แสงตะวันยามสายสาดส่องผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลายของตำหนักซวนซิน อาบไล้ผืนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่แผ่อยู่บนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ให้เปล่งประกายระยิบระยับราวผิวน้ำในยามค่ำคืน น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลัก ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ไปบนลวดลายปักที่บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต มังกรทองสง่างามกำลังเลื้อยพันกับหงส์เพลิงที่ร่ายรำอยู่เคียงข้าง ดวงตาของสัตว์เทพทั้งคู่ดูมีชีวิตชีวา ราวกับกำลังจะโบยบินออกจากผืนผ้าไหม มังกรนั้นดูองอาจ น่าเกรงขาม ทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนเมื่ออยู่ใกล้หงส์ ส่วนหงส์นั้นสง่างามดั่งราชินี เปล่งประกายด้วยสีแดงเพลิง แต่ก็ดูอ่อนหวานและภักดีต่อมังกรข้างกาย ลวดลายทุกตารางนิ้วถูกรังสรรค์ด้วยเส้นไหมละเอียดที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ ให้เฉดที่งดงามและลึกล้ำ ยากจะหาผู้ใดเทียบ
“ฝีมือท่านสนมช่างละเอียดลออยิ่งนัก บ่าวไม่เคยเห็นใครบรรจงสร้างสรรค์สิ่งใดได้งดงามเช่นนี้มาก่อน” เหม่ยหลิงเอ่ยเสียงชื่นชม ดวงตาเป็นประกายขณะมองดูงานปักที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว นางก้มลงพินิจใกล้ๆ ราวกับจะซึมซับความงดงามนั้นให้เข้าไปในจิตวิญญาณ “รูปมังกรคู่กับหงส์เคียงข้างกัน... ช่างเป็นภาพที่เปี่ยมด้วยมงคลยิ่งนักเพคะ”
น้ำฟ้าเพียงยิ้มบางเบา แรงกดดันที่ถาโถมอยู่ในใจมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย แม้กายจะเหนื่อยล้าจากการตรากตรำ ทว่าจิตใจกลับตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แผนการที่เธอวางไว้ตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจว่าต้องเอาชีวิตรอดให้ได้นั้น ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความเสี่ยงอย่างที่ไม่มีใครคาดเดาได้ การปักผ้าผืนนี้เป็นเพียงก้าวแรก เป็นเพียง ‘เบ็ด’ ที่จะใช้เกี่ยว ‘ปลาใหญ่’ ให้ติดเบ็ดเท่านั้น
“มงคลหรือ...” หลี่เหมยพึมพำกับตนเอง นัยน์ตาฉายแววความคิดซับซ้อน “บางครั้ง สิ่งที่ดูมงคลที่สุด อาจเป็นสิ่งที่นำพาเภทภัยมาให้”
เหม่ยหลิงสบตาเจ้านายอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็เลือกที่จะไม่ซักถาม นางรับรู้ได้ว่าเบื้องลึกในดวงตาของหลี่เหมยมีบางอย่างที่หนักอึ้งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะแบกรับได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้นางยิ่งจงรักภักดี หลี่เหมยคนปัจจุบันแตกต่างจากสนมหลี่ผู้เงียบขรึมและหวาดกลัวคนเก่าโดยสิ้นเชิง นางฉลาดเฉลียว มีไหวพริบ และมีความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม จนบางครั้งเหม่ยหลิงก็เกรงกลัวแทนเจ้านาย ว่าความสามารถอันโดดเด่นนี้จะนำภัยมาสู่ตำหนักซวนซิน
“ผ้าผืนนี้ได้เวลาออกไปทำหน้าที่ของมันแล้ว” หลี่เหมยกล่าวพลางลุกขึ้นยืน จัดชายเสื้อให้เรียบร้อย “เหม่ยหลิง เจ้าจงนำผ้าปักผืนนี้บรรจุลงในกล่องไม้มะเกลือที่จัดเตรียมไว้ แล้วนำไปมอบให้หัวหน้าขันทีจ้าว ด้วยคำพูดว่า… ‘สนมหลี่ขอถวายเป็นของขวัญแด่ฝ่าบาท เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาล่วงหน้า’ ”
เหม่ยหลิงเบิกตากว้างเล็กน้อย วันเฉลิมพระชนมพรรษาของฝ่าบาทนั้นยังเหลือเวลาอีกหลายเดือน แต่หลี่เหมยกลับเลือกที่จะถวายของขวัญแต่เนิ่นๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่แปลกประหลาดและผิดธรรมเนียมปฏิบัติของวังหลวง แต่เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของเจ้านาย เหม่ยหลิงก็ก้มหน้ารับคำสั่งทันที “เพคะท่านสนม บ่าวจะจัดการให้เรียบร้อย”
เมื่อเหม่ยหลิงจากไปพร้อมกับผ้าปักอันงดงาม น้ำฟ้าก็กลับมานั่งลงที่เก้าอี้อีกครั้ง ความเงียบเข้าปกคลุมตำหนักซวนซิน ความเงียบที่ไม่ได้หมายถึงความสงบ แต่เป็นความเงียบก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ เธอรู้ดีว่าการกระทำครั้งนี้จะดึงดูดสายตามากมายมาที่เธอ ทั้งจากฮองเฮา สนมคนอื่นๆ ขันที ไปจนถึงขุนนางบางคน การเป็นสนมที่ไร้อำนาจ ไร้เส้นสาย และแทบไม่มีผู้ใดจดจำ ได้จู่ๆ ก็ถวายของขวัญอันวิจิตรตระการตาให้กับฮ่องเต้แต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าจับตา และนั่นคือสิ่งที่เธอต้องการ
‘มังกรกับหงส์เคียงคู่กัน’ เธอเลือกที่จะปักลวดลายนี้ด้วยความตั้งใจ มังกรคือฮ่องเต้ หงส์คือฮองเฮา แต่ในลวดลายที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นนั้น หงส์ไม่ได้ดูเป็นรองมังกรเลยแม้แต่น้อย กลับดูสง่างามและทรงอำนาจคู่กัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ฮองเฮาเจิ้งนั้นเป็นหญิงสูงศักดิ์จากตระกูลขุนนางเก่าแก่ ทรงอำนาจและอิทธิพลในวังหลวงอย่างมาก การที่สนมต่ำต้อยเช่นหลี่เหมยกล้าปักหงส์ให้ดูมีอำนาจเทียบเท่ามังกร ย่อมเป็นดาบสองคมที่อาจนำภัยมาให้ หากฮองเฮาทรงเห็นว่าเป็นการไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หรืออาจมองว่าเป็นการประจบสอพลอที่ฉลาดเฉลียวเกินตัว
“หลี่เหมย เจ้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้” เธอพึมพำกับตัวเอง มือเย็นเฉียบกุมกันแน่น “นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้าง ‘เรื่องราว’ ของสนมหลี่”
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ตำหนักกลางอันโอ่อ่า หัวหน้าขันทีจ้าวก็ได้นำกล่องไม้มะเกลือที่บรรจุผ้าปักไปถวายต่อองค์ฮ่องเต้เจิ้งหรง ซึ่งกำลังประทับอ่านฎีกาอยู่บนพระแท่นบรรทมในยามบ่าย
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลพะยะค่ะ” ขันทีจ้าวเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม
ฮ่องเต้เจิ้งหรงเงยพระพักตร์ขึ้นจากฎีกา ดวงเนตรคมกริบแต่แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยหน่ายจากการบริหารราชกิจตลอดวัน ทอดมองมาที่ขันทีคนสนิท “มีอะไรหรือจ้าวอัน?”
“เรียนฝ่าบาท สนมหลี่แห่งตำหนักซวนซิน ขอถวายของขวัญเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาล่วงหน้าพะยะค่ะ” ขันทีจ้าวกล่าวพลางยื่นกล่องไม้มะเกลือให้
ฮ่องเต้เจิ้งหรงทรงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย สนมหลี่? นางคือใครกัน? พระองค์แทบจำไม่ได้ว่าสนมผู้นี้มีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ พระองค์มีสนมกำนัลนับร้อยนับพันในวังหลวง จะจดจำได้ทุกคนย่อมเป็นไปไม่ได้ และยิ่งเป็นสนมที่แทบไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าพระพักตร์เลยเช่นหลี่เหมย ยิ่งแล้วใหญ่ “นางถวายอะไร?”
“กราบทูลฝ่าบาท เป็นผ้าปักพะยะค่ะ” ขันทีจ้าวทูลพลางเปิดกล่องไม้มะเกลือออกอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่ฝากล่องเปิดออก แสงทองก็ส่องประกายระยิบระยับขึ้นทันที ฮ่องเต้เจิ้งหรงทรงทอดพระเนตรไปยังผ้าปักภายในกล่อง พระพักตร์ที่เคยเหนื่อยหน่ายพลันเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนชื่นชม พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระแท่น ทรุดพระวรกายลงนั่งที่โต๊ะทรงงาน แล้วเอื้อมพระหัตถ์ไปหยิบผ้าปักผืนนั้นขึ้นมาคลี่ออกอย่างช้าๆ
ภาพมังกรทองอันทรงอำนาจกับหงส์เพลิงอันสง่างามที่โบยบินเคียงคู่กันปรากฏขึ้นเบื้องพระพักตร์ ฮ่องเต้เจิ้งหรงทรงทอดพระเนตรลวดลายอันวิจิตรบรรจงนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ พระองค์ทรงเคยเห็นผ้าปักมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งจากฝีมือของสนมกำนัล สตรีในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งผ้าปักจากต่างแดน แต่ไม่เคยมีผ้าปักผืนใดที่ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกตื่นตาตื่นใจได้ถึงเพียงนี้
เส้นไหมทุกเส้นถูกร้อยเรียงอย่างประณีต จนแทบมองไม่เห็นรอยเข็ม สีสันที่ใช้ก็งดงามลึกล้ำ มีมิติ ราวกับว่ามังกรและหงส์ในภาพนั้นกำลังเคลื่อนไหวได้จริงๆ โดยเฉพาะดวงตาของสัตว์เทพทั้งคู่ที่ดูมีชีวิตชีวา เปล่งประกายด้วยพลังอำนาจและอารมณ์ที่ซับซ้อน
“ผ้าปักเช่นนี้... เป็นฝีมือของสนมหลี่จริงหรือ?” ฮ่องเต้เจิ้งหรงทรงตรัสถามเสียงทุ้ม แฝงความสงสัย
“พะยะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมสอบถามจากเหม่ยหลิง นางกำนัลรับใช้สนมหลี่แล้ว นางยืนยันว่าสนมหลี่ปักด้วยพระหัตถ์ของนางเองทุกเส้นไหมพะยะค่ะ” ขันทีจ้าวทูลตอบ
ฮ่องเต้เจิ้งหรงทรงลูบไล้ไปบนลวดลายปัก พลางถอนหายพระทัยแผ่วเบา ความงดงามของผืนผ้าปักนี้ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกผ่อนคลายจากความตึงเครียดของราชกิจไปได้ชั่วขณะ พระองค์ทรงนึกย้อนไปถึงสนมหลี่ ผู้ที่พระองค์แทบไม่เคยพบหน้า ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามอะไรนอกจากความเงียบสงัดของตำหนักซวนซิน
‘สนมผู้ต่ำต้อยเช่นนางจะมีฝีมือเช่นนี้ได้อย่างไร?’ ความคิดนี้ผุดขึ้นในพระทัยของฮ่องเต้เจิ้งหรง แต่เมื่อพินิจดูฝีเข็มแล้ว ก็ยากที่จะปฏิเสธได้ว่านี่คือฝีมืออันบริสุทธิ์ของสตรีผู้มีความอุตสาหะและพรสวรรค์อย่างแท้จริง
“ในวังหลวงแห่งนี้ ยังมีสตรีผู้มีความสามารถเช่นนี้ซ่อนอยู่หรือ” ฮ่องเต้เจิ้งหรงทรงพึมพำกับพระองค์เอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนสนใจ “นางถวายเป็นของขวัญวันเฉลิมพระชนมพรรษาล่วงหน้าหรือ”
“พะยะค่ะ นางกำนัลเหม่ยหลิงทูลเช่นนั้น” ขันทีจ้าวทูล
“แปลก... ปกติแล้วผู้คนมักจะรอให้ใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษาถึงจะนำของขวัญมาถวาย” ฮ่องเต้เจิ้งหรงทรงครุ่นคิด “สนมหลี่... นางทำเช่นนี้เพื่ออะไรกัน”
แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใด ผ้าปักผืนนี้ก็ได้ดึงดูดความสนใจของฮ่องเต้เจิ้งหรงได้อย่างมหาศาลแล้ว พระองค์ทรงคลี่ผ้าปักออกจนสุด แล้วทรงให้ขันทีจ้าวหาที่แขวนมันไว้ในห้องทรงงาน เพื่อให้พระองค์ได้ชื่นชมได้ตลอดเวลา
ข่าวคราวเรื่องที่สนมหลี่ถวายผ้าปักอันวิจิตรแด่ฮ่องเต้เจิ้งหรงอย่างผิดธรรมเนียมปฏิบัติ และที่สำคัญคือฮ่องเต้ทรงโปรดผ้าปักผืนนั้นเป็นพิเศษถึงขนาดรับสั่งให้แขวนไว้ในห้องทรงงาน ก็แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงดุจไฟลามทุ่งในเวลาอันรวดเร็ว
จากสนมที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครสนใจ จู่ๆ สนมหลี่ก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในวังหลวง สายตามากมายจับจ้องมาที่ตำหนักซวนซินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีทั้งสายตาแห่งความชื่นชมอิจฉาริษยา สายตาแห่งความสงสัย และสายตาแห่งความไม่พอใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ตำหนักฟ่งหลิงอันเป็นที่ประทับของฮองเฮาเจิ้ง ขันทีและนางกำนัลต่างพากันกระซิบกระซาบเรื่องนี้ด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดระแวง
“สนมหลี่คนนั้น... นางเป็นใครกัน? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนางมาก่อนเลย” สนมเจียงเอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิด น้ำเสียงแฝงความอิจฉาอย่างชัดเจน ขณะกำลังนั่งจิบชาอยู่กับสนมหลิวที่ตำหนักฟ่งหลิง
สนมหลิวผู้เงียบขรึมกว่า เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ข้าเองก็เพิ่งได้ยินชื่อนางเมื่อไม่นานมานี้ นางเป็นสนมขั้นเจี๋ยอวี๋ ที่ตำหนักซวนซิน นางค่อนข้างเก็บตัว ไม่สุงสิงกับผู้ใด”
“เก็บตัว? แต่กลับมีฝีมือปักผ้าได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ” สนมเจียงแค่นเสียง “ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางจะไม่มีเจตนาซ่อนเร้น”
อีกด้านหนึ่ง ที่ตำหนักจงฮวาอันโอ่อ่าของอัครมหาเสนาบดีซ่ง อวิ๋นหยาง ชายหนุ่มรูปงามผู้เป็นบุตรชายของอัครมหาเสนาบดีซ่ง และเป็นพี่ชายของสนมเอกซ่งเฟยหลง ซึ่งเป็นหนึ่งในสนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานมากที่สุด ก็ได้รับรายงานเรื่องนี้จากขันทีคนสนิท
“สนมหลี่แห่งตำหนักซวนซินหรือ...” ซ่งอวิ๋นหยางพึมพำกับตัวเอง นัยน์ตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด “ดูเหมือนวังหลวงแห่งนี้จะมีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นอีกแล้ว”
เขานึกถึงคำพูดของบิดาที่เคยเตือนเขาเสมอว่า "ในวังหลวง ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ" การที่สนมต่ำต้อยคนหนึ่งจะสามารถถวายของขวัญที่ดึงดูดความสนใจของฮ่องเต้ได้ถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักซวนซิน น้ำฟ้าก็กำลังนั่งอยู่ภายในห้องโถง จิบชาสมุนไพรเบาๆ สีหน้าของเธอนิ่งสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจกลับคิดคำนวณทุกความเป็นไปได้ เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หมากที่เธอเดินลงไปในกระดานกำลังสร้างปฏิกิริยา เธอต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะตามมา
‘การถวายของขวัญก่อนเวลาอันควรเป็นเพียงการประกาศตัว’ เธอคิด ‘ประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ‘สนมหลี่’ ได้ตื่นขึ้นแล้ว’
เสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกประตู เหม่ยหลิงเดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้าตื่นเต้น “ท่านสนมเพคะ! เมื่อครู่หัวหน้าขันทีจ้าวส่งคนมาแจ้งว่า ฝ่าบาทจะเสด็จมาที่ตำหนักซวนซินในคืนนี้เพคะ!”
น้ำฟ้าชะงักมือที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ แววตาที่เคยสงบนิ่งพลันปรากฏประกายคมกริบ เธอคาดการณ์ไว้แล้วว่าฮ่องเต้อาจจะทรงเสด็จมาเยี่ยมเยียนเพื่อทอดพระเนตรสนมผู้มีฝีมือผู้นี้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้
‘คืนนี้เองหรือ’ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความตื่นเต้นระคนประหม่าเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ นี่คือการเผชิญหน้าครั้งแรกกับผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแห่งต้าหมิงในฐานะ ‘หลี่เหมย’ และมันคือโอกาสทองที่จะสานต่อแผนการของเธอ แต่ก็เป็นคมดาบที่พร้อมจะบาดเธอได้ทุกเมื่อเช่นกัน
“เตรียมตัวให้พร้อม เหม่ยหลิง” เธอสั่งด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้มั่นคงที่สุด “จัดตำหนักให้เรียบร้อยที่สุด”
“เพคะท่านสนม!” เหม่ยหลิงรับคำอย่างกระตือรือร้น รีบออกไปจัดการตามคำสั่ง
เมื่อเหลือเพียงลำพัง น้ำฟ้าก็เดินไปยังหน้าต่างไม้ฉลุลาย มองออกไปยังท้องฟ้ายามเย็นที่เริ่มมืดมิดลง แสงอาทิตย์สุดท้ายกำลังลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงเงาทะมึนที่เริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมวังหลวงอันกว้างใหญ่
‘คืนนี้แหละ’ เธอคิด ‘คืนนี้จะเป็นคืนที่ชะตากรรมของสนมหลี่จะถูกกำหนด และอาจเป็นคืนที่ความลับบางอย่างของวังหลวงจะถูกเปิดเผย’
ทันใดนั้น เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นผ่านสันหลัง เธอหันกลับไปมองรอบห้องอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครอยู่ ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่กลิ่นจางๆ ของเครื่องหอมที่ไม่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก กลิ่นนั้นคล้ายกับกำยานที่ใช้ในพิธีศพ คลุ้งอยู่ในอากาศอย่างจางๆ แต่ชัดเจนสำหรับเธอผู้มีสัมผัสไว
เธอจำกลิ่นนี้ได้ดี กลิ่นนี้เป็นกลิ่นเดียวกับที่เธอได้กลิ่นในวินาทีสุดท้ายของชีวิตในร่าง ‘น้ำฟ้า’ ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสิ่ง
หัวใจของน้ำฟ้าเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ‘หรือว่า... การจุติใหม่ของฉัน ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ?’
เธอรีบเดินไปที่ตู้เก็บของเก่าๆ ที่อยู่มุมห้อง เปิดออกแล้วรื้อค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่เธอเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ ในที่สุดเธอก็พบ มันคือกล่องไม้แกะสลักเล็กๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในช่องลับของตู้ ภายในกล่องมีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่ม้วนไว้อย่างดี เมื่อคลี่ออก เธอพบว่ามันคือลายแทงโบราณที่แสดงตำแหน่งบางอย่างในวังหลวง และมีอักษรจีนโบราณเขียนกำกับไว้เพียงสามตัว
‘หอเก็บคัมภีร์’
ลายแทงนี้ถูกซ่อนไว้ในตำหนักซวนซินแห่งนี้มานานแสนนาน โดยที่หลี่เหมยคนเก่าไม่เคยรับรู้ แต่เธอในร่างน้ำฟ้ากลับรู้สึกถึงมันได้อย่างประหลาด เหมือนมีพลังงานบางอย่างนำพาให้เธอค้นพบ
กลิ่นกำยานที่คุ้นเคยในอดีตชาติ ความลับในตำหนักซวนซิน และลายแทงโบราณที่ชี้ไปยัง ‘หอเก็บคัมภีร์’… ทั้งหมดนี้เริ่มเชื่อมโยงกันอย่างน่าขนลุก
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้กระดาษในมือของเธอสะบัดไหวเล็กน้อย น้ำฟ้ากัดริมฝีปากแน่น ดวงตาคมกริบมองไปยังลายแทงตรงหน้า คืนนี้ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้จะเสด็จมาเยือน แต่เธอยังต้องเผชิญหน้ากับปริศนาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
เธอรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่แค่การเมืองในวังหลวง แต่เป็นบางสิ่งที่ดำมืดและเก่าแก่กว่านั้นมาก
เสียงฝีเท้าหนักแน่นเริ่มดังใกล้เข้ามาจากทางเดินหน้าตำหนักซวนซิน เป็นสัญญาณว่าฮ่องเต้เจิ้งหรงกำลังเสด็จมาถึงแล้ว
แต่ในใจของน้ำฟ้า ภาพลายแทงและกลิ่นกำยานยังคงวนเวียนอยู่ เธอเหลือบมองไปยังลายแทงในมืออีกครั้ง ก่อนจะเก็บซ่อนมันไว้ในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว
‘หอเก็บคัมภีร์… หรือนั่นจะเป็นที่ซ่อนของคำตอบทั้งหมด?’
ความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงผสมกับความมุ่งมั่นท่วมท้นในจิตใจ เมื่อเสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงประกาศก้องของขันที
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
น้ำฟ้าก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาที่เต็มไปด้วยความลับและความท้าทายไว้เบื้องหลังท่าทางนอบน้อม เธอก้าวออกไปรับเสด็จ ฮ่องเต้เจิ้งหรงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า พระพักตร์ที่เคยดูเหนื่อยหน่าย บัดนี้กลับฉายแววสำรวจพินิจอย่างลึกซึ้งในตัวเธอ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของน้ำฟ้ากระตุกอย่างรุนแรงยิ่งกว่าคือ… เธอมองเห็นใครบางคนยืนอยู่ข้างหลังฮ่องเต้ ภายใต้เงามืดของโคมไฟที่ส่องสว่างไม่ถึง นั่นคือชายหนุ่มรูปงามที่มีรอยยิ้มเย็นชาประดับบนใบหน้า ซ่งอวิ๋นหยาง! และรอยยิ้มนั้น… มันทำให้เธอนึกถึงอดีตคนรักที่ทรยศหักหลังเธอในชาติภพก่อนอย่างน่าขนลุก
ราวกับโชคชะตากำลังเล่นตลกอย่างโหดร้าย หรือนี่คือแผนการที่ซับซ้อนกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้? ทุกสิ่งกำลังจะเริ่มต้นในคืนนี้… และมันอาจจะจบลงด้วยการเปิดเผยความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน.

แค้นรักวังหลวง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก