ตอนที่ 11 —
แค้นรักวังหลวง · 23 ตอน
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลายของตำหนักซวนซิน อาบไล้ผืนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่แผ่อยู่บนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ให้เปล่งประกายระยิบระยับราวผิวน้ำในยามค่ำคืน น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลัก ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ไปบนลวดลายปักที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ภายในใจพลางถอนหายใจยาว
“ฝีมือท่านสนมช่างละเอียดลออยิ่งนัก บ่าวไม่เคยเห็นใครบรรจงสร้างสรรค์สิ่งใดได้งดงามเช่นนี้มาก่อน” เหม่ยหลิงเอ่ยเสียงชื่นชม ดวงตาเป็นประกายขณะมองดูงานปักที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง “รูปมังกรคู่กับหงส์เคียงข้างกันนี้ ช่างสมสง่ายิ่งนักเพคะ”
น้ำฟ้าเพียงยิ้มบางเบา ไม่เอ่ยตอบสิ่งใด สองเดือนเต็มที่เธอใช้เวลาไปกับการปักผ้าไหมผืนนี้ด้วยตัวเอง ทุกเส้นด้ายประหนึ่งความหวังและเดิมพันของชีวิต ด้ายไหมสีทองอร่ามถูกร้อยเรียงเป็นลายมังกรห้ากรงเล็บอันดุดัน เกล็ดมังกรแต่ละเกล็ดถูกปักอย่างพิถีพิถันจนดูราวมีชีวิต ส่วนหงส์นั้นถูกปักด้วยด้ายไหมสีแดงเพลิงและสีฟ้าคราม สยายปีกสง่างามเคียงคู่มังกร บนพื้นหลังสีน้ำเงินเข้ม ดอกเหมยสีขาวแซมประปรายราวหิมะแรกยามเหมันต์บานสะพรั่งอยู่รอบๆ การบรรจงสร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงเพราะความชื่นชอบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่เธอวางไว้
“เหม่ยหลิง เจ้าจงนำผ้านี้ไปซักล้างให้สะอาด และเตรียมหีบไม้จันทน์หอมเพื่อบรรจุให้เรียบร้อย” หลี่เหมยออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความตั้งใจแน่วแน่
“จะนำไปถวายองค์จักรพรรดิหรือเพคะ?” เหม่ยหลิงเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น
“ใช่” หลี่เหมยตอบสั้นๆ “ถึงเวลาแล้วที่ผ้าผืนนี้จะทำหน้าที่ของมัน”
ในวันต่อมา หีบไม้จันทน์หอมบรรจุผ้าไหมปักลายมังกรหงส์อันงดงามถูกนำส่งไปยังห้องทรงพระอักษรขององค์จักรพรรดิหย่งเล่อ โดยมีหลี่เหมยติดตามไปเพื่อเข้าเฝ้าด้วยตนเอง หัวใจของน้ำฟ้าเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น แต่เป็นความระมัดระวังสูงสุด เธอรู้ดีว่าทุกย่างก้าวในวังหลวงคือการเดิมพันด้วยชีวิต
องค์จักรพรรดิหย่งเล่อทรงทอดพระเนตรมองหีบไม้จันทน์หอมที่ถูกจัดวางอยู่เบื้องหน้าด้วยแววพระเนตรนิ่งเฉย พระพักตร์ดูอ่อนล้าจากการตรากตรำพระราชกรณียกิจ ทว่ายังคงแฝงไว้ด้วยรัศมีแห่งความโอ่อ่าสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ขององค์ประมุขแห่งแผ่นดิน
“สิ่งใดหรือ สนมหลี่” พระสุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม
“เป็นงานฝีมือที่หม่อมฉันใช้เวลาว่างตลอดสองเดือนที่ผ่านมาสร้างสรรค์ขึ้นเพคะ หวังว่าคงจะพอพระทัย” หลี่เหมยถวายบังคมอย่างนอบน้อม ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังหีบไม้ด้วยแววที่ยากจะคาดเดา
ขันทีใหญ่เฉินกงผู้รับใช้ใกล้ชิดเข้ามาเปิดหีบไม้ช้าๆ ทันทีที่ฝาหีบถูกยกขึ้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้จันทน์หอมก็คลุ้งกระจายไปทั่วห้อง พร้อมกับเผยให้เห็นผืนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่พับไว้อย่างบรรจง
เฉินกงค่อยๆ คลี่ผ้าไหมออกอย่างระมัดระวัง จนเผยให้เห็นลวดลายมังกรและหงส์อันวิจิตรตระการตา แสงจากโคมไฟในห้องส่องกระทบด้ายทองและด้ายสีต่างๆ ทำให้ลวดลายดูมีชีวิตชีวาจนน่าอัศจรรย์
องค์จักรพรรดิทรงเอนพระวรกายไปข้างหน้าเล็กน้อย พระเนตรจับจ้องไปยังผืนผ้าด้วยความสนพระทัย คิ้วขมวดเล็กน้อยเมื่อทอดพระเนตรเห็นความละเอียดอ่อนและฝีมืออันประณีตบรรจงของงานปัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงตาของมังกรที่ดูราวจะจ้องมองกลับมาได้อย่างมีชีวิตจริง และหงส์ที่สยายปีกอย่างสง่างามราวจะทะยานขึ้นฟ้าได้ทุกเมื่อ
“ฝีมือเยี่ยงนี้...หาใช่ฝีมือสตรีทั่วไปพึงกระทำได้” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ แววพระเนตรที่เคยอ่อนล้ากลับมีประกายความสนใจ
“หม่อมฉันเพียงใช้ใจปักเพคะ หวังให้องค์จักรพรรดิทรงพระเกษมสำราญ สถิตอยู่บนบัลลังก์อย่างสง่างาม ดุจมังกรที่คุ้มครองแผ่นดิน และทรงมีพระมเหสีอันเป็นที่รักเคียงข้างกาย ดุจหงส์ที่โบยบินอย่างอิสระ” หลี่เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง
องค์จักรพรรดิทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ พระเนตรยังคงจ้องมองผืนผ้า พระหัตถ์เอื้อมไปสัมผัสลวดลายปักเบาๆ “ลวดลายนี้...มีความหมายอันใดอีกหรือไม่”
น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยรู้ดีว่านี่คือโอกาส เธอตัดสินใจเดิมพันด้วยความรู้จากโลกเดิมของเธอ “เพคะ...มังกรและหงส์นั้นเป็นสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดิและพระมเหสี แต่หม่อมฉันยังได้ปักดอกเหมยแซมไว้ด้วย ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นดอกไม้ที่หม่อมฉันชื่นชอบ แต่ดอกเหมยนั้นแม้จะบานท่ามกลางหิมะอันเหน็บหนาว แต่ก็ยังคงความงดงามและกลิ่นหอม สื่อถึงความอดทน ความแข็งแกร่ง และความบริสุทธิ์ของจิตใจ”
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงด้วยความจริงใจ “หม่อมฉันปรารถนาให้องค์จักรพรรดิทรงแข็งแกร่งอดทน ดุจดอกเหมยที่ต้านทานลมหนาว ไม่ว่าจะเผชิญกับพายุใด ก็ยังคงสง่างาม และนำพาต้าหมิงไปสู่ความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนเพคะ”
คำพูดของหลี่เหมยดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงความหมายลึกซึ้งและแตกต่างจากคำเยินยอที่จักรพรรดิทรงเคยได้ยินมาตลอด พระองค์หันมามองหลี่เหมยด้วยแววพระเนตรที่ซับซ้อนขึ้น “เจ้าช่างเป็นสตรีที่มีความคิดแปลกประหลาด แต่ก็น่าสนใจ”
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา หลี่เหมยได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิบ่อยครั้งขึ้น ไม่ใช่ในฐานะสนมที่ต้องปรนนิบัติยามค่ำคืน แต่ในฐานะผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมเสวนาในห้องทรงพระอักษร หรือบางครั้งก็ร่วมจิบชาชมทัศนียภาพในสวนหลวงยามบ่าย
เธอใช้โอกาสนี้อย่างชาญฉลาด ทุกครั้งที่เข้าเฝ้า เธอจะไม่พูดเรื่องไร้สาระ แต่จะนำเสนอความคิดเห็นที่เฉียบแหลมจากมุมมองที่แปลกใหม่ ซึ่งล้วนมาจากความรู้ทางประวัติศาสตร์และสังคมวิทยาที่เธอมีจากโลกเดิม บางครั้งเธอเล่าเรื่องการจัดระเบียบการปกครอง การบริหารจัดการทรัพยากร หรือแม้กระทั่งปรัชญาการใช้ชีวิตที่ทันสมัยกว่ายุคนี้ โดยปรับให้เข้ากับบริบทของราชวงศ์ต้าหมิง เพื่อไม่ให้ดูผิดแปลกเกินไป
“ใต้เท้าหวางลี่เสนอให้เพิ่มภาษีการค้ากับหัวเมืองชายแดนเพื่อนำไปบูรณะกำแพงเมืองพะยะค่ะ” เฉินกงทูลรายงานในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่หลี่เหมยกำลังชงชาให้องค์จักรพรรดิ
น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยชะงักไปเล็กน้อย มือที่กำลังรินชาแทบจะหก แต่เธอก็ควบคุมตัวเองได้อย่างรวดเร็ว “หม่อมฉันมิบังอาจก้าวล่วงราชกิจเพคะ แต่หากองค์จักรพรรดิทรงอนุญาต หม่อมฉันเคยได้ยินมาว่าการค้าขายนั้น หากผู้คนมีกำลังซื้อก็จะเจริญรุ่งเรือง หากภาษีสูงเกินไป อาจทำให้พ่อค้าลดความกระตือรือร้นในการค้าขายลง และอาจมีผู้ลักลอบค้าขายสินค้าเถื่อน ซึ่งจะทำให้รายได้ของแผ่นดินลดลงไปอีกในระยะยาว”
องค์จักรพรรดิทรงเงยพระพักตร์จากฎีกาตรงหน้า พระเนตรจับจ้องมาที่หลี่เหมย “เจ้ามีความเห็นเช่นนั้นหรือ”
“เพคะ...หากเราจะบูรณะกำแพงเมือง อาจมีวิธีการอื่นนอกเหนือจากการเพิ่มภาษีก็เป็นได้ หม่อมฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าของชนเผ่าหนึ่งที่ใช้แรงงานจากนักโทษและอาสาสมัครแลกกับการลดหย่อนโทษหรือมอบที่ดินทำกินให้เมื่อสร้างเสร็จ อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่อาจนำมาพิจารณาได้เพคะ”
องค์จักรพรรดิทรงพยักพระพักตร์ ทรงครุ่นคิดในพระทัย คำพูดของสนมหลี่นั้นแม้จะดูไร้เดียงสาในบางครั้ง แต่ก็แฝงไว้ด้วยเหตุผลที่น่าสนใจ “เจ้ามีความคิดที่แปลกใหม่เสมอ”
ความฉลาดหลักแหลมและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของหลี่เหมยค่อยๆ ก่อร่างสร้างความประทับใจให้แก่องค์จักรพรรดิอย่างช้าๆ พระองค์เริ่มเสด็จมาที่ตำหนักซวนซินบ่อยครั้งขึ้น เพียงเพื่อต้องการเสวนากับเธอ หรือบางครั้งก็ให้เธอช่วยอ่านฎีกาและแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่สนมคนอื่นๆ ไม่เคยได้รับอนุญาต
แน่นอนว่า การที่หลี่เหมยได้รับความโปรดปรานมากขึ้น ย่อมไม่พ้นสายตาของสตรีอื่นในวังหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสนมตำแหน่งสูงที่มองว่าหลี่เหมยเป็นเพียงสนมชั้นต่ำที่บังอาจแย่งชิงความสนใจจากองค์จักรพรรดิ
หนึ่งในนั้นคือ สนมเอกจ้าวหลี่ฮวา สตรีผู้มาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ ผู้มีบุตรชายเป็นองค์ชายรอง เธอเป็นสตรีผู้มีรูปโฉมงดงาม มีมารยาทเรียบร้อย ทว่าภายในแฝงไว้ด้วยความทะเยอทะยานและเล่ห์กลอันซับซ้อน
วันหนึ่ง ขณะที่หลี่เหมยกำลังเดินกลับตำหนักซวนซินหลังจากเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ เธอบังเอิญเดินผ่านสวนดอกโบตั๋นอันงดงาม และได้ยินเสียงสนทนาแผ่วเบาจากศาลาไม้ที่ตั้งอยู่กลางสวน
“ข้าไม่เข้าใจว่าองค์จักรพรรดิมีอะไรถึงได้ไปคลุกคลีกับสนมชั้นต่ำเช่นนางนัก นางมีดีอันใด” เสียงแหลมสูงของสตรีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ
“หึ คงเป็นพวกใช้มารยาหญิงแพรวพราวกระมังเพคะ” อีกเสียงหนึ่งตอบกลับ
หลี่เหมยชะงักฝีเท้า เธอแอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้สูง พยายามเงี่ยหูฟัง
“นางเป็นสตรีแปลกประหลาด บางครั้งก็พูดจาประหนึ่งผู้รอบรู้ บางครั้งก็ดูไร้เดียงสาเกินจริง” เสียงที่เธอจำได้ว่าเป็นสนมจ้าวหลี่ฮวาเอ่ยขึ้น “แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าจะไม่ยอมให้นางมาช่วงชิงความโปรดปรานไปจากองค์จักรพรรดิได้”
“แล้วท่านสนมจะทำอย่างไรเพคะ”
สนมจ้าวหลี่ฮวาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ความผิดของนางนั้นหาง่ายนัก เพียงแต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น”
น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยกำมือแน่นในชายแขนเสื้อ เธอรู้ดีว่าการที่สนมจ้าวหลี่ฮวาเริ่มจับจ้องเธอนั้นเป็นสัญญาณอันตราย ตระกูลจ้าวเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของอัครมหาเสนาบดีหวางลี่ และสนมจ้าวหลี่ฮวาคือหนึ่งในหมากสำคัญของหวางลี่ที่จะยึดครองอำนาจในวังหลวง หลี่เหมยเคยอ่านบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ในตำหนักหนังสือ
การที่สนมจ้าวเริ่มเคลื่อนไหว แสดงว่าอำนาจของเธอกำลังไปกระทบกระเทือนผลประโยชน์ของใครบางคน หรืออาจเป็นเพราะอิทธิพลของเธอที่มีต่อองค์จักรพรรดิเริ่มทำให้หวางลี่รู้สึกไม่มั่นคง
“เหม่ยหลิง เจ้าจงจับตาดูความเคลื่อนไหวของสนมจ้าวหลี่ฮวาและคนรอบข้างของนางให้ดี รายงานข้าทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม” หลี่เหมยออกคำสั่งทันทีที่กลับถึงตำหนักซวนซิน
“เพคะท่านสนม” เหม่ยหลิงรับคำอย่างหนักแน่น
หลี่เหมยรู้ดีว่าการจะล้มล้างอำนาจของหวางลี่นั้นไม่ง่ายดายนัก เขาเป็นผู้มีอำนาจบารมีมานานหลายสิบปี มีเครือข่ายขุนนางและทหารจำนวนมาก การจะเปิดโปงความลับดำมืดของเขาได้นั้น เธอต้องมีหลักฐานที่แน่นหนาและได้รับการสนับสนุนจากองค์จักรพรรดิอย่างเต็มที่
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลี่เหมยยังคงเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิเป็นประจำ และทุกครั้งที่ได้เสวนา เธอก็จะพยายามสอดแทรกข้อมูลหรือคำถามบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับหวางลี่อย่างแนบเนียน เพื่อสังเกตปฏิกิริยาขององค์จักรพรรดิ
“ใต้เท้าหวางลี่เสนอให้ตัดลดงบประมาณของกองทัพในหัวเมืองชายแดนบางแห่ง เพื่อนำไปใช้ในราชสำนักพะยะค่ะ” ขันทีเฉินกงรายงานอีกครั้งในวันหนึ่ง
หลี่เหมยเหลือบมององค์จักรพรรดิที่ทรงนิ่งเงียบ เธอตัดสินใจเอ่ยขึ้น “หม่อมฉันเคยได้ยินจากตำราโบราณที่มิได้ระบุชื่อผู้แต่งว่า แผ่นดินที่ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บที่ดี ย่อมถูกรุกรานได้ง่าย หากเราลดกำลังป้องกันในจุดที่สำคัญ อาจเปิดช่องให้ศัตรูฉวยโอกาสได้เพคะ”
องค์จักรพรรดิทรงขมวดคิ้วแน่น พระเนตรจ้องมองไปยังฎีกาตรงหน้าอย่างครุ่นคิด “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“หม่อมฉันมิบังอาจชี้นำเพคะ เพียงแต่เสนอให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากการตัดลดงบประมาณนั้น ไม่ได้ทำให้ความมั่นคงของแผ่นดินลดลง ก็ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่หากมันจะนำมาซึ่งความอ่อนแอในระยะยาว เราก็ควรหาทางอื่นที่จะประหยัดงบประมาณ หรือเพิ่มรายได้ให้แผ่นดินมากกว่าเพคะ” หลี่เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แววตาแน่วแน่
องค์จักรพรรดิทรงเงยพระพักตร์ขึ้นจากฎีกา พระเนตรคมกริบจับจ้องมาที่หลี่เหมยอย่างลึกซึ้ง “ความมั่นคงของแผ่นดิน...เจ้าพูดได้ดี”
พระองค์ทรงใช้เวลาอีกหลายวันในการพิจารณาข้อเสนอของหวางลี่และคำพูดของหลี่เหมย ในที่สุดก็ทรงตัดสินใจระงับข้อเสนอของหวางลี่ไว้ชั่วคราว และมีพระราชโองการให้สำรวจงบประมาณและกำลังพลในหัวเมืองชายแดนอย่างละเอียดอีกครั้ง สร้างความไม่พอใจให้หวางลี่เป็นอย่างมาก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้อเสนอของเขาถูกจักรพรรดิระงับ หรือถูกชักจูงให้เปลี่ยนแปลงหลังจากที่สนมหลี่ได้เข้าเฝ้า
ความสัมพันธ์ระหว่างองค์จักรพรรดิกับหลี่เหมยลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ พระองค์ไม่ได้มองเธอเป็นเพียงสนมอีกต่อไป แต่เป็นสหายคู่คิด เป็นผู้ที่สามารถเสวนาด้วยได้ในทุกเรื่อง ทำให้ความโดดเดี่ยวที่พระองค์เคยมีมาตลอดค่อยๆ จางหายไป
แต่การที่องค์จักรพรรดิทรงโปรดปรานหลี่เหมยมากเพียงใด ก็ยิ่งเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเธอมากขึ้นเท่านั้น เพราะไม่ใช่เพียงสนมจ้าวหลี่ฮวาเท่านั้นที่จับตามอง แต่รวมไปถึงอัครมหาเสนาบดีหวางลี่ด้วย
หนึ่งในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่หลี่เหมยกำลังเดินอยู่ในสวนส่วนตัวของตำหนักซวนซินอย่างเหม่อลอย เหม่ยหลิงก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ท่านสนมเพคะ มีเรื่องใหญ่แล้ว!”
“มีอะไรเหม่ยหลิง” หลี่เหมยเอ่ยถามด้วยความสงบ
“เมื่อครู่บ่าวได้ยินขันทีน้อยในตำหนักสนมจ้าวหลี่ฮวาพูดกันว่า สนมจ้าวได้รับพระราชทานของขวัญล้ำค่าจากอัครมหาเสนาบดีหวางลี่ เป็นหยกแกะสลักรูปมังกรห้ากรงเล็บ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดิเท่านั้นที่พึงใช้ได้เพคะ!”
น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ เธอรู้ดีว่าหยกมังกรห้ากรงเล็บไม่ใช่ของขวัญธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดที่ถูกห้ามใช้โดยเด็ดขาดนอกจากองค์จักรพรรดิ นี่คือหลักฐานที่สามารถเอาผิดหวางลี่ได้ หากสนมจ้าวหลี่ฮวาครอบครองมันจริง นั่นหมายความว่าหวางลี่กำลังใช้สนมจ้าวในการสร้างอิทธิพลของตัวเอง และอาจมีแผนการที่ร้ายแรงกว่าที่เธอคิดไว้มาก
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นหลักฐานที่อันตรายอย่างยิ่ง หากหวางลี่รู้ว่าเธอพยายามเปิดโปงเรื่องนี้ ชีวิตของเธออาจจะจบลงได้ทุกเมื่อ
คืนนั้น หลี่เหมยนอนไม่หลับ เธอพลิกตัวไปมาบนเตียง คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจ มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุด
ในรุ่งเช้า หลี่เหมยรีบเข้าไปยังห้องทรงพระอักษรแต่เช้าตรู่ โดยไม่รอให้องค์จักรพรรดิทรงเรียกเข้าเฝ้า องค์จักรพรรดิทรงแปลกพระทัยเล็กน้อยที่เห็นสนมหลี่มาเร็วผิดปกติ
“มีเรื่องอันใดหรือ สนมหลี่ เหตุใดจึงดูร้อนใจเช่นนี้”
หลี่เหมยคุกเข่าลงเบื้องหน้าองค์จักรพรรดิ ใบหน้าของเธอดูซีดเผือด แต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความเด็ดเดี่ยว “ฝ่าบาท...หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญที่สุดที่จะกราบทูล ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับความมั่นคงของต้าหมิงและราชบัลลังก์เพคะ”
องค์จักรพรรดิทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พระพักตร์เคร่งขรึม “เรื่องอันใด ที่เจ้าเอ่ยถึงความมั่นคงของต้าหมิงได้”
“หม่อมฉันกล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพคะ ว่าสิ่งที่หม่อมฉันจะกราบทูลต่อไปนี้ คือความจริงที่ถูกปกปิดไว้ภายใต้เงามืดของอำนาจ” หลี่เหมยกล่าวเสียงหนักแน่น พลางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรขององค์จักรพรรดิ “หม่อมฉันได้รับทราบมาว่า...สนมจ้าวหลี่ฮวาได้ครอบครองหยกแกะสลักรูปมังกรห้ากรงเล็บ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม และเป็นของขวัญจากอัครมหาเสนาบดีหวางลี่เพคะ”
ทันทีที่สิ้นคำของหลี่เหมย พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิหย่งเล่อก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน แววพระเนตรเต็มไปด้วยความตกตะลึงและโกรธเกรี้ยวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พระหัตถ์ที่วางอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษรบีบเข้าหากันแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน
“เจ้า...เจ้าแน่ใจในสิ่งที่เจ้าพูดหรือ สนมหลี่” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิฟังดูเย็นเยียบจนน่ากลัว บรรยากาศในห้องทรงพระอักษรพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที ราวกับมีพายุขนาดใหญ่กำลังก่อตัวขึ้น
น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอรู้ดีว่าคำพูดของเธอคือการจุดไฟสงครามที่อาจเผาผลาญเธอให้มอดไหม้ไปพร้อมกับศัตรู หรือไม่ก็เป็นหนทางเดียวที่เธอจะรอดพ้นจากบ่วงแห่งชะตากรรมนี้ได้ เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สบพระเนตรขององค์จักรพรรดิอย่างไม่เกรงกลัว
“หม่อมฉันกล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพคะ ฝ่าบาท” เธอตอบเสียงหนักแน่น “และหากฝ่าบาทไม่ทรงเชื่อ...ก็ขอโปรดทรงเสด็จไปตรวจสอบที่ตำหนักของสนมจ้าวหลี่ฮวาด้วยพระองค์เองเพคะ!”
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก