แค้นรักวังหลวง

ตอนที่ 18 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

23 ตอน · 1,477 คำ

แสงตะวันยามเช้าตรู่ของอีกวันสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลายของตำหนักซวนซิน อบอุ่นผืนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่แผ่อยู่บนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ให้เปล่งประกายคล้ายคลื่นน้ำยามต้องแสงแรก สายลมพัดเอื่อยพากลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยร่วงโรยลอยเข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงกระดิ่งลมที่ปลายชายคากังวานแผ่วเบา น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยยืนทอดกายอยู่เบื้องหน้าผืนผ้าที่บัดนี้ได้กลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอก สองมือประสานกันไว้ที่เบื้องหลัง ดวงตาคมกริบไล่มองรายละเอียดของมังกรทองและหงส์เพลิงที่ร่ายรำเคียงคู่กัน ‌ทุกเส้นด้ายที่บรรจงปักลงไปนั้นมิได้เป็นเพียงแค่การแสดงฝีมือ แต่ยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดที่เธอสั่งสมมาตลอดหลายเดือน

ผืนผ้าไหมสีครามเข้มราวท้องฟ้ายามรัตติกาลถูกประดับด้วยภาพของมังกรทองสง่างามกำลังเลื้อยพันอย่างองอาจทว่าอ่อนโยน โอบล้อมหงส์เพลิงที่ร่ายรำอยู่เคียงข้างอย่างอ่อนช้อยแต่แฝงไว้ด้วยความแกร่งกร้าว ดวงตาของสัตว์เทพทั้งสองเปล่งประกายมีชีวิตชีวา ราวกับจะโบยบินออกจากผืนผ้าไหมไปได้ทุกเมื่อ ความสมดุลของอำนาจและความอ่อนโยน ความสง่างามและความแข็งแกร่ง ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างลงตัวจนน่าอัศจรรย์ ​น้ำฟ้าถอนหายใจแผ่วเบา ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักที่ผ่านมามลายหายไปสิ้น เหลือไว้เพียงความพึงพอใจและความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง

‘มังกร... หงส์... สัญลักษณ์แห่งองค์จักรพรรดิและฮองเฮา... หรือบางที อาจจะเป็นเพียงแค่ความปรารถนาอันบริสุทธิ์ของหญิงสาวที่อยากจะเห็นความสมดุลและความสุขเกิดขึ้นในวังหลวงที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลแห่งนี้’ เธอรำพึงในใจพลางลูบไล้ไปบนลวดลายปักเบาๆ ‍ความเย็นของเส้นไหมซึมผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ผิวหนัง นี่คืองานที่เธอทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ งานที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความเป็นศิลปินในตัวเธอให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง งานที่ทำให้เธอรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองในโลกที่เธอไม่คุ้นเคยนี้

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หลี่เหมยต้องหันกลับไปพบกับเสี่ยวหลาน ที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับถาดเครื่องดื่มและขนมหวานยามเช้า “นายหญิงเพคะ ไม่ได้พักผ่อนทั้งคืนอีกแล้วหรือเพคะ” เสี่ยวหลานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล ‌ดวงตากลมโตฉายแววเป็นห่วง หลี่เหมยยิ้มบางๆ “เสร็จสมบูรณ์แล้วเสี่ยวหลาน” เธอตอบ พลางผายมือไปยังผืนผ้า เสี่ยวหลานวางถาดลงบนโต๊ะข้างๆ ก่อนจะหันไปมองผืนผ้าไหมนั้น ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตะลึงพรึงเพริด มือยกขึ้นทาบอกด้วยความชื่นชมอย่างสุดซึ้ง “งดงาม... งดงามยิ่งนักเพคะ! ‍ราวกับมีชีวิตจริงๆ” เสี่ยวหลานพึมพำ “ข้าน้อยไม่เคยเห็นงานปักใดจะวิจิตรบรรจงได้ถึงเพียงนี้มาก่อนเลยเพคะ” คำชมจากเสี่ยวหลานทำให้หลี่เหมยรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เธอรู้ดีว่าเสี่ยวหลานไม่ได้เสแสร้งแกล้งชม แต่เป็นความรู้สึกที่มาจากใจจริง “แล้วเจ้าคิดว่างานชิ้นนี้ เหมาะสมที่จะมอบให้แก่... ใครเล่า” หลี่เหมยถามพลางจ้องมองเสี่ยวหลานอย่างมีความหมาย เสี่ยวหลานเข้าใจในทันที ​นางเหลือบมองไปยังลวดลายมังกรและหงส์อีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมาสบตาหลี่เหมย “แน่นอนว่าต้องเป็นองค์จักรพรรดิเพคะ” เสี่ยวหลานตอบอย่างหนักแน่น “ผืนผ้านี้มีแต่จะนำพาซึ่งเกียรติยศและคุณงามความดีมาสู่ตำหนักซวนซินของเราอย่างแน่นอนเพคะ” หลี่เหมยพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นก็เตรียมการเถอะเสี่ยวหลาน เราจะนำผ้านี้เข้าถวายแด่องค์จักรพรรดิในวันพรุ่งนี้”

การตัดสินใจของหลี่เหมยนั้นมิใช่เพียงแค่การถวายของขวัญ แต่เป็นการวางหมากก้าวสำคัญในกระดานแห่งวังหลวงที่เต็มไปด้วยคมมีดของการเมือง เธอรู้ดีว่าการปรากฏตัวของงานปักชิ้นเอกนี้จะดึงดูดสายตาของทุกคน ​ทั้งผู้ที่ชื่นชมและผู้ที่อิจฉาริษยา แต่เหนือสิ่งอื่นใด การเข้าถึงองค์จักรพรรดิคือหนทางเดียวที่เธอจะสามารถไขปริศนาการตายของน้ำฟ้าในอดีตชาติ และความลับเบื้องหลังการจุติใหม่ของหลี่เหมยได้ ‘ความลับดำมืดที่เชื่อมโยงการตายของเธอเข้ากับการจุติใหม่ครั้งนี้’ คำเหล่านี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเธอเสมอมา

ข่าวการเตรียมการเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิของสนมหลี่เหมยแห่งตำหนักซวนซินแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงราวกับไฟลามทุ่งในป่าแห้งแล้ง บรรดาเหล่านางกำนัลและขันทีต่างกระซิบกระซาบถึงความวิจิตรของงานปักที่หลี่เหมยได้รังสรรค์ขึ้น บ้างก็ชื่นชม ​บ้างก็สงสัยในเจตนา บ้างก็อิจฉาริษยา “สนมต่ำต้อยเช่นนั้นจะมีปัญญาทำอะไรได้วิจิตรถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” เสียงกระซิบกระซาบเหล่านั้นลอยมาตามสายลม แต่หลี่เหมยหาได้สนใจไม่ เธอมุ่งมั่นอยู่กับการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

รุ่งเช้าของอีกวัน แสงอรุณฉาบทาไปทั่วท้องฟ้าเป็นสีทองระยับ หลี่เหมยในชุดกระโปรงผ้าไหมสีอ่อนปักลวดลายดอกเหมยเรียบง่ายทว่าสง่างาม ก้าวออกจากตำหนักซวนซินพร้อมกับเสี่ยวหลานที่ประคองหีบไม้จันทน์หอมสลักลายวิจิตรบรรจง ภายในบรรจุงานปักชิ้นเอกของเธอเอาไว้ การเดินทางจากตำหนักซวนซินไปยังท้องพระโรงนั้นยาวไกลนัก แต่ละย่างก้าวของหลี่เหมยเต็มไปด้วยความมั่นคงและสงบนิ่ง เธอมองผ่านกลุ่มต้นหลิวที่พลิ้วไหวไปตามสายลม เห็นสระบัวที่สะท้อนเงาของตำหนักอันโอ่อ่าเบื้องหน้า ลึกลงไปในใจ เธอกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะเผชิญ

เมื่อมาถึงท้องพระโรงอันกว้างใหญ่โอ่อ่า หลี่เหมยรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมายังเธออย่างพินิจพิเคราะห์ ทั้งจากเหล่าขุนนางชั้นสูงที่ยืนเรียงรายอยู่สองข้างทาง และจากบรรดาพระสนมองค์อื่นๆ ที่นั่งประจำที่อยู่บนบัลลังก์รองลงมา สายตาของหลายคนเต็มไปด้วยความสงสัย ความอิจฉา และบางคู่นั้นก็แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจอย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบัลลังก์ของสนมเอกโจว ผู้ซึ่งเคยเป็นสนมคนโปรดขององค์จักรพรรดิ ก่อนที่หลี่เหมยจะก้าวเข้ามาในชีวิตของพระองค์

หลี่เหมยถอนหายใจแผ่วเบา เธอรู้ดีว่านี่คือสนามรบอีกแห่งหนึ่งที่ต้องเผชิญ เธอโค้งคำนับอย่างนอบน้อมเมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จขึ้นประทับบนบัลลังก์มังกรอันสูงส่ง ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีทองอร่ามปักลวดลายมังกรห้ากรงเล็บอย่างวิจิตร ดวงพระพักตร์ของพระองค์ดูเคร่งขรึมและสง่างาม แววพระเนตรคมกริบกวาดมองไปทั่วท้องพระโรง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของหลี่เหมยชั่วขณะหนึ่ง “ถวายบังคมองค์จักรพรรดิเพคะ หม่อมฉันสนมหลี่เหมย ขอถวายพระพรเพคะ” หลี่เหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งและชัดเจน “ลุกขึ้นเถอะสนมหลี่เหมย ได้ยินว่าเจ้ามีสิ่งของจะถวายให้แก่ข้า” องค์จักรพรรดิตรัสด้วยสุรเสียงทุ้มลึก แฝงไว้ด้วยอำนาจบารมี “เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันได้ใช้เวลาหลายเดือนในการรังสรรค์งานปักชิ้นนี้ขึ้นมาด้วยความตั้งใจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่าบาทจะโปรดเพคะ” เสี่ยวหลานค่อยๆ เปิดหีบไม้จันทน์หอมออก เผยให้เห็นผืนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่เปล่งประกายงดงาม เมื่อหลี่เหมยรับผืนผ้ามาจากเสี่ยวหลาน นางบรรจงคลี่ออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นภาพมังกรทองและหงส์เพลิงที่ร่ายรำเคียงคู่กันอย่างเต็มตา ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบสงัดลงในทันที ทุกสายตาจ้องมองไปยังงานปักชิ้นนั้นด้วยความตกตะลึง

องค์จักรพรรดิเสด็จลงจากบัลลังก์มังกรอย่างช้าๆ พระองค์ทรงพระดำเนินเข้ามาใกล้ผืนผ้าไหมที่หลี่เหมยคลี่ออก สายพระเนตรจับจ้องไปยังรายละเอียดของลวดลายมังกรทองและหงส์เพลิงอย่างพินิจพิเคราะห์ พระพักตร์ของพระองค์นิ่งสงบจนยากจะคาดเดาความรู้สึก “มังกรทอง... และหงส์เพลิง...” องค์จักรพรรดิตรัสแผ่วเบา น้ำเสียงของพระองค์ดูครุ่นคิด “ลวดลายวิจิตรบรรจงยิ่งนัก เส้นไหมทุกเส้นราวกับมีชีวิตชีวา” หลี่เหมยรู้สึกหัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ เธอรอคอยพระดำรัสต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ “เจ้าใช้เวลาเท่าใดในการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้” องค์จักรพรรดิถามขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้สายพระเนตรของพระองค์ไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ผืนผ้า หากแต่เป็นดวงหน้าของหลี่เหมย “หลายเดือนเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในทุกเส้นด้ายที่ปักลงไป” หลี่เหมยตอบอย่างซื่อตรง องค์จักรพรรดิทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปสัมผัสผืนผ้าไหมเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนพระหัตถ์ขึ้นมาวางบนไหล่ของหลี่เหมยเบาๆ “งดงาม... งดงามไร้ที่ติ” พระองค์ตรัส พลางหันไปมองเหล่าขุนนางและพระสนมองค์อื่นๆ “สนมหลี่เหมยได้แสดงให้เห็นถึงฝีมืออันประณีตและจิตใจที่เปี่ยมด้วยความตั้งใจ นี่สมควรแก่การยกย่อง”

เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกดังขึ้นแผ่วเบาจากเสี่ยวหลานที่ยืนอยู่ด้านหลัง หลี่เหมยเองก็รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก เธอคิดว่าเธอได้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างงดงามแล้ว แต่แล้ว องค์จักรพรรดิก็ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา สายพระเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่เหมยราวกับจะทะลุทะลวงเข้าไปในจิตวิญญาณ “แต่ก็มีบางสิ่งที่ทำให้ข้าสงสัย...” พระองค์ตรัส พลางชี้ไปยังลวดลายปักของหงส์เพลิง “หงส์เพลิงตัวนี้... ดูสง่างาม อ่อนช้อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความแกร่งกร้าวและดื้อรั้น ไม่ยอมก้มหัวให้กับมังกรทองที่โอบล้อมอยู่เลยแม้แต่น้อย ราวกับจะโบยบินออกไปจากอ้อมแขนของมังกรเสียทุกเมื่อ” คำตรัสขององค์จักรพรรดิทำให้หัวใจของหลี่เหมยกระตุกวูบ สีหน้าของพระองค์ยามนี้มิได้มีเพียงความชื่นชมอีกต่อไป แต่กลับมีแววแห่งความฉงน และบางที อาจจะเป็นความไม่พอใจแฝงอยู่เบาๆ “เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไรสนมหลี่เหมย” องค์จักรพรรดิตรัสถาม น้ำเสียงของพระองค์เย็นเยียบลงกว่าเดิม “หรือเจ้ากำลังจะบอกอะไรข้ากันแน่?”

ทั่วทั้งท้องพระโรงกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่หลี่เหมยอย่างคาดคั้น สนมเอกโจวเผยรอยยิ้มเยาะมุมปาก องค์จักรพรรดิยังคงจ้องมองหลี่เหมยด้วยสายพระเนตรที่ยากจะอ่านความรู้สึก ขณะที่เหงื่อเย็นๆ ค่อยๆ ซึมออกมาจากฝ่ามือของหลี่เหมย เธอไม่เคยคิดว่าผลงานที่เธอทุ่มเทสร้างสรรค์มาอย่างเต็มที่ จะถูกตีความไปในทิศทางนี้ เธอจะตอบคำถามนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเจตนาที่แท้จริงของเธอมันไม่ได้มีอะไรเลยนอกจากความตั้งใจที่จะสร้างผลงานอันงดงาม และการที่เธอวาดหงส์ออกมาเช่นนั้นมันก็เป็นเพียงแค่สัญชาตญาณของการเป็นศิลปิน ที่อยากจะถ่ายทอดความสง่างามที่แท้จริงของหงส์ออกมาให้ได้สมบูรณ์แบบที่สุด

ก่อนที่หลี่เหมยจะได้อ้าปากตอบคำถาม สายลมเย็นยะเยือกก็พัดโชยเข้ามาในท้องพระโรง กลิ่นหอมของดอกเหมยร่วงโรยที่เคยแผ่วเบาเมื่อเช้า กลับเข้มข้นขึ้นอย่างผิดสังเกต ราวกับมีใครบางคนนำช่อดอกเหมยมาวางไว้ใกล้ๆ กลิ่นหอมนั้นฉุนกึกจนน่าเวียนหัว หลี่เหมยพลันรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน คล้ายกับมีหมอกบางๆ มาบดบังดวงตา เธอพยายามจะกะพริบตาไล่ความมึนงงออกไป แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นจากมุมมืดของท้องพระโรงก็เล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทของหลี่เหมย เสียงนั้นคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็นเสียงที่เธอเคยได้ยินมาก่อน... เสียงของ ‘น้ำฟ้า’ ในอดีตชาติของเธอ “ระวัง... หลี่เหมย... ระวังให้ดี...” คำเตือนนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของหลี่เหมย ร่างกายของเธอชาไปทั้งตัว ความมึนงงที่เคยมีกลับกลายเป็นความปวดร้าวอย่างรุนแรงที่แล่นไปทั่วทุกอณูของร่างกาย เธอรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดจากภายใน อากาศรอบตัวเริ่มเบาบางลง ภาพขององค์จักรพรรดิที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเริ่มมืดมิดลงไปทุกที ดวงตาของเธอเหลือบไปเห็นเสี่ยวหลานที่กำลังกรีดร้องด้วยความตกใจ ใบหน้าของเสี่ยวหลานบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว หลี่เหมยพยายามจะพูด พยายามจะขอความช่วยเหลือ แต่เสียงของเธอกลับติดอยู่ในลำคอ ความเจ็บปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ร่างกายของเธอทรุดลงไปกองกับพื้น มือยังคงกำผืนผ้าปักแน่นราวกับจะหาที่ยึดเหนี่ยวสุดท้าย ‘เกิดอะไรขึ้น...’ ความคิดสุดท้ายผุดขึ้นในหัวของเธอ ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับมืดลงไปพร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังก้องอยู่ในหู ‘ไม่ใช่แค่กลิ่นดอกเหมย... มันคือ...’

ก่อนที่เธอจะได้รู้ว่ามันคืออะไร ร่างกายของหลี่เหมยก็กระตุกเฮือกหนึ่ง แล้วแน่นิ่งไปท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในท้องพระโรง องค์จักรพรรดิทรงพระพักตร์ซีดเผือด ทรงก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ เหล่าขุนนางและพระสนมต่างก็ลุกขึ้นยืนด้วยความสับสนและหวาดกลัว สนมเอกโจวที่เคยยิ้มเยาะเมื่อครู่ ก็กลับมีสีหน้าซีดเผือดไม่แพ้กัน เสี่ยวหลานกรีดร้องออกมาสุดเสียง และพุ่งเข้าไปกอดร่างไร้สติของนายหญิงของเธอเอาไว้แน่น ผืนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ปักลวดลายมังกรทองและหงส์เพลิงหลุดออกจากมือของหลี่เหมยตกลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ มังกรทองดูราวกับจะร่ำไห้ หงส์เพลิงดูราวกับจะสิ้นใจ... ท่ามกลางความอลหม่านที่เกิดขึ้น ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีรอยเลือดสีแดงฉานค่อยๆ ซึมออกมาจากมุมปากของหลี่เหมยช้าๆ และแผ่ขยายวงกว้างออกไปบนผืนผ้าไหมสีครามนั้น... ตรงตำแหน่งของหัวใจหงส์เพลิง…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
แค้นรักวังหลวง

แค้นรักวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!