แค้นรักวังหลวง

ตอนที่ 16 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

23 ตอน · 1,496 คำ

แสงตะวันยามบ่ายคล้อยคลอเคลียหน้าต่างไม้ฉลุลายของตำหนักซวนซิน อาบไล้ผืนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่แผ่อยู่บนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ให้เปล่งประกายระยิบระยับคล้ายผิวน้ำที่ต้องแสงจันทร์ยามค่ำคืน แต่ยามนี้ มิใช่เพียงผืนผ้าเปล่า ทว่าลวดลายมังกรทองสง่างามกำลังเลื้อยพันกับหงส์เพลิงที่ร่ายรำอยู่เคียงข้าง ได้ถูกบรรจงสร้างสรรค์จนสมบูรณ์แบบ ดวงตาของสัตว์เทพทั้งคู่ดูมีชีวิตชีวา ราวกับกำลังจะโบยบินออกจากผืนผ้าไหม ‌มังกรนั้นดูองอาจ น่าเกรงขาม ทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้งเมื่ออยู่ใกล้หงส์ ส่วนหงส์นั้นสง่างามอ่อนช้อย ทว่าแฝงเร้นไว้ด้วยพลังอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง ทั้งคู่ประสานสายตากันอย่างแนบแน่นราวกับสัญญาว่าจะไม่มีวันพรากจาก น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลัก ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ไปบนรอยปักไหมทอง ​ไหมแดง และไหมเงินที่ส่องประกายระยับสะท้อนแสงอาทิตย์อย่างแผ่วเบา รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของนาง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในผลงานที่ใช้เวลาทุ่มเทมานานนับเดือน

“ฝีมือท่านสนมช่างวิจิตรงดงามเกินคำบรรยายจริงๆ เพคะ บ่าวไม่เคยเห็นใครบรรจงสร้างสรรค์สิ่งใดได้งดงามเช่นนี้มาก่อน” เหม่ยหลิงเอ่ยเสียงชื่นชม ‍ดวงตาเป็นประกายขณะมองดูงานปักที่เสร็จสมบูรณ์ “ดูสิเพคะ มังกรกับหงส์คู่นี้ราวกับมีชีวิตจริงๆ ไม่ว่ามองมุมไหนก็ดูสง่าและเปี่ยมด้วยพลัง”

หลี่เหมยถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย หลังจากที่ฝังตัวอยู่กับการเข็มและด้ายมาแรมเดือน ความเหน็ดเหนื่อยนั้นมลายหายไปสิ้นเมื่อเห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจเช่นนี้ “ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะออกมาได้งดงามเพียงนี้ เหม่ยหลิง” ‌นางตอบเสียงเรียบ แต่แววตาเป็นประกาย “ผืนผ้าไหมนี้...เป็นของขวัญที่ข้าจะมอบให้ฝ่าบาท”

เหม่ยหลิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนยินดี “จริงหรือเพคะท่านสนม! หากฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นผลงานชิ้นเอกนี้แล้วไซร้ ต้องทรงโปรดปรานเป็นแน่แท้ ตำแหน่งของท่านสนมย่อมต้องสูงส่งขึ้นไปอีกขั้นเป็นแน่เพคะ”

หลี่เหมยเพียงยิ้มบางๆ นางไม่ได้คาดหวังถึงตำแหน่งหรือการเชิดชู ‍สิ่งที่นางต้องการคือการสร้างความประทับใจ การแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่นางมี ไม่ใช่เพียงเพื่อแย่งชิงความโปรดปราน แต่เพื่อความอยู่รอด เพื่อวางรากฐานอันมั่นคงในวังหลวงแห่งนี้ ที่ซึ่งอำนาจและความโปรดปรานเป็นดั่งลมหายใจ “เตรียมการให้ดีเถอะ เหม่ยหลิง ​ข้าจะขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทในคืนนี้”

คำพูดของหลี่เหมยทำให้เหม่ยหลิงรีบร้อนออกไปจัดเตรียมทุกอย่าง นางรู้ดีว่าโอกาสเช่นนี้ไม่ได้มีมาบ่อยนักสำหรับสนมตำแหน่งต่ำต้อยเช่นหลี่เหมย หากงานปักชิ้นนี้สามารถเข้าถึงพระทัยของฝ่าบาทได้ นั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของนายหญิงและของนางเอง

ยามค่ำคืนมาเยือน แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมาต้องหลังคาพระที่นั่งหยางซินที่ประทับของจักรพรรดิหลงเจิ้ง หลี่เหมยในชุดกระโปรงผ้าไหมสีม่วงอ่อนปักลายดอกเหมยเรียบง่าย หากแต่ขับเน้นให้ผิวพรรณของนางดูผุดผ่องยิ่งนัก ก้าวเดินอย่างสงบเสงี่ยมตามขันทีชรานามว่า ​หลี่กงกง ผู้เป็นคนสนิทของฝ่าบาท นางอุ้มห่อผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม หัวใจเต้นระรัวด้วยความประหม่า แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

เมื่อก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงขนาดใหญ่ หลี่เหมยรู้สึกถึงความโอ่อ่าและความกดดันที่แผ่ซ่านไปทั่ว ผนังถูกประดับด้วยภาพวาดทิวทัศน์และบทกวีอักษรวิจิตร โคมไฟไหมพรมสีแดงห้อยระย้าให้แสงสว่างนวลตาตรงกลางห้อง ​บนบัลลังก์ไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงประทับด้วยจักรพรรดิหลงเจิ้ง ทรงฉลองพระองค์ผ้าไหมสีเหลืองทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บ พระพักตร์คมคายฉายแววครุ่นคิด พระเนตรคมกริบเหลือบมองนางเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปจดจ่อกับฎีกาในมือ

“ถวายพระพรฝ่าบาท หม่อมฉันหลี่เหมยถวายพระพรเพคะ” หลี่เหมยคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม ก้มหน้าลงต่ำตามธรรมเนียม

“ลุกขึ้นเถิด หลี่เหมย” สุรเสียงทุ้มต่ำของจักรพรรดิหลงเจิ้งดังขึ้น ทำให้ร่างบางสะท้านเล็กน้อย “เจ้ามีเรื่องอันใดจึงขอเข้าเฝ้ายามวิกาลเช่นนี้”

หลี่เหมยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้บัลลังก์อีกเล็กน้อย “หม่อมฉันบังอาจนำสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้เวลาสร้างสรรค์มานานนับเดือนมาถวายฝ่าบาทเพคะ หวังว่าจะเป็นที่ต้องพระทัย” นางกล่าวพลางคลี่ห่อผ้าไหมออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นงานปักมังกรคู่หงส์ที่ส่องประกายระยับจับตาในแสงโคม

จักรพรรดิหลงเจิ้งเงยพระพักตร์ขึ้นจากฎีกา สายพระเนตรทอดมองไปยังผืนผ้าไหมอย่างพิจารณา พระพักตร์ที่เคยเคร่งขรึมดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อทอดพระเนตรเห็นความประณีตของลวดลายปัก พระองค์ลุกจากบัลลังก์ เสด็จลงมายืนตรงหน้าผืนผ้าไหม ใช้พระหัตถ์สัมผัสลวดลายปักอย่างแผ่วเบา

“งานฝีมือเช่นนี้...หาได้ยากยิ่งนัก” พระองค์ตรัสด้วยสุรเสียงที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจระคนชื่นชม “มังกรนี้ดูองอาจ ทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนเมื่ออยู่ใกล้หงส์ ส่วนหงส์นี้สง่างาม ทว่ามิได้จองหอง หากแต่เปี่ยมด้วยความเมตตา”

หลี่เหมยรู้สึกโล่งใจที่ฝ่าบาททรงโปรดปราน นางรู้ดีว่างานปักนี้เป็นเพียงสะพานที่เชื่อมไปสู่ความสนใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า “หม่อมฉันปักด้วยใจที่ปรารถนาให้ฝ่าบาทและแผ่นดินต้าหมิงสงบร่มเย็น มีแต่ความสุขสวัสดิ์เพคะ”

จักรพรรดิหลงเจิ้งเงียบไปครู่หนึ่ง พระเนตรคมกริบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่เหมย ราวกับจะหยั่งถึงความคิดภายในใจของนาง “เจ้ามีเพียงแค่ความปรารถนาเช่นนั้นจริงหรือ หลี่เหมย”

คำถามนี้ทำให้นางถึงกับสะท้าน แววพระเนตรของจักรพรรดิเต็มไปด้วยความลึกล้ำที่ยากจะคาดเดา นางสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากพระองค์ ไม่ใช่เพียงอำนาจของจักรพรรดิ แต่เป็นสติปัญญาและความเฉียบแหลมที่เหนือกว่าคนทั่วไป นางรู้ว่าไม่สามารถเสแสร้งได้ นางต้องแสดงความจริงใจในระดับหนึ่ง

“หม่อมฉัน...ยอมรับว่าส่วนหนึ่งหม่อมฉันปรารถนาที่จะเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทเพคะ แต่เหนือสิ่งอื่นใด หม่อมฉันปักผืนผ้านี้ด้วยความรู้สึกที่แท้จริงที่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของฝ่าบาท และความงดงามของต้าหมิง” หลี่เหมยตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนน้อม

จักรพรรดิหลงเจิ้งทรงแย้มสรวลบางๆ รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน ทว่าก็ยังคงความลึกลับไว้ “เจ้าเป็นคนที่มีความสามารถและมีความคิดอ่านไม่เหมือนสตรีทั่วไปในวังนี้ หลี่เหมย” พระองค์กล่าวพลางหันไปทางหลี่กงกง “ให้จัดเตรียมตำหนักจือเฟิ่งให้หลี่เหมยย้ายเข้าไปอยู่พรุ่งนี้เช้า”

คำประกาศของฝ่าบาททำให้หลี่เหมยถึงกับตะลึง ตำหนักจือเฟิ่งเป็นตำหนักขนาดกลางที่สง่างาม ตั้งอยู่ในส่วนที่ดีที่สุดของวังชั้นใน เป็นที่ประทับของสนมในตำแหน่งสูงเท่านั้น การที่ฝ่าบาทประทานตำหนักจือเฟิ่งให้สนมต่ำต้อยเช่นนาง ย่อมเป็นเรื่องที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งวังอย่างแน่นอน นี่คือการเลื่อนขั้นอย่างก้าวกระโดด!

“ฝ่าบาท...หม่อมฉัน...” หลี่เหมยพูดไม่ออกด้วยความดีใจระคนตกใจ

“ไม่จำเป็นต้องกล่าวอันใดอีก” จักรพรรดิหลงเจิ้งตรัสพลางโบกพระหัตถ์ “ไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้เจ้าคงต้องเหน็ดเหนื่อยกับการย้ายตำหนัก”

หลี่เหมยคุกเข่าลงอีกครั้ง ถวายบังคมด้วยความซาบซึ้งและปลาบปลื้มใจอย่างแท้จริง “ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ ขอบพระทัยสำหรับพระเมตตาอันล้นพ้น”

เมื่อหลี่เหมยเดินออกจากท้องพระโรงพร้อมกับหลี่กงกง นางรู้สึกราวกับว่ากำลังลอยอยู่บนก้อนเมฆ ข่าวนี้จะต้องแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงอย่างรวดเร็ว และย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับสนมคนอื่นๆ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนมเอกหลันเฟยผู้ที่ครองอำนาจอยู่ในวังหลวงมายาวนาน

ความรู้สึกปลาบปลื้มใจยังไม่ทันจางหาย เมื่อกลับถึงตำหนักซวนซิน เหม่ยหลิงก็โผเข้ามากอดนางด้วยความดีใจ “ท่านสนม! ได้ยินว่าฝ่าบาททรงประทานตำหนักจือเฟิ่งให้ท่านสนม! นี่คือการโปรดปรานอย่างหาที่เปรียบมิได้เลยเพคะ!”

หลี่เหมยพยักหน้า รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า “ใช่แล้ว เหม่ยหลิง ดูเหมือนว่าเส้นทางของข้าในวังหลวงนี้จะสดใสขึ้นกว่าที่คิด”

แต่ลึกๆ ลงไปในใจของน้ำฟ้า นางรู้ดีว่าแสงสว่างที่ฉายฉานนี้ย่อมมาพร้อมกับเงาที่มืดมิดกว่าเดิม การเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้จะทำให้มีศัตรูเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และวังหลวงแห่งนี้ไม่เคยมีใครได้มาซึ่งอำนาจโดยปราศจากการเสียสละ

เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวการย้ายตำหนักของหลี่เหมยก็แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง สนมหลายคนพากันนินทากระซิบกระซาบด้วยความริษยา มีทั้งเสียงชื่นชมในฝีมือของนาง และเสียงดูแคลนว่านางใช้เล่ห์กลใดจึงสามารถทำให้ฝ่าบาททรงโปรดปรานได้ถึงเพียงนี้

การย้ายจากตำหนักซวนซินอันเงียบสงบ ไปสู่ตำหนักจือเฟิ่งที่โอ่อ่ากว้างขวาง เป็นดั่งการก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบที่แท้จริง หลี่เหมยเดินสำรวจตำหนักใหม่ของนางที่มีสวนหย่อมส่วนตัว น้ำตกจำลอง และอาคารหลายหลังสำหรับเป็นที่พักของนางกำนัลและขันทีที่คอยรับใช้ เหม่ยหลิงเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ทว่าหลี่เหมยกลับรู้สึกถึงความหนักอึ้งในอก

“ท่านสนม ตำหนักจือเฟิ่งกว้างขวางและงดงามกว่าตำหนักซวนซินหลายเท่าเลยนะเพคะ” เหม่ยหลิงเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น

“ยิ่งงดงามเพียงใด ก็ยิ่งต้องระมัดระวังเพียงนั้น” หลี่เหมยตอบเสียงเรียบ นางเดินเข้าไปในห้องนอนหลักที่ตกแต่งอย่างวิจิตร เตียงนอนขนาดใหญ่ห้อยม่านผ้าไหมโปร่งแสง พรมขนสัตว์เนื้อดีปูทับพื้นไม้ขัดเงา บนโต๊ะเครื่องแป้งมีหยกแกะสลักวางเรียงรายอยู่หลายชิ้น

ขณะที่เหม่ยหลิงกำลังจัดการข้าวของเล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาจากตำหนักเก่า หลี่เหมยก็เดินสำรวจทุกซอกทุกมุมของตำหนัก ราวกับกำลังตามหาบางสิ่งบางอย่าง หรือกำลังรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่

ขณะที่เดินผ่านห้องสมุดเล็กๆ ที่มีชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน หลี่เหมยสังเกตเห็นว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ผิดที่ผิดทาง หนังสือเก่าคร่ำคร่าปกสีเขียวเข้มเล่มนั้นไม่ได้เข้าพวกกับหนังสือเล่มอื่นๆ ที่เป็นตำราการปกครองหรือบทกวี นางหยิบมันขึ้นมาอย่างสงสัย และพบว่ามันเป็นบันทึกส่วนตัวที่เขียนด้วยลายมืออันอ่อนช้อย

“เป็นบันทึกของใครกันนะ” นางพึมพำกับตัวเอง พลิกหน้าแรกออกอ่าน ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าแรกคือ ‘เฉินเฟย’

น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยถึงกับชะงัก เฉินเฟย! นั่นคือชื่อของสนมอีกคนหนึ่งที่เคยเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท ก่อนที่จะหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อหลายปีก่อน มีข่าวลือว่านางก่อกบฏ หรือไม่ก็ถูกปลงพระชนม์เพราะไปล่วงรู้ความลับอันดำมืดบางอย่าง

นางรีบเปิดอ่านบันทึกนั้นอย่างรวดเร็ว สายตาไล่ไปตามตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกจางๆ บันทึกนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวในวังหลวง ความรู้สึกนึกคิดของเฉินเฟย และเรื่องราวเกี่ยวกับความโปรดปรานของฝ่าบาท จนกระทั่งมาถึงหน้าหนึ่งที่ทำให้หัวใจของหลี่เหมยเต้นระรัว

“วันนี้ข้าได้ยินเรื่องประหลาด...เรื่องเกี่ยวกับสนมหลี่เหมยผู้นั้น...นางไม่ใช่คนเดิม...แววตาของนางเปลี่ยนไป...ข้ารู้สึกได้ถึงความมืดมิดที่รายล้อมนาง...คล้ายกับว่านางไม่ใช่คนจากโลกนี้...”

หลี่เหมยอึ้งไปกับข้อความที่อ่าน ราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เฉินเฟยผู้นี้...รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวนาง? รู้เรื่องการจุติใหม่ของนางอย่างนั้นหรือ? นี่เป็นเพียงความบังเอิญ หรือเฉินเฟยเองก็อาจจะเกี่ยวข้องกับการตายของหลี่เหมยคนก่อน หรือแม้กระทั่งการตายของน้ำฟ้าในโลกเดิม?

นางรีบพลิกหน้าต่อไปด้วยความกระหายที่จะรู้ แต่แล้วหน้าต่อมากลับมีรอยฉีกขาด ตัวอักษรขาดหายไปหลายบรรทัด เหลือเพียงเศษเสี้ยวของประโยคที่ทำให้นางแทบหยุดหายใจ

“...ความลับนั้นเกี่ยวข้องกับ...หยกศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าหิมะ...และเงาที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง...พวกเขาไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้...แม้แต่ฝ่าบาทก็อาจจะไม่ปลอดภัย...”

ยังไม่ทันที่หลี่เหมยจะได้อ่านต่อไป เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น ขันทีคนหนึ่งเข้ามาพร้อมกับสีหน้าซีดเผือด “ท่านสนมพ่ะย่ะค่ะ...สนมเอกหลันเฟย...เสด็จมาเยือนตำหนักจือเฟิ่งโดยไม่คาดหมายพ่ะย่ะค่ะ”

หลี่เหมยรีบซ่อนบันทึกไว้ในแขนเสื้อ หัวใจเต้นระรัวด้วยความกังวล สนมเอกหลันเฟย! การมาเยือนที่ไม่คาดฝันนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น คำกล่าวอ้างในบันทึกที่ว่า ‘พวกเขาไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้...แม้แต่ฝ่าบาทก็อาจจะไม่ปลอดภัย’ ยิ่งทำให้หลี่เหมยรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวนางอย่างไม่ทันตั้งตัว...และเงาปริศนาที่กำลังจะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าในไม่ช้านี้ก็คือสนมเอกหลันเฟยผู้ทรงอำนาจที่สุดในวังหลวงแห่งนี้! นี่คือบททดสอบครั้งแรกหลังจากที่นางได้รับความโปรดปราน นางจะรับมือกับความริษยาและอำนาจมืดที่กำลังถาโถมเข้ามาได้อย่างไร? และความลับเกี่ยวกับหยกศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าหิมะที่เฉินเฟยกล่าวถึงนั้นคืออะไรกันแน่? มันเกี่ยวข้องกับการจุติใหม่ของนางอย่างไร? ทุกคำถามผุดขึ้นในใจของหลี่เหมยในชั่วพริบตา ขณะที่เสียงฝีเท้าของสนมเอกหลันเฟยกำลังก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่นางรู้ดีว่ามันเป็นเพียงฉากหน้าของคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนได้ทุกเมื่อ.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
แค้นรักวังหลวง

แค้นรักวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!