเช่นไร"
นางรู้ดีว่าชีวิตของพวกนางในวังหลวงแห่งนี้แขวนอยู่บนเส้นด้าย บางทีนี่อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของราชวงศ์ต้าเว่ย บางทีฮ่องเต้และฮองเฮาอาจจะไม่รอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ หรือบางที... บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสให้บางสิ่งบางอย่างที่นางไม่เคยคาดฝันได้เกิดขึ้น
แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อวี้หลันก็รู้ว่านางจะไม่มีวันลืมค่ำคืนนี้ คืนแห่งโลหิต คืนแห่งความหวาดกลัว และคืนที่นางได้เห็นชายลึกลับสวมหน้ากากเหล็ก ผู้มาพร้อมกับดาบและคันธนู ปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยชีวิตนางไว้ราวกับเทพบุตรจากสรวงสวรรค์ที่ลงมาโปรด แต่แววตาภายใต้หน้ากากนั้นช่างเย็นชาเหลือเกิน เย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งในฤดูหนาว
นางถอนหายใจยาวอีกครั้ง ปล่อยให้ความมืดมิดของค่ำคืนโอบล้อมนางไว้พร้อมกับคำถามมากมายที่ไร้ซึ่งคำตอบ อนาคตของอวี้หลัน และอนาคตของแคว้นต้าเว่ย บัดนี้ได้ถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยหยาดโลหิตแล้ว.

ฮ่องเต้ใจร้าย
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก