แค้นรักวังหลวง

ตอนที่ 6 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

23 ตอน · 1,834 คำ

แผนที่วางไว้นั้นซับซ้อนและเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยรู้ดีว่านี่คือทางเดียวที่จะรอดพ้นจากคมมีดของอำนาจที่มองไม่เห็น เธอใช้เวลาหลายวันหลังจากตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในการเตรียมการทุกอย่างอย่างรอบคอบ แต่ละก้าวต้องแม่นยำ ทุกคำพูดต้องร้อยเรียงอย่างแยบยล เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดิมพันด้วยชีวิต

สิ่งแรกที่เธอต้องทำคือสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งให้กับสนมหลี่ ตำหนักซวนซินที่เคยรกร้างว่างเปล่า บัดนี้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำมือของเธอ ‌เธอสั่งให้เหม่ยหลิงนำผ้าไหมเก่าๆ มาซักให้สะอาด และนำดอกไม้ป่าที่เก็บได้จากรอบตำหนักมาปักประดับ พลังงานที่เคยหดหู่ถูกแทนที่ด้วยความสดใสและกลิ่นอายของสมุนไพรนานาชนิดที่เธอเริ่มปลูกไว้ในกระถางเล็กๆ ริมหน้าต่าง น้ำฟ้าไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนโฉมตำหนัก แต่เธอกำลังเปลี่ยนโฉมของตัวเองจากสนมที่ถูกลืมให้กลายเป็นผู้ที่น่าสนใจและน่าค้นหา

เธอใช้ความรู้จากโลกเดิม ผสมผสานกับตำราแพทย์แผนจีนที่เคยอ่านผ่านตาเพื่อปรุงชาสมุนไพรสูตรพิเศษ ​สูตรที่เธอเชื่อว่ามีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง บรรเทาอาการเครียด และช่วยให้จิตใจสงบ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่องค์จักรพรรดิเหยียนน่าจะต้องการที่สุดในฐานะผู้แบกรับภาระอันหนักอึ้งของแผ่นดิน เธอไม่ได้ส่งชาไปถวายในทันที แต่ให้เหม่ยหลิงนำชาไปมอบให้กับหัวหน้าขันทีคนสนิทของจักรพรรดิ พร้อมกับจดหมายสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือที่งดงาม ‍และถ้อยคำที่สุภาพนอบน้อม แต่แฝงไปด้วยความเฉลียวฉลาดและจิตใจที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยในพระวรกายขององค์จักรพรรดิ

"ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอถวายชาสมุนไพรบำรุงพระวรกาย ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน" ข้อความเรียบง่าย แต่การกระทำนั้นไม่ธรรมดา เพราะสนมที่ถูกลืมเลือนอย่างหลี่เหมยไม่เคยทำสิ่งใดเช่นนี้มาก่อน

เวลาผ่านไปสามวันอย่างเชื่องช้า แต่ละวันน้ำฟ้ารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นรัวระทึกดุจกลองศึก ‌เธอรู้ว่าทุกสายตาในวังกำลังจับจ้อง แม้จะเป็นเพียงสนมตำแหน่งต่ำต้อย แต่การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์จักรพรรดิย่อมถูกจับตามอง เหม่ยหลิงเฝ้ารอคอยคำตอบอย่างกระวนกระวายไม่แพ้กัน จนกระทั่งในยามเย็นของวันที่สี่ หัวหน้าขันทีจ้าว ซึ่งเป็นคนสนิทของจักรพรรดิก็มาเยือนตำหนักซวนซินด้วยตนเอง

“สนมหลี่เหมยโปรดเตรียมตัว ‍พรุ่งนี้ยามเฉิน องค์จักรพรรดิมีพระบัญชาให้เข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงส่วนพระองค์” เสียงของขันทีจ้าวราบเรียบ แต่แฝงไว้ซึ่งอำนาจ น้ำฟ้าก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาแห่งความตื่นเต้นระคนยินดี เหม่ยหลิงถึงกับน้ำตาคลอด้วยความดีใจ

คืนนั้น น้ำฟ้าแทบไม่ได้นอน ​เธอทบทวนแผนการในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอไม่ได้จะไปเพียงแค่เข้าเฝ้าตามปกติ แต่เธอจะใช้โอกาสนี้ปูทางไปสู่การเปิดโปงอัครมหาเสนาบดีหวางลี่ เธอเลือกชุดที่เรียบง่ายแต่สะอาดตา สีฟ้าอ่อนที่ขับผิวให้ดูผ่องใส ใบหน้าของเธอถูกแต่งแต้มเพียงบางเบาให้ดูเป็นธรรมชาติ ปล่อยผมยาวสลวยโดยไม่ประดับประดาด้วยปิ่นปักผมอันใด ปิ่นปักผมลึกลับที่เธอพบนั้นถูกซ่อนไว้อย่างดี ​เธอจะยังไม่เผยมันในตอนนี้

เมื่อยามเฉินมาถึง เท้าของน้ำฟ้าก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงส่วนพระองค์อีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงเหมือนครั้งก่อน หากแต่กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตัวเอง องค์จักรพรรดิเหยียนประทับอยู่บนบัลลังก์สูงเช่นเดิม แต่สายตาที่ทอดมองมายังเธอแตกต่างออกไปจากครั้งก่อน มันไม่ได้มีเพียงความสงสัยเคลือบแฝง หากแต่มีความสนใจใคร่รู้ปรากฏอยู่

“ถวายบังคมฝ่าบาท” ​น้ำฟ้าคุกเข่าลง คำนับอย่างอ่อนช้อย

“ลุกขึ้นเถอะ สนมหลี่” จักรพรรดิเหยียนรับสั่ง เสียงของพระองค์ยังคงทุ้มลึกและทรงอำนาจ “ชาที่เจ้าถวายมานั้น… มีกลิ่นหอมและรสชาติดียิ่งนัก”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะ หากชาที่หม่อมฉันปรุงถวายจะช่วยบำรุงพระวรกายของฝ่าบาทได้เพียงน้อยนิด หม่อมฉันก็รู้สึกเป็นสุขแล้วเพคะ” น้ำฟ้าตอบอย่างนอบน้อม แต่สายตาของเธอมองตรงไปที่องค์จักรพรรดิ ไม่ได้หลบเลี่ยง

“เจ้าเป็นสนมเพียงคนเดียวที่มิเคยทูลขอสิ่งใดจากเรา มีแต่ให้” จักรพรรดิเหยียนตรัสเบาๆ แต่คำพูดนั้นทำให้หัวใจของน้ำฟ้าเต้นระรัว พระองค์กำลังจับจ้องเธออย่างพินิจพิจารณา “เราอยากรู้ว่า… เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้”

น้ำฟ้าเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาของเธอฉายแววครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ “หม่อมฉันตระหนักดีว่า ตำแหน่งของหม่อมฉันนั้นต่ำต้อย และมิอาจช่วยเหลือราชกิจของฝ่าบาทได้โดยตรง แต่หม่อมฉันเชื่อว่า การดูแลพระวรกายของฝ่าบาทให้ทรงแข็งแรงสมบูรณ์นั้น คือรากฐานสำคัญของความรุ่งเรืองของต้าหมิงเพคะ หากพระองค์ทรงประชวรหรืออ่อนล้า ราชกิจย่อมสะดุด และบ้านเมืองย่อมได้รับผลกระทบเพคะ”

จักรพรรดิเหยียนทรงนิ่งไปพักใหญ่ พระองค์จ้องมองเธอด้วยแววตาที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา น้ำฟ้าสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากพระองค์ แต่เธอก็ไม่หวั่นไหว เธอยืนหยัดอยู่ตรงนั้นด้วยความสง่างามและความมั่นใจที่มาจากภายใน

“คำพูดของเจ้าช่างน่าฟังนัก สนมหลี่” จักรพรรดิเหยียนตรัสในที่สุด “แล้วเจ้าเล่า มีเรื่องใดอยากจะทูลบอกเราอีกหรือไม่”

นี่คือโอกาส! น้ำฟ้าไม่รีรอ เธอตัดสินใจที่จะเริ่มแผนการทีละขั้นอย่างระมัดระวัง

“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมิกล้าที่จะกล่าวเกินฐานะ แต่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หม่อมฉันได้ใช้เวลาในตำหนักซวนซิน ศึกษาตำราโบราณหลายเล่มที่ถูกเก็บไว้ในหอนิทัศน์ หม่อมฉันพบว่าตำราเหล่านั้นมีคุณค่าอย่างยิ่ง แต่บางเล่มกลับถูกละเลย และบางส่วนมีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนักที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันเพคะ”

จักรพรรดิเหยียนเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย “เจ้าสนใจตำราพวกนั้นหรือ สนมต่ำต้อยเช่นเจ้ากลับมีความรู้และอ่านออกเขียนได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ” น้ำเสียงของพระองค์ไม่ได้เยาะเย้ย หากแต่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“ด้วยความสัตย์จริงเพคะ หม่อมฉันใฝ่รู้มาตั้งแต่เยาว์วัย และมักจะใช้เวลาว่างในการศึกษาตำราต่างๆ ยิ่งศึกษามากเท่าไร ก็ยิ่งตระหนักว่าความรู้ที่หม่อมฉันมีนั้นยังน้อยนิดนักเพคะ” เธอตอบอย่างถ่อมตน แต่ภายในใจกำลังวางแผนขั้นต่อไป

“แล้วเจ้าพบอะไรที่น่าสนใจเล่า” จักรพรรดิเหยียนตรัสถาม แววตาของพระองค์ฉายแววกระตือรือร้น

น้ำฟ้าเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “หม่อมฉันพบว่ามีบันทึกบางอย่างที่กล่าวถึงพิธีการแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดีในอดีต ซึ่งระบุถึงการตรวจสอบคุณสมบัติและภูมิหลังอย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่าในปัจจุบันเพคะ อีกทั้งยังมีการกล่าวถึงข้อห้ามบางประการที่เกี่ยวข้องกับการถือครองทรัพย์สินส่วนตัวและการค้าขายของขุนนางชั้นสูง เพื่อป้องกันมิให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่เพคะ”

คำพูดของน้ำฟ้าไม่ได้กล่าวถึงหวางลี่โดยตรง แต่เธอจงใจพาดพิงถึงอำนาจและผลประโยชน์ของอัครมหาเสนาบดี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่หวางลี่ดำรงอยู่ และเป็นสิ่งที่จักรพรรดิเหยียนทรงกังวลอยู่แล้ว จักรพรรดิเหยียนทรงนิ่งไปอีกครั้ง คราวนี้พระองค์ทรงพยักหน้าเล็กน้อยราวกับกำลังตรึกตรองสิ่งที่น้ำฟ้าพูด

“เจ้าช่างละเอียดลออในเรื่องเหล่านี้นัก” จักรพรรดิเหยียนตรัส “ปกติแล้ว สนมในวังมักจะสนใจเรื่องการแต่งกาย เครื่องประดับ หรือไม่ก็เรื่องการแข่งขันชิงดีชิงเด่น เจ้าแตกต่างออกไป”

“หม่อมฉันเห็นว่าเรื่องเหล่านี้สำคัญต่อความมั่นคงของบ้านเมืองยิ่งนักเพคะ และในฐานะที่หม่อมฉันเป็นเพียงสนมผู้หนึ่งที่กินเงินหลวง ย่อมมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงรากฐานของแผ่นดินที่เลี้ยงดูหม่อมฉันเพคะ” น้ำฟ้ายังคงรักษาน้ำเสียงและท่าทางที่อ่อนน้อม แต่ฉลาดเฉลียว

จักรพรรดิเหยียนทรงลุกจากบัลลังก์ เสด็จลงมาประทับบนพระเก้าอี้ที่อยู่ใกล้กว่าเล็กน้อย พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ให้ขันทีจ้าวและนางกำนัลที่ปรนนิบัติอยู่ถอยออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงพระองค์กับน้ำฟ้าในท้องพระโรงอันกว้างขวาง

“เช่นนั้น เจ้ามีสิ่งใดอยากจะทูลเราอีกหรือไม่” พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่ลดความเคร่งขรึมลง แฝงด้วยความไว้วางใจที่เริ่มก่อตัว

น้ำฟ้าตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มเปิดเผยส่วนที่สำคัญยิ่งของแผนการ แต่ต้องทำอย่างแยบยลที่สุด เธอเริ่มเล่าเรื่องที่เธอ "ฝันเห็น" ในคืนหนึ่ง โดยพรรณนาถึงความฝันนั้นอย่างละเอียด ราวกับเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

“ทูลฝ่าบาท เมื่อหลายวันก่อน หม่อมฉันฝันเห็นสิ่งประหลาดเพคะ ในความฝันนั้น หม่อมฉันเดินอยู่ในตำหนักซวนซิน ในอดีตเพคะ บรรยากาศเงียบสงัดและวังเวงยิ่งนัก หม่อมฉันเห็นเงาตะคุ่มๆ ของหญิงสาวผู้หนึ่ง นางกำลังซ่อนสิ่งของบางอย่างไว้ในหีบไม้เก่าแก่ใต้พื้นกระดาน”

จักรพรรดิเหยียนทรงฟังอย่างตั้งใจ ใบหน้าของพระองค์เรียบนิ่ง แต่ดวงตาจับจ้องไปที่น้ำฟ้าไม่กระพริบ

“ในความฝันนั้น หม่อมฉันรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวและความสิ้นหวังของหญิงผู้นั้นเพคะ นางพยายามอย่างยิ่งที่จะซ่อนสิ่งนั้นไว้ ราวกับว่ามันเป็นความลับที่หากถูกเปิดเผย จะนำมาซึ่งภัยพิบัติใหญ่หลวงเพคะ”

น้ำฟ้าเล่าต่อไปอย่างช้าๆ ใช้คำพูดที่ชวนให้เกิดภาพในจินตนาการ และสร้างบรรยากาศแห่งความลึกลับ

“เมื่อหม่อมฉันตื่นขึ้นจากฝันนั้น หม่อมฉันรู้สึกใจไม่สงบเพคะ จึงตัดสินใจสำรวจตำหนักซวนซินตามที่ฝันเห็น และในที่สุด… หม่อมฉันก็พบหีบไม้นั้นเพคะ”

จักรพรรดิเหยียนทรงผงกพระเศียรเล็กน้อย “แล้วเจ้าพบอะไรในหีบนั้น” พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความกังวลฉายแววออกมา

น้ำฟ้าลุกขึ้นจากที่คุกเข่า ก้าวเข้าไปใกล้องค์จักรพรรดิอีกสองสามก้าว มือของเธอซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ เธอหยิบปิ่นปักผมอันนั้นออกมา ปิ่นปักผมที่ทำจากหยกขาวเนื้อดี สลักเป็นรูปหงส์คาบดอกเหมย แต่ด้านหลังของปิ่นนั้นมีรอยแกะสลักเป็นอักษรเล็กๆ แฝงอยู่ ซึ่งเป็นข้อความที่เธอเคยอ่านในตำหนักซวนซิน

“หม่อมฉันพบปิ่นปักผมอันนี้เพคะ” น้ำฟ้าถวายปิ่นปักผมให้องค์จักรพรรดิด้วยสองมืออย่างนอบน้อม “และที่ด้านหลังของปิ่นปักผม... มีรอยแกะสลักเป็นข้อความเพคะ”

จักรพรรดิเหยียนทรงรับปิ่นปักผมมาพิจารณา พระองค์ทรงพลิกดูปิ่นนั้นอย่างละเอียด และเมื่อพระองค์ทรงเห็นข้อความที่แกะสลักอยู่ด้านหลัง ดวงตาของพระองค์ก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

“‘ความมืดมิดกัดกินรากแก้วแห่งแผ่นดิน บุปผาแห่งคุณธรรมจะร่วงโรยยามที่อธรรมครองบัลลังก์…’ นี่มันอะไรกัน!” เสียงของจักรพรรดิเหยียนแผ่วลงในตอนท้าย น้ำเสียงของพระองค์เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนไม่พอใจ

น้ำฟ้าจงใจไม่เอ่ยถึงข้อความส่วนที่สองที่เธอเคยเห็น ซึ่งเป็นชื่อของอัครมหาเสนาบดีหวางลี่ เธอรู้ดีว่าการเปิดเผยทั้งหมดในคราวเดียวอาจทำให้พระองค์ไม่เชื่อถือ หรือแม้แต่สงสัยในตัวเธอ

“ในความฝันของหม่อมฉัน หญิงสาวผู้นั้นดูเหมือนจะกำลังปกป้องสิ่งนี้ไว้ราวกับชีวิต และรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่งเพคะ… หม่อมฉันไม่ทราบความหมายของข้อความนี้อย่างแน่ชัด แต่ในฐานะสนม หม่อมฉันรู้สึกถึงความไม่สบายใจบางอย่างเพคะ” น้ำฟ้าก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

จักรพรรดิเหยียนทรงกำปิ่นปักผมในพระหัตถ์แน่น พระองค์ทรงจ้องมองข้อความนั้นราวกับพยายามถอดรหัสลับบางอย่าง ใบหน้าของพระองค์บัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและขุ่นเคือง

“ข้อความนี้… มันช่างเหมือนคำเตือนบางอย่าง” พระองค์พึมพำกับพระองค์เอง ดวงตาของพระองค์ฉายแววไหวระริก ก่อนที่พระองค์จะเงยพระพักตร์ขึ้นมองน้ำฟ้าอีกครั้ง คราวนี้สายตาของพระองค์เต็มไปด้วยความนัยที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่น้ำฟ้าจะคาดเดาได้

“เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าพบสิ่งนี้ในหีบไม้ที่ตำหนักของเจ้า… และข้อความนี้คือสิ่งเดียวที่เจ้าพบ” จักรพรรดิเหยียนตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาลงกว่าเดิมราวกับกำลังทดสอบอะไรบางอย่างในตัวเธอ

น้ำฟ้ารู้สึกหนาวเยือกไปทั่วทั้งร่าง เธอรู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด หากเธอผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ชีวิตของเธอก็จะแขวนอยู่บนเส้นด้ายในทันที

“หม่อมฉัน… หม่อมฉันสาบานต่อฟ้าดินเพคะ ว่าทั้งหมดที่ทูลคือความจริง และหม่อมฉันพบปิ่นปักผมนี้ในหีบไม้ที่ตำหนักซวนซินจริงๆ ส่วนข้อความ… มีเพียงเท่านี้ที่สลักไว้บนตัวปิ่นเพคะ” เธอเลือกที่จะปิดบังความจริงบางส่วนเกี่ยวกับข้อความที่เหลือ เพื่อรอดูท่าทีของจักรพรรดิและเพื่อความปลอดภัยของเธอเอง เธอจะต้องรอให้พระองค์ทรงปักใจเชื่อในเธอมากกว่านี้เสียก่อนจึงจะเปิดเผยความจริงทั้งหมด

จักรพรรดิเหยียนทรงจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับพยายามอ่านความคิดในใจของเธอ น้ำฟ้าพยายามควบคุมการหายใจและจังหวะการเต้นของหัวใจ ให้ใบหน้าแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ใจและความกังวลใจอย่างแท้จริง

ทันใดนั้นเอง จักรพรรดิเหยียนทรงลุกขึ้นยืนเต็มพระองค์ พระองค์ทรงก้าวเดินไปยังหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นสวนหลวงเบื้องล่าง แผ่นหลังของพระองค์ดูสูงใหญ่และเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ปิ่นปักผมยังคงอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์

“สนมหลี่… เจ้าได้นำสิ่งที่ไม่ธรรมดามาให้เรา และมันอาจนำมาซึ่งพายุใหญ่หลวงในราชสำนัก” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่ยากจะคาดเดา

น้ำฟ้าหัวใจเต้นระรัว เธอรู้ว่าเธอได้จุดประกายความสงสัยในพระทัยของจักรพรรดิแล้ว แต่ก็ไม่แน่ใจว่าประกายไฟนั้นจะกลายเป็นแสงสว่างแห่งความจริง หรือจะเผาผลาญตัวเธอเองให้มอดไหม้ไปเสียก่อน

“หม่อมฉันเพียงอยากให้ฝ่าบาททรงทราบในสิ่งที่ควรทราบเพคะ หากสิ่งนี้จะช่วยให้ต้าหมิงพ้นจากภัยพิบัติใดๆ ก็ตาม หม่อมฉันก็พร้อมจะพลีชีพเพคะ” เธอตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

จักรพรรดิเหยียนทรงหันกลับมามองเธออีกครั้ง สายพระเนตรของพระองค์ฉายแววแข็งกร้าวผสมผสานกับความลึกซึ้งบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง

“เราเชื่อในสิ่งที่เจ้าพูด... แต่ความลับนี้จะต้องไม่แพร่งพรายไปถึงผู้ใด มิเช่นนั้น... เจ้าและเราอาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้” พระองค์ตรัสเสียงเข้ม ก่อนที่พระองค์จะเดินกลับมาประทับที่บัลลังก์อีกครั้ง พระหัตถ์ของพระองค์เลื่อนไปกดปุ่มลับที่ซ่อนอยู่ใต้พนักพิง

ไม่นานนัก ผนังด้านข้างบัลลังก์ก็เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นทางลับมืดมิดที่นำไปสู่เบื้องล่าง จักรพรรดิเหยียนทรงหยิบปิ่นปักผมอันนั้นวางลงบนช่องว่างเล็กๆ ภายในทางลับ ก่อนที่จะเลื่อนผนังปิดลงดังเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“นับจากนี้ไป เจ้าจะต้องอยู่ในความคุ้มครองของเรา แต่ก็ต้องระมัดระวังตัวให้มากที่สุด และห้ามบอกเรื่องนี้กับผู้ใด ไม่ว่าจะสนิทสนมเพียงใดก็ตาม” จักรพรรดิเหยียนตรัสเน้นย้ำทุกคำ “เราจะสืบเรื่องนี้ด้วยตนเอง แต่เราต้องการคนช่วย และเจ้าคือคนที่เราเชื่อใจที่สุดในตอนนี้”

น้ำฟ้ารู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ จักรพรรดิทรงเชื่อเธอแล้ว และทรงมอบความไว้วางใจอันใหญ่หลวงให้เธอ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทรงโยนภาระอันหนักอึ้งและความเสี่ยงมหาศาลมาให้เธอด้วยเช่นกัน เธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมอำนาจที่อันตรายยิ่งขึ้นไปอีกขั้น

“หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชาเพคะ” น้ำฟ้าตอบเสียงหนักแน่น

“ดีมาก” จักรพรรดิเหยียนตรัส ก่อนที่จะทรงตรัสด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลง แต่เต็มไปด้วยความนัย “แต่จำไว้ สนมหลี่… ในวังหลวงแห่งนี้ แม้แต่เงาของเจ้าก็อาจเป็นสายตาของศัตรูได้”

และในวินาทีนั้นเอง ประตูท้องพระโรงส่วนพระองค์ก็ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน เสียงรองเท้าบู๊ตกระทบพื้นหินดังกึกก้อง พร้อมกับร่างสูงใหญ่และใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัยของ… อัครมหาเสนาบดีหวางลี่ ที่กำลังก้าวเข้ามาพร้อมกับองครักษ์ติดตามจำนวนหนึ่ง ดวงตาของหวางลี่เหลือบมองมาที่น้ำฟ้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่เขาจะถวายบังคมองค์จักรพรรดิอย่างนอบน้อม แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความมั่นใจอันน่าขนลุก “ถวายบังคมฝ่าบาท… กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” น้ำฟ้าพลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ราวกับบ่วงแห่งชะตากำลังรัดแน่นขึ้นทุกที… หรือนี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบของเธอ?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
แค้นรักวังหลวง

แค้นรักวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!