หัวใจของอวี้หลันเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก คำว่า "ท่านอ๋อง" ที่ได้ยินจากปากขันทีนอกห้องนั้นสร้างความสับสนและหวาดกลัวอย่างที่สุด นางเกือบจะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่ก็กัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่น พยายามเก็บเสียงทุกอย่างไว้ภายใน
ฮ่องเต้หลีอี้ในห้องนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงกระซิบนั้น พระองค์ยังคงนั่งกุมขมับอยู่ที่โต๊ะทำงาน ใบหน้าซีดเซียวและอ่อนล้าผิดปกติ อวี้หลันมองพระองค์จากที่ซ่อนอย่างไม่กะพริบตา นางสังเกตเห็นว่าพระวรกายของพระองค์ดูผอมลงเล็กน้อย และรอยคล้ำใต้ดวงตานั้นบ่งบอกถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
ไม่นานนัก กงกงหลี่ก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยยาในมือ "ฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ ได้เวลาเสวยยาแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หลีอี้เงยหน้าขึ้นมองกงกงหลี่ แววตาของพระองค์มีร่องรอยของความเจ็บปวดและความไม่สบายใจ แต่ก็พยายามเก็บซ่อนไว้ พระองค์รับถ้วยยามาดื่มจนหมดโดยไม่ปริปากพูดสิ่งใด
"พระอาการเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ" กงกงหลี่ถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
"ยังคงปวดหัวอยู่" ฮ่องเต้ตอบเสียงแผ่วเบา "ดูเหมือนยาจะออกฤทธิ์ช้าลงเรื่อย ๆ"
กงกงหลี่ถอนหายใจ "หม่อมฉันจะไปปรึกษาหมอหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่ต้อง" ฮ่องเต้กล่าวเสียงเรียบ "ให้คงแผนเดิมไว้ อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด"
"พ่ะย่ะค่ะ" กงกงหลี่โค้งคำนับ จากนั้นก็เดินออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ
เมื่อกงกงหลี่จากไปแล้ว ฮ่องเต้หลีอี้ก็ลุกขึ้นยืน พระองค์เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังความมืดมิดเบื้องนอกด้วยสายตาที่ว่างเปล่า อวี้หลันมองเห็นเงาสะท้อนของพระองค์ในกระจกหน้าต่าง พระองค์ดูเหมือนจะจมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกซึ้ง
"ฮ่องเต้...ท่านอ๋อง..." สองคำนี้ยังคงก้องอยู่ในหัวของอวี้หลัน นางพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน สมุดบันทึกที่กล่าวถึงการสวมหน้ากาก อาการเจ็บป่วยของฮ่องเต้ และเสียงกระซิบของขันที
จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของอวี้หลันอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
หรือว่า...ฮ่องเต้หลีอี้ที่นางกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ ไม่ใช่ฮ่องเต้ที่แท้จริง?
ความคิดนี้ทำให้หัวใจของอวี้หลันเต้นรัวแรงยิ่งกว่าเดิม มันเป็นความคิดที่บ้าคลั่ง แต่เมื่อลองพิจารณาจากหลักฐานทั้งหมด มันกลับเป็นไปได้มากที่สุด
หากฮ่องเต้ที่แท้จริงกำลังป่วยหนัก หรือถูกซ่อนตัวไว้ และมีใครบางคนมาสวมรอยเป็นฮ่องเต้เพื่อปกครองแผ่นดิน เพื่อปกปิดความจริงบางอย่าง...แต่ใครกันเล่าที่จะกล้าทำเช่นนี้? และเพื่ออะไร?
อวี้หลันนึกถึงคำว่า "ท่านอ๋อง" ที่ขันทีเอ่ยถึง มีเพียงองค์ชายเท่านั้นที่ถูกเรียกขานด้วยตำแหน่งนี้
ความจริงที่น่าตกตะลึงเริ่มปรากฏชัดขึ้นในความคิดของอวี้หลัน
หรือว่า ฮ่องเต้ที่แท้จริงคือองค์ชายรัชทายาทผู้ซึ่งทุกคนคิดว่าสิ้นพระชนม์ไปแล้ว? หรือเป็นองค์ชายคนใดคนหนึ่งที่หายสาบสูญไป? และผู้ที่สวมรอยเป็นฮ่องเต้นี้คือ...ใครกันแน่?
อวี้หลันมองไปยังร่างของฮ่องเต้หลีอี้ที่ยืนอยู่หน้าต่างอีกครั้ง ดวงตาของนางจับจ้องไปที่พระพักตร์ของพระองค์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ใบหน้าที่คมคายนั้นยังคงเรียบเฉย แต่ดูเหมือนจะมีร่องรอยของความทุกข์ระทมซ่อนอยู่
พระองค์ไม่ใช่ฮ่องเต้ที่แท้จริง แล้วพระองค์คือใครกันแน่? และเหตุใดพระองค์จึงต้องสวมบทบาทเป็นฮ่องเต้ผู้ใจร้ายเช่นนี้?
ในขณะที่อวี้หลันกำลังจมอยู่กับความคิดอันสับสนวุ่นวาย ฮ่องเต้หลีอี้ก็หันกลับมา พระองค์เดินตรงไปยังโต๊ะทำงาน หยิบสมุดบันทึกที่อวี้หลันเพิ่งอ่านไปขึ้นมาเปิดอ่านอีกครั้ง
อวี้หลันกลั้นหายใจ นางภาวนาให้พระองค์ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ
ฮ่องเต้หลีอี้พลิกหน้ากระดาษไปเรื่อย ๆ แววตาของพระองค์ดูเศร้าหมองเมื่ออ่านข้อความในสมุดบันทึก อวี้หลันรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ออกมาจากตัวพระองค์
พระองค์ยังคงเป็นคนเดิมกับผู้ที่เขียนบันทึกเล่มนี้ เป็นผู้ที่เหน็ดเหนื่อยกับการสวมหน้ากาก เป็นผู้ที่ต้องแสดงความแข็งกร้าวเพื่อปกป้องบางสิ่งบางอย่าง
แต่สิ่งที่พระองค์ปกป้องนั้นคืออะไรกันแน่?
ทันใดนั้นเอง ฮ่องเต้หลีอี้ก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาของพระองค์จับจ้องไปยังมุมห้องที่อวี้หลันซ่อนอยู่
หัวใจของอวี้หลันแทบหยุดเต้น นางรู้สึกเหมือนถูกจับได้ ตัวแข็งทื่อไปทั้งตัว
ฮ่องเต้หลีอี้ลุกขึ้นยืนช้า ๆ พระองค์เดินตรงมายังมุมห้องที่อวี้หลันซ่อนอยู่ ทุกย่างก้าวของพระองค์นั้นเชื่องช้า แต่เต็มไปด้วยพลังงานบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว
อวี้หลันพยายามควบคุมลมหายใจของตนเอง นางภาวนาขอให้พระองค์ไม่เห็นนาง
แต่แล้ว...พระองค์ก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าตู้ไม้ที่อวี้หลันซ่อนอยู่ พระองค์ยกมือขึ้นแตะที่ตู้ไม้เบา ๆ
อวี้หลันรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ของพระองค์ที่รดอยู่บนศีรษะ นางหลับตาปี๋ เตรียมรับชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง
"ออกมาเถอะ" เสียงของฮ่องเต้หลีอี้ดังขึ้น มันเป็นเสียงที่เรียบเฉย แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้
อวี้หลันไม่ตอบ นางยังคงซ่อนตัวอยู่หลังตู้ไม้
"ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นั่น อวี้หลัน" พระองค์เอ่ยชื่อของนางออกมาอย่างชัดเจน
อวี้หลันรู้สึกเหมือนถูกค้อนทุบเข้าที่ศีรษะ พระองค์รู้ได้อย่างไร?
นางไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องก้าวออกมาจากที่ซ่อน
อวี้หลันค่อย ๆ ก้าวออกมาจากหลังตู้ไม้ ใบหน้าของนางซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัว
ฮ่องเต้หลีอี้มองนางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ไม่มีร่องรอยของความโกรธ แต่ก็ไม่มีความเมตตาปรากฏให้เห็น
"เจ้ามาทำอะไรที่นี่" พระองค์ถามด้วยเสียงเรียบ ๆ
อวี้หลันก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาพระองค์ "หม่อมฉัน...หม่อมฉัน...แค่..." นางไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร
"เจ้าเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร" พระองค์ถามต่อ เสียงของพระองค์เริ่มเย็นชาลงเล็กน้อย
"หม่อมฉัน...หม่อมฉัน...แอบเข้ามาทางช่องระบายอากาศเพคะ" อวี้หลันตอบเสียงสั่น
ฮ่องเต้หลีอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย พระองค์เหลือบมองไปยังช่องระบายอากาศที่อยู่สูงขึ้นไป
"และเจ้าเห็นอะไรบ้าง" พระองค์ถาม ดวงตาของพระองค์จับจ้องมาที่อวี้หลันอย่างไม่ละสายตา
อวี้หลันเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ นางเห็นแววตาบางอย่างในดวงตาของพระองค์ แววตาที่บ่งบอกถึงความกดดันและภาระอันหนักอึ้ง
"หม่อมฉัน...หม่อมฉันได้ยินเสียงกระซิบ...และ...หม่อมฉันอ่านสมุดบันทึกของพระองค์เพคะ" อวี้หลันตัดสินใจที่จะพูดความจริงออกไปทั้งหมด เพราะนางรู้ว่าไม่ว่าอย่างไรพระองค์ก็คงจะรู้ความจริงอยู่ดี
เมื่อได้ยินคำสารภาพของอวี้หลัน พระพักตร์ของฮ่องเต้หลีอี้ก็เปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง แววตาของพระองค์ฉายแววอันตรายขึ้นมาทันที
"เจ้าอ่านมันทั้งหมดหรือ" พระองค์ถามด้วยเสียงที่เย็นเยือกจนทำให้อวี้หลันรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
อวี้หลันพยักหน้าช้า ๆ "เพคะ"
ฮ่องเต้หลีอี้จ้องมองนางอย่างเงียบงัน บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียด อวี้หลันรู้สึกเหมือนกำลังถูกบีบคั้นจนแทบขาดใจ
"เจ้า...รู้ความจริงแล้วใช่หรือไม่" พระองค์เอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
อวี้หลันไม่ตอบ นางเพียงแค่จ้องมองพระองค์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว
ฮ่องเต้หลีอี้ถอนหายใจอย่างหนัก พระองค์เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานอีกครั้ง มือของพระองค์ยกขึ้นกุมขมับอีกครั้ง
"เอาล่ะ ในเมื่อเจ้ารู้ความจริงแล้ว ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง" พระองค์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า "แต่เจ้าต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไปตลอดชีวิต หากเจ้าปริปากบอกใครแม้แต่คนเดียว...เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีกต่อไป"
คำขู่ของพระองค์ทำให้หัวใจของอวี้หลันเต้นรัว นางรู้ว่าพระองค์ไม่ได้พูดเล่น
"หม่อมฉันจะเก็บเป็นความลับเพคะ" อวี้หลันกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
ฮ่องเต้หลีอี้เงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาของพระองค์จับจ้องมาที่อวี้หลันอีกครั้ง แววตาของพระองค์ยังคงยากจะคาดเดา แต่ในความเย็นชานั้น อวี้หลันเห็นร่องรอยของความเจ็บปวดและภาระอันหนักอึ้ง
"ข้าไม่ใช่องค์ชายหลีอี้" พระองค์เริ่มต้นเรื่องราวด้วยประโยคที่ทำให้อวี้หลันถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "ข้าคือ 'หลีจิน' น้องชายฝาแฝดของฮ่องเต้หลีอี้ที่แท้จริง"
ความจริงที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าที่อวี้หลันเคยจินตนาการไว้ บัดนี้ได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว และมันกำลังจะเปลี่ยนโลกทั้งใบของนางไปตลอดกาล

ฮ่องเต้ใจร้าย
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก