แค้นรักวังหลวง

ตอนที่ 17 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

23 ตอน · 1,658 คำ

แสงตะวันยามเช้าตรู่ของอีกวันสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลายของตำหนักซวนซิน อบอุ่นผืนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่แผ่อยู่บนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ให้เปล่งประกายคล้ายคลื่นน้ำยามต้องแสงแรก สายลมพัดเอื่อยพากลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยร่วงโรยลอยเข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงกระดิ่งลมที่ปลายชายคากังวานแผ่วเบา น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยยืนทอดกายอยู่เบื้องหน้าผืนผ้าที่บัดนี้ได้กลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอก สองมือประสานกันไว้ที่เบื้องหลัง ดวงตาคมกริบไล่มองรายละเอียดของมังกรทองและหงส์เพลิงที่ร่ายรำเคียงคู่กัน ‌ทุกเส้นด้ายที่บรรจงปักลงไปนั้นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและสมาธิอันแน่วแน่ของเธอ

มังกรนั้นงามสง่า ดวงตาเปล่งประกายดุจหยาดน้ำค้างยามอรุณรุ่ง เลื้อยพันลำตัวหงส์อย่างอ่อนโยน ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจและบารมี ส่วนหงส์นั้นอ่อนช้อยงดงาม แต่แววตาพญาหงส์กลับฉายชัดซึ่งความเด็ดเดี่ยวและมั่นคง ราวกับพร้อมจะโบยบินทะยานสู่ฟากฟ้าเคียงข้างมังกรผู้เป็นราชา ภาพรวมของงานปักนี้มิได้เป็นเพียงแค่การแสดงฝีมือ ​หากยังแฝงนัยยะลึกซึ้งถึงความสมบูรณ์พูนสุข ความเป็นมงคล และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นสัญลักษณ์แห่งราชบัลลังก์อันมั่นคง ซึ่งมีฮ่องเต้และฮองเฮาเป็นดั่งมังกรและหงส์ที่ค้ำจุนอาณาจักร

“ท่านสนมเจ้าคะ… มันช่างงดงามจนบ่าวไม่กล้าแตะต้อง” เหม่ยหลิงเอ่ยเสียงแผ่วเบาด้วยความทึ่ง สายตาของนางจ้องมองงานปักราวกับกำลังมองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “ราวกับว่ามังกรกับหงส์คู่นั้นมีชีวิตจริง ‍ๆ… บ่าวไม่เคยเห็นสิ่งใดวิจิตรงดงามปานนี้มาก่อนเลยเพคะ”

น้ำฟ้าคลี่ยิ้มบางเบา พลางถอนหายใจยาว “กว่าจะเสร็จสิ้นก็เล่นเอาข้าแทบจะถักทอเส้นเอ็นตัวเองเข้าไปด้วยเสียแล้ว” เธอหันไปมองเหม่ยหลิง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ “แต่ก็คุ้มค่ามิใช่หรือ”

เหม่ยหลิงพยักหน้าหงึกหงัก “คุ้มค่ายิ่งนักเพคะ ‌ฮ่องเต้จะต้องทรงโปรดปรานแน่นอน”

คำกล่าวของเหม่ยหลิงทำให้รอยยิ้มของน้ำฟ้าจางลงเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเธอไม่ต้องการให้ฮ่องเต้โปรดปราน แต่ความโปรดปรานในวังหลังนั้นเปรียบได้ดั่งดาบสองคม มันสามารถยกระดับนางขึ้นสู่ที่สูงส่ง แต่ก็พร้อมจะกรีดแทงนางให้ตกต่ำลงได้ทุกเมื่อ ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว และยิ่งมีคนอิจฉาริษยามากเท่าไร ภยันตรายก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น

“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” ‍น้ำฟ้าเอ่ยเสียงเรียบ พลางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน เธอยกมือขึ้นลูบไล้ไปบนลวดลายปักเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจมิได้มาจากความเหนื่อยล้าจากการปักผ้า หากแต่เป็นความกังวลถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

เธอรู้ดีว่าการนำเสนอผลงานชิ้นนี้ต่อฮ่องเต้ในงานเลี้ยงจันทร์เพ็ญที่จะถึงนี้ มิใช่เพียงแค่การแสดงความสามารถ หากแต่เป็นหมากตัวสำคัญในการวางตำแหน่งของตนเองในกระดานการเมืองของวังหลัง การที่สนมต่ำต้อยอย่าง ​‘หลี่เหมย’ จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งงดงามเช่นนี้ได้ ย่อมเป็นที่จับตามองและอาจก่อให้เกิดความสงสัยได้ไม่น้อย

‘หลี่เหมยคนเดิมคงไม่มีฝีมือเช่นนี้เป็นแน่’ น้ำฟ้าคิดในใจ ‘แต่ข้าก็ต้องเสี่ยง หากไม่สร้างความโดดเด่นเสียบ้าง ก็ยากที่จะอยู่รอดและสืบหาความจริงเรื่องการตายของข้าได้’

ในค่ำคืนงานเลี้ยงจันทร์เพ็ญ ณ ​ตำหนักฉงฮวา แสงโคมไฟสีแดงสว่างไสวไปทั่วบริเวณ สาดส่องกระทบผืนผ้าไหมและเครื่องประดับหรูหราของผู้คนในงานให้ระยิบระยับ เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบาคลอเคลียเสียงพูดคุยและหัวเราะคิกคักของผู้คน กลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดคละคลุ้งไปทั่ว สร้างบรรยากาศที่ดูเหมือนจะอบอุ่นเป็นกันเอง หากแต่ภายใต้รอยยิ้มและแววตาที่จับจ้องมองกันนั้นกลับซ่อนเร้นไว้ด้วยคมมีดแห่งเล่ห์กลและการแก่งแย่งชิงดี

น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยสวมอาภรณ์สีครามเข้ม ปักลายเหมยเลื้อยด้วยด้ายเงินละเอียดอ่อน ​ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบง่าย ประดับด้วยปิ่นปักผมเงินรูปดอกเหมยที่ดูบอบบางแต่กลับขับให้ใบหน้าของนางดูงดงามและสง่ากว่าปกติ เธอนั่งอยู่บนที่นั่งของสนมขั้นต่ำสุด ค่อนข้างห่างจากบัลลังก์มังกรของฮ่องเต้ และบัลลังก์หงส์ของฮองเฮาที่นั่งอยู่เคียงข้างกัน

เธอพยายามทำตัวให้กลมกลืนที่สุด มองดูการแสดงระบำที่กำลังดำเนินไปอย่างไม่ขาดสาย เหล่าสนมคนอื่นๆ ต่างก็แต่งกายประชันความงามกันเต็มที่ บางคนส่งสายตาเชือดเฉือนให้กันอย่างเปิดเผย บางคนซ่อนเร้นความริษยาไว้ภายใต้รอยยิ้มอันจอมปลอม

เมื่อถึงเวลาอันสมควร เสียงขันทีเฒ่า ‘หลี่กงกง’ ก็ดังกังวานขึ้น “บัดนี้ ได้เวลาที่เหล่าสนมจะถวายเครื่องบรรณาการและแสดงความสามารถเพื่อเป็นการถวายพระพรแก่ฮ่องเต้และฮองเฮา ขอเชิญพระสนมจากตำหนักต่างๆ ได้โปรดก้าวออกมาตามลำดับ”

การแสดงความสามารถของสนมคนอื่นๆ เริ่มขึ้น บางคนร่ายรำงดงามราวกับนางฟ้าจำแลง บางคนบรรเลงเครื่องดนตรีได้อย่างไพเราะจับใจ บางคนขับขานบทเพลงที่ไพเราะซาบซึ้งใจ น้ำฟ้าเฝ้ามองอย่างใจเย็น แม้ในใจจะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่เธอก็พยายามควบคุมสีหน้าและแววตาไม่ให้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา

ในที่สุดก็ถึงคิวของเธอ หลี่กงกงเอ่ยชื่อของเธอด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย “ขอเชิญ… สนมหลี่เหมย จากตำหนักซวนซิน”

เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สนมขั้นต่ำอย่างหลี่เหมยจะถูกเรียกเป็นลำดับท้ายๆ แต่ที่น่าแปลกใจคือวันนี้หลี่เหมยดูโดดเด่นกว่าที่เคยเป็น ดวงตาของหลายคนจับจ้องมาที่เธอด้วยความสงสัยระคนดูแคลน

น้ำฟ้าลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างบางเดินตรงไปยังเบื้องหน้าบัลลังก์มังกรของฮ่องเต้และฮองเฮา ทุกย่างก้าวสง่างามและมั่นคง เธอค้อมตัวลงถวายคำนับอย่างนอบน้อม “ถวายพระพรฮ่องเต้เพคะ ขอองค์ฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ ขอฮองเฮาทรงพระเกษมสำราญพันปี พันพันปี”

ฮ่องเต้หลงเหวินทอดพระเนตรมาที่เธอ แววพระเนตรของพระองค์ยากจะคาดเดา แต่ก็ดูเหมือนจะมีความสนใจฉายชัดอยู่เล็กน้อย ฮองเฮาเจิ้งที่นั่งเคียงข้างทรงจ้องมองเธอด้วยรอยยิ้มเย็นชา “สนมหลี่เหมย… เจ้ารู้จักความต่ำต้อยของตนเองดี แต่กลับมีความกล้าที่จะขึ้นมาแสดงความสามารถในวันนี้ มีสิ่งใดอยากจะถวายเบื้องหน้าองค์ฮ่องเต้เล่า”

น้ำฟ้าเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของฮองเฮาเจิ้ง ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้เธอหวาดหวั่น เธอหันไปทางเหม่ยหลิงที่ยืนรออยู่ด้านข้าง ก่อนจะพยักหน้าให้

เหม่ยหลิงก้าวออกมาพร้อมกับถาดไม้แกะสลักที่ปิดคลุมด้วยผ้าไหมสีทองอร่าม เธอวางถาดลงบนโต๊ะเล็กๆ เบื้องหน้าฮ่องเต้และฮองเฮาอย่างระมัดระวัง น้ำฟ้าใช้สองมืออันเรียวบางค่อยๆ เปิดผ้าคลุมออกช้าๆ เผยให้เห็นงานปักมังกรหงส์ที่เปล่งประกายภายใต้แสงโคมไฟ

ทันทีที่ผืนผ้าถูกเปิดออก บรรยากาศภายในตำหนักฉงฮวาก็เงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน ไม่มีใครคาดคิดว่าสนมหลี่เหมยจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่วิจิตรงดงามปานนี้ได้ เหล่าสนมต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างพากันส่งเสียงฮือฮาด้วยความชื่นชม

ฮ่องเต้หลงเหวินทรงลุกจากบัลลังก์ เสด็จลงมาทอดพระเนตรงานปักใกล้ๆ พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบไล้ไปบนลวดลายปักเบาๆ แววพระเนตรเต็มไปด้วยความประหลาดพระทัยระคนชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด

“งดงาม… งดงามเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายได้” ฮ่องเต้เอ่ยเสียงทุ้มลึก แววพระเนตรยังคงจับจ้องอยู่ที่ผืนผ้า “มังกรนี้องอาจ หงส์นี้สง่า… ดูมีชีวิตชีวาจนราวกับจะโบยบินออกมาจากผืนผ้าได้ทุกเมื่อ”

พระองค์ทรงหันมาสบพระเนตรกับน้ำฟ้า “เจ้า… เป็นผู้ปักมันด้วยตนเองหรือสนมหลี่เหมย”

น้ำฟ้าค้อมกายลงเล็กน้อย “เป็นฝีมือของหม่อมฉันเองเพคะ องค์ฮ่องเต้”

ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ “เป็นฝีมือที่หาใดเทียบได้ ยิ่งนัก” พระองค์ทรงยกยิ้มอย่างพึงพอพระทัย “เจ้าต้องการสิ่งใดเป็นรางวัลหรือไม่”

คำถามของฮ่องเต้ทำให้สนมคนอื่นๆ ต่างพากันอิจฉาริษยา แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยสิ่งใดออกมา ฮองเฮาเจิ้งทรงขยับกายเล็กน้อย รอยยิ้มที่ประดับบนพระโอษฐ์ยังคงเย็นชา แต่แววพระเนตรกลับฉายแววความไม่พอใจอย่างชัดเจน

น้ำฟ้าเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรฮ่องเต้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมแต่หนักแน่น “หม่อมฉันมิได้ปรารถนาสิ่งใดเป็นรางวัลเพคะ เพียงได้เห็นองค์ฮ่องเต้ทรงโปรดปราน ก็ถือเป็นเกียรติสูงสุดของหม่อมฉันแล้ว” เธอหยุดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อ “งานปักชิ้นนี้ หม่อมฉันตั้งใจถวายเป็นเครื่องบรรณาการแด่องค์ฮ่องเต้และฮองเฮา ขอให้ราชวงศ์ต้าหมิงรุ่งเรืองดุจมังกรและหงส์คู่ฟ้าสืบไปเพคะ”

คำกล่าวของน้ำฟ้าชาญฉลาดนัก มันทำให้ฮ่องเต้พอพระทัยยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นการเรียกร้องสิ่งใดเป็นการส่วนตัว ทำให้ยากที่ผู้อื่นจะโจมตีได้ ฮองเฮาเจิ้งทรงคลายสีพระพักตร์ลงเล็กน้อย แต่แววพระเนตรยังคงจ้องมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์

ฮ่องเต้ทรงแย้มสรวล “ดี… ดีมาก! สนมหลี่เหมย เจ้าช่างเป็นสตรีที่รู้จักวางตัวและมีจิตใจที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก” พระองค์ทรงหันไปทางหลี่กงกง “จัดเตรียมตำหนักจินลี่ให้สนมหลี่เหมย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นางจะได้ย้ายไปพำนักในตำหนักจินลี่ และเพิ่มเบี้ยหวัดให้เป็นสองเท่า!”

เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง ตำหนักจินลี่เป็นตำหนักขนาดกลางที่อยู่ใกล้กับพระตำหนักของฮ่องเต้มากกว่าตำหนักซวนซินมากนัก และการเพิ่มเบี้ยหวัดเป็นสองเท่าก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับสนมขั้นต่ำ การกระทำของฮ่องเต้ในครั้งนี้เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงโปรดปรานสนมหลี่เหมยมากเพียงใด

น้ำฟ้าค้อมกายรับพระบัญชาด้วยความนอบน้อม “น้อมรับพระบัญชาเพคะ องค์ฮ่องเต้” ในใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโล่งใจที่แผนการเป็นไปตามที่คาดไว้ และความกังวลที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ เธอรู้ดีว่าการย้ายตำหนักและการได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ในครั้งนี้จะทำให้เธอตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าสนมและอำนาจมืดในวังหลวงอย่างไม่ต้องสงสัย

หลังจากงานเลี้ยงจบลงและเธอได้กลับมายังตำหนักซวนซินชั่วคราวเพื่อเตรียมการย้ายตำหนัก เหม่ยหลิงก็เข้ามารายงานด้วยใบหน้าตื่นเต้น “ท่านสนมเจ้าคะ! ท่านได้ย้ายไปตำหนักจินลี่แล้ว! บ่าวดีใจกับท่านสนมด้วยนะเพคะ!”

น้ำฟ้าถอนหายใจยาว “อย่าเพิ่งดีใจไปเลยเหม่ยหลิง ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว” เธอเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักพลางนวดขมับเบาๆ “การได้รับความโปรดปรานในวันนี้ อาจนำพาภัยมาสู่เราได้ในวันหน้า”

“แต่… ฮ่องเต้ทรงเมตตาท่านสนมถึงเพียงนี้ จะมีใครกล้าทำร้ายท่านสนมได้อย่างไรกันเพคะ?” เหม่ยหลิงเอ่ยด้วยความไร้เดียงสา

น้ำฟ้าส่ายหน้า “เจ้ายังไม่เข้าใจวังหลวงแห่งนี้ดีพอเหม่ยหลิง ยิ่งฮ่องเต้เมตตามากเท่าไหร่ ผู้ที่อิจฉาริษยาก็ยิ่งคิดหาทางกำจัดเราให้พ้นทางมากเท่านั้น” เธอหยุดชั่วครู่ ก่อนจะนึกถึงแววพระเนตรของฮองเฮาเจิ้งที่จับจ้องมาที่เธอตลอดงานเลี้ยง “ฮองเฮาเจิ้งก็คงไม่พอใจเป็นแน่”

ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงสถานการณ์อันซับซ้อนนี้ ทันใดนั้น สายตาของน้ำฟ้าก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่มุมห้อง ข้างกองผ้าไหมที่เตรียมไว้สำหรับห่อข้าวของเพื่อย้ายตำหนัก มันเป็นกล่องไม้ขนาดเล็กที่ทำจากไม้จันทน์หอมแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ไม่น่าจะมีกล่องเช่นนี้อยู่ในตำหนักซวนซินตั้งแต่แรก เพราะหลี่เหมยคนเดิมเป็นเพียงสนมต่ำต้อย ไม่น่าจะมีของมีค่าเช่นนี้

น้ำฟ้าเดินเข้าไปหยิบกล่องไม้ขึ้นมาพินิจ เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากกล่องนี้ เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง เธอพลิกกล่องดูอย่างละเอียด ก็พบว่าด้านล่างของกล่องมีลวดลายสลักที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นที่ใดมาก่อน

“ท่านสนมเจ้าคะ นั่นกล่องอะไรหรือเพคะ?” เหม่ยหลิงถามด้วยความสงสัย

น้ำฟ้าไม่ได้ตอบ แต่ค่อยๆ เปิดฝากล่องออก ภายในกล่องมีเพียงกระดาษเก่าๆ พับซ่อนอยู่แผ่นหนึ่ง และกำไลหยกสีเขียวมรกตที่ดูเก่าแก่แต่กลับเปล่งประกายงดงามชวนมอง กำไลหยกนั้นสลักลวดลายที่ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง ซึ่งเมื่อน้ำฟ้าเห็นสัญลักษณ์นั้น หัวใจของเธอก็พลันเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ความทรงจำบางอย่างที่เลือนรางและไม่เคยชัดเจนก็พุ่งเข้ามาในห้วงความคิดของเธออย่างรวดเร็ว

สัญลักษณ์นั้น… เธอจำได้ดี มันคือสัญลักษณ์เดียวกับสร้อยคอหยกที่แม่ของเธอเคยให้ไว้ในชาติภพเดิมก่อนที่เธอจะตาย!

มือของน้ำฟ้าสั่นเทา เธอหยิบกำไลหยกขึ้นมา สายตากวาดมองกระดาษเก่าๆ ที่อยู่ในกล่องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาคลี่ออก บนกระดาษมีลายมือเขียนด้วยหมึกสีดำที่ดูซีดจางไปตามกาลเวลา เป็นข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่บรรทัด แต่ทุกตัวอักษรกลับกรีดลึกเข้าสู่จิตใจของน้ำฟ้า ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ

‘ความตายมิใช่จุดจบ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้น… จงค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านหมอกแห่งราชวงศ์ต้าหมิง… สัญลักษณ์หยกนี้คือกุญแจ… จงระวัง… คนที่เจ้าไว้ใจที่สุดอาจเป็นคนที่อันตรายที่สุด…’

ตัวอักษรสุดท้ายบนกระดาษยังคงไม่ทันได้อ่านจบ ทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง! ร่างของสตรีนางหนึ่งในชุดสีแดงสดก้าวเข้ามา ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยด แต่ดวงตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความเย็นชา สตรีนางนั้นคือ ‘สนมเต๋อ’ หนึ่งในสนมเอกของฮ่องเต้ และเป็นผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในวังหลัง

สนมเต๋อจ้องมองมาที่น้ำฟ้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ ทว่าทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่กดดันจนน้ำฟ้าแทบจะหายใจไม่ออก

“น้องหลี่เหมย… เจ้าช่างมีวาสนาดีนักนะเพคะ” สนมเต๋อเอ่ยเสียงหวานหยด แต่คำพูดของนางกลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ใต้กลีบกุหลาบ “พี่มาร่วมแสดงความยินดีกับการที่น้องได้ย้ายตำหนัก และ… อยากจะเตือนน้องไว้เสียหน่อย” นางหยุดชั่วครู่ รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงงดงาม แต่แววตาที่จับจ้องมาที่น้ำฟ้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิด “ในวังหลวงแห่งนี้… ไม่มีใครปลอดภัยทั้งนั้น… และยิ่งได้รับความโปรดปรานมากเท่าไหร่… ‘ภัย’ ก็จะยิ่งตามมาใกล้ตัวเท่านั้น”

คำพูดของสนมเต๋อทำให้ขนกายของน้ำฟ้าลุกชันขึ้นมาทันที ราวกับถูกงูพิษเลื้อยผ่าน ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วร่าง มือของเธอกำกระดาษและกำไลหยกแน่นขึ้น สัญลักษณ์บนกำไลหยกนั้นดูเหมือนจะเปล่งแสงเรืองรองในความมืดมิดของจิตใจ… หรือว่านี่คือจุดเริ่มต้นของคำเตือนบนกระดาษ? ใครคือคนที่เธอไว้ใจไม่ได้? และความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านหมอกแห่งราชวงศ์ต้าหมิงนั้นคืออะไรกันแน่? และที่สำคัญที่สุด… ใครเป็นคนนำกล่องนี้มาวางไว้ในตำหนักของเธอ? และทำไมถึงต้องเป็นตอนนี้?!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
แค้นรักวังหลวง

แค้นรักวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!