ตอนที่ 20 —

แค้นรักวังหลวง · 23 ตอน

สายลมยามเช้าพัดเอื่อยพากลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยร่วงโรยลอยเข้ามาในตำหนักซวนซิน พร้อมกับเสียงกระดิ่งลมที่ปลายชายคากังวานแผ่วเบา น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยยืนทอดกายอยู่เบื้องหน้าผืนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่บัดนี้ได้กลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอก สองมือประสานกันไว้ที่เบื้องหลัง ดวงตาคมกริบไล่มองรายละเอียดของมังกรทองและหงส์เพลิงที่ร่ายรำเคียงคู่กัน ทุกเส้นด้ายที่บรรจงปักลงไปนั้นเต็มไปด้วยความตั้งใจ แรงกาย ‌และแรงใจที่เธอทุ่มเทมาหลายวันหลายคืน มังกรทองดูองอาจ สง่างาม เกล็ดทุกเกล็ดสะท้อนแสงระยิบระยับคล้ายมีชีวิต ดวงตาเป็นประกายแฝงไว้ด้วยความเมตตา ทว่าก็ซ่อนเร้นอำนาจอันยิ่งใหญ่ไว้ภายใน ส่วนหงส์เพลิงนั้นอ่อนช้อย งามสง่า ​ขนปีกพลิ้วไหวราวกับกำลังจะโบยบินออกจากผืนผ้า ดวงตาเปล่งประกายทอประกายแห่งปัญญาและความภักดี

ความรู้สึกภาคภูมิใจฉายชัดในแววตาของหลี่เหมย ทว่าลึกลงไปนั้นยังมีความกังวลฉาบอยู่ งานชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงฝีมือ แต่เป็นหมากกระดานสำคัญที่เธอต้องเดินอย่างระมัดระวัง หากพลาดพลั้ง อาจไม่ใช่แค่ตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องเสียไป แต่อาจหมายถึงชีวิตของเธอเองในวังหลวงแห่งนี้ ‍“ในที่สุดก็เสร็จสิ้นเสียที” หลี่เหมยพึมพำกับตัวเอง เสียงนุ่มนวลทว่าแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้า เธอใช้เวลาอยู่กับมันนานเกินไปแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เธอเฝ้าปักไปจนรุ่งสาง มือที่อ่อนนุ่มเคยสัมผัสแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์บัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยเข็มเล็กๆ น้อยๆ แต่ในความเจ็บปวดนั้นก็มีความหวังบางอย่างซ่อนอยู่

“ท่านหลี่เหมย ‌ท่านไม่พักผ่อนบ้างหรือเพคะ? ตั้งแต่รุ่งสางท่านก็เฝ้ามองภาพปักนี้ไม่วางตา” เสียงของเสี่ยวหลิน นางกำนัลข้างกายดังขึ้นอย่างเป็นห่วง นางยื่นถ้วยชาอุ่นๆ ให้หลี่เหมย กลิ่นหอมกรุ่นของชาดอกเก๊กฮวยช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้เล็กน้อย

หลี่เหมยรับถ้วยชามาจิบช้าๆ พลางหันไปยิ้มบางๆ ‍ให้เสี่ยวหลิน “ขอบใจเจ้ามากเสี่ยวหลิน ข้าเพียงแต่ตรวจดูความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น” เธอละสายตาจากผืนผ้า หันไปมองเสี่ยวหลินที่ยืนอยู่ข้างกาย “เจ้าว่า...งานชิ้นนี้จะทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยหรือไม่?”

เสี่ยวหลินมองภาพปักนั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย “เพคะ! ภาพปักนี้วิจิตรบรรจงนักพ่ะย่ะค่ะ ​ไม่เคยมีใครในวังหลวงปักได้งดงามเท่านี้มาก่อน มังกรและหงส์ดูมีชีวิตชีวาราวกับจะโบยบินออกมาจริงๆ ฝ่าบาทจะต้องทรงพอพระทัยอย่างแน่นอนเพคะ”

คำชมของเสี่ยวหลินช่วยเสริมความมั่นใจให้หลี่เหมยได้ไม่น้อย แต่ลึกๆ แล้ว เธอยังคงไม่วางใจง่ายๆ ฮ่องเต้ต้าหมิงไม่ใช่บุรุษที่จะคาดเดาใจได้ง่ายๆ พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองที่เข้มแข็ง ​รอบคอบ และเต็มไปด้วยปริศนามากมาย เธอต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเข้าเฝ้าครั้งนี้

“เอาเถอะ ไปจัดเตรียมของถวายให้เรียบร้อยเถอะเสี่ยวหลิน ข้าจะนำภาพปักนี้ไปถวายฝ่าบาทในบ่ายวันนี้” หลี่เหมยสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจัง แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น เสี่ยวหลินรีบถอยออกไปจัดเตรียมสิ่งของตามคำสั่ง ​ทิ้งให้หลี่เหมยอยู่กับผืนผ้าและห้วงความคิดของตนอีกครั้ง

ในอดีตชาติของน้ำฟ้า เธอเคยเป็นนักออกแบบผู้ประสบความสำเร็จในยุคสมัยใหม่ ทักษะความประณีตและความคิดสร้างสรรค์ที่เธอสั่งสมมา บัดนี้ได้ถูกนำมาใช้ในอีกรูปแบบหนึ่งในร่างของหลี่เหมย การปักผ้าเป็นเพียงหนึ่งในหลายสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้และปรับตัว แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการเรียนรู้ที่จะอ่านคน การเรียนรู้เล่ห์กลของวังหลวงที่เธอเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเธอในชาติก่อน สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้คือการสร้างโอกาส สร้างบันไดที่จะพาเธอไปสู่ความจริงนั้น และภาพปักนี้คือก้าวแรก

เวลาบ่ายคล้อย แสงตะวันเริ่มอ่อนลงยามต้องผืนผ้าสีทองบนหลังคาวังหลวง หลี่เหมยในชุดเครื่องแต่งกายเรียบหรูแต่สง่างามสีฟ้าอ่อน ปักลวดลายดอกเหมยเล็กๆ เดินทางออกจากตำหนักซวนซิน โดยมีเสี่ยวหลินแบกหีบไม้แกะสลักบรรจุภาพปักอย่างระมัดระวัง และขันทีจางนำทางไปยังท้องพระโรงเบื้องหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้

ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านโถงทางเดินอันกว้างใหญ่ของวังหลวง น้ำฟ้าสัมผัสได้ถึงสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องมาที่เธอ ทั้งสายตาอยากรู้อยากเห็น อิจฉาริษยา หรือแม้แต่ดูถูกเหยียดหยาม แต่เธอก็รักษากิริยาให้สงบนิ่งและมั่นคง ประดุจดังสายน้ำที่ไหลเรื่อยไม่หวั่นไหวต่อกระแสลม ทุกคนรู้ดีว่าหลี่เหมยเป็นสนมที่ไร้ซึ่งอำนาจและอิทธิพล ไม่มีตระกูลหนุนหลัง ไม่มีเส้นสายใดๆ การที่นางกำนัลต่ำต้อยเช่นเธอจะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ในท้องพระโรงเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สร้างความประหลาดใจและเสียงซุบซิบไปทั่ว

หัวใจของหลี่เหมยเต้นระรัวราวกับเสียงกลองศึก แต่เธอก็พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ ร่างกายของหลี่เหมยนั้นอ่อนแอ แต่จิตใจของน้ำฟ้านั้นแข็งแกร่งกว่าสิ่งใด เธอเคยผ่านความเจ็บปวดและการทรยศมาแล้วในชาติก่อน ความตายเคยพรากทุกสิ่งไปจากเธอ แต่ในชาตินี้ เธอจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาทำลายเธอได้อีก

เมื่อมาถึงหน้าท้องพระโรง ขันทีจางหยุดเดินแล้วหันมาโค้งคำนับให้หลี่เหมย “หลี่เหมยเฟยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงรออยู่ภายในแล้ว”

หลี่เหมยพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปในท้องพระโรงอันโอ่อ่า ตระการตาไปด้วยเสาสูงระหงแกะสลักลวดลายมังกรทอง ผนังประดับด้วยภาพวาดทิวทัศน์อันงดงาม และโคมไฟระยิบระยับที่ห้อยลงมาจากเพดานสูง บรรยากาศภายในห้องนั้นทั้งสง่างามและน่าเกรงขาม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องหอมชั้นดีลอยอบอวลไปทั่ว

เบื้องหน้าของท้องพระโรง บนบัลลังก์แกะสลักจากไม้จันทน์หอมประดับด้วยผ้าไหมสีทองอร่าม องค์ฮ่องเต้ประทับอยู่ พระองค์ทรงชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทอง ปักลวดลายมังกรห้ากรงเล็บอันเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ ใบหน้าของพระองค์เรียบเฉย อ่านยาก ดวงตาคมกริบแต่ทว่าลึกซึ้งราวห้วงน้ำ ทอดพระเนตรมาที่หลี่เหมยทันทีที่เธอก้าวเข้ามา

ด้านข้างบัลลังก์ มีขันทีเฒ่าจางกงกงยืนอยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาของเขากลับกวาดมองหลี่เหมยอย่างพิจารณาอย่างรวดเร็ว

หลี่เหมยคุกเข่าลงอย่างสง่างาม ถวายความเคารพตามธรรมเนียม “ถวายพระพรฝ่าบาท หม่อมฉันหลี่เหมยเฟยเพคะ”

“ลุกขึ้นเถิด หลี่เหมย” สุรเสียงของฮ่องเต้หนักแน่น ทรงพลัง ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยหน่ายบางอย่าง พระองค์ทรงกวาดพระเนตรมองหลี่เหมยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “เจ้ามีเรื่องอันใดจะเข้าเฝ้าเราในวันนี้?”

หลี่เหมยลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม มือเรียวขาวของเสี่ยวหลินค่อยๆ เปิดหีบไม้แกะสลักออก เผยให้เห็นภาพปักมังกรหงส์ที่ส่องประกายระยิบระยับจากแสงที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง

“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันได้ใช้ความอุตสาหะปักภาพมังกรทองและหงส์เพลิงนี้ขึ้นมาเพคะ เพื่อถวายเป็นของขวัญแด่ฝ่าบาท ขอจงทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงปกครองแผ่นดินอย่างร่มเย็นเป็นสุข และขอให้ราชวงศ์ต้าหมิงของเราจงเจริญรุ่งเรืองสืบไปเพคะ” หลี่เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกถ้อยคำเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ และความหวังที่เธอตั้งใจจะสื่อออกไป

ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรมองภาพปักนั้นด้วยความสนพระทัย พระองค์ทรงลุกจากบัลลังก์ ก้าวลงมาจากแท่นประทับอย่างช้าๆ แล้วเดินตรงมายังภาพปักนั้น พระองค์ทรงใช้ปลายนิ้วสัมผัสลงบนผืนผ้าไหมอย่างแผ่วเบา สัมผัสถึงเส้นด้ายที่บรรจงปักด้วยความประณีต

“วิจิตรบรรจงนัก...” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเบา สีพระพักตร์ที่เคยเรียบเฉยบัดนี้มีแววแห่งความประหลาดใจปรากฏขึ้น “มังกรนี้ดูองอาจ หงส์นี้ดูสง่างาม ราวกับมีชีวิตจริง...”

หลี่เหมยรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่เห็นปฏิกิริยาของฮ่องเต้ แต่เธอก็รู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

“ฝีมือการปักของเจ้านับว่าเหนือชั้นยิ่งกว่าช่างฝีมือในวังหลวงหลายคนนัก” ฮ่องเต้ตรัสชมเชย พระองค์ทรงกวาดพระเนตรมองหลี่เหมยอีกครั้ง “เจ้าเรียนรู้วิธีการปักเช่นนี้มาจากที่ใดกัน?”

คำถามนี้ทำให้หัวใจของหลี่เหมยกระตุกเล็กน้อย เธอเตรียมคำตอบไว้แล้ว “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงแต่เห็นภาพวาดโบราณในห้องสมุดตำหนักซวนซิน แล้วเกิดความประทับใจจึงได้ลองปักตามเพคะ อีกทั้งหม่อมฉันได้ศึกษาจากตำราการปักผ้าของอดีตฮองเฮาเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่เก็บรักษาไว้ในหอสมุดหลวงเพคะ” เธอเลือกที่จะอ้างอิงถึงสิ่งที่จับต้องได้และมีอยู่จริงในวังหลวง เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้คำอธิบายของเธอ อีกทั้งยังโยงไปถึง ‘อดีตฮองเฮา’ ซึ่งเป็นสตรีที่ได้รับการยกย่อง และตำราของพระนางก็เป็นสิ่งที่น้อยคนนักจะเข้าถึงและนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง

ฮ่องเต้ทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง พระองค์ทรงหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย คล้ายกำลังพิจารณาอะไรบางอย่างในคำตอบของหลี่เหมย “ตำราของอดีตฮองเฮาผู้นั้นรึ? น้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงความลึกซึ้งของงานฝีมือเช่นนั้น” พระองค์ทรงเดินวนรอบภาพปักอีกครั้ง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับหลี่เหมย “ในมังกรนี้...มีบางสิ่งที่แตกต่างออกไปจากงานปักทั่วไป”

หลี่เหมยรู้สึกถึงความเย็นเยือกในกระดูกสันหลัง ฮ่องเต้ทรงเฉลียวฉลาดเกินกว่าที่เธอคาดไว้ พระองค์ทรงสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอตั้งใจจะซ่อนไว้ เธอได้แอบใส่ “รายละเอียดที่มาจากความทรงจำในชาติก่อน” เข้าไปในงานปักนี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เล็กๆ ที่เธอเคยเห็นในงานศิลปะที่ทันสมัยกว่า เพื่อเป็นเหมือนลายเซ็นส่วนตัว และเพื่อทดสอบว่าจะมีใครสังเกตเห็นหรือไม่

“ความแตกต่างอันใดเพคะฝ่าบาท?” หลี่เหมยถามด้วยน้ำเสียงสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามซ่อนความประหม่าไว้ภายใน

ฮ่องเต้ทรงชี้ไปที่เกล็ดมังกรส่วนหนึ่ง “เกล็ดมังกรในส่วนนี้...ดูมีมิติและแสงเงาที่แปลกไปจากธรรมเนียมการปักของราชสำนักต้าหมิง มีความสมจริงและราวกับจะเคลื่อนไหวได้มากกว่า” พระองค์ทรงมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่เหมย “เจ้ามิได้เพียงปักตามตำรา แต่เจ้าได้ใส่สิ่งใดบางอย่างลงไปในงานชิ้นนี้...สิ่งที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”

บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดขึ้นมาทันที เสียงกระแอมไอของขันทีเฒ่าจางกงกงดังขึ้นเบาๆ แต่ก็เพียงพอที่จะดึงความสนใจของหลี่เหมยไปจากคำถามอันแหลมคมของฮ่องเต้

หลี่เหมยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงแต่...พยายามใช้เทคนิคการปักที่แตกต่างออกไป เพื่อให้มังกรดูมีชีวิตชีวามากที่สุดเพคะ” เธอไม่สามารถบอกความจริงได้ว่ามันคือความทรงจำจากโลกที่เธอจากมา

ฮ่องเต้ทรงจ้องมองหลี่เหมยอย่างไม่ละสายพระเนตร ราวกับกำลังพยายามมองทะลุเข้าไปในจิตใจของเธอ พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบเคราเบาๆ “เช่นนั้นรึ...เทคนิคที่แตกต่างออกไป” พระองค์ทรงเดินกลับไปยังบัลลังก์ ทว่าดวงพระเนตรยังคงจับจ้องอยู่ที่หลี่เหมยตลอดเวลา

“เอาเถอะ งานปักนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก สมควรได้รับรางวัล” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเรียบเฉยอีกครั้ง “เราจะให้เจ้าได้เลื่อนขั้นเป็น ‘เหมยเฟย’ ตามเดิมที แล้วจะให้ตำหนักซวนซินของเจ้าได้รับการบูรณะให้ดีขึ้น พร้อมเพิ่มนางกำนัลและขันทีรับใช้ให้อีกจำนวนหนึ่ง”

หลี่เหมยค้อมกายลงถวายความเคารพอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ” เธอรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี เธอได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นเล็กน้อย และมีทรัพยากรมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเอาชีวิตรอดในวังหลวง

ทว่าก่อนที่หลี่เหมยจะสามารถถอยกลับไป ฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้นอีกครั้ง เสียงของพระองค์แผ่วเบาลง แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา ดวงตาคมกริบของพระองค์จับจ้องมาที่หลี่เหมยอย่างไม่วางตา ราวกับกำลังจะเจาะลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเธอ

“แต่สิ่งหนึ่ง...ที่ทำให้ข้ารู้สึกสงสัยยิ่งนัก” ฮ่องเต้ตรัส “เกล็ดมังกรที่เจ้าปัก...มันทำให้ข้าหวนนึกถึง...ลายสักบนแผ่นหลังของสตรีนางหนึ่ง...เมื่อหลายปีก่อน”

หลี่เหมยถึงกับตัวแข็งทื่อ คำกล่าวของฮ่องเต้ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ ลายสักบนแผ่นหลังของสตรีนางหนึ่ง? เธอเคยได้ยินเรื่องราวลือกันในวังหลวงว่าอดีตฮองเฮาองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้พระองค์ก่อนหน้า เคยมีลายสักมังกรบนแผ่นหลัง แต่เรื่องราวนี้เป็นเพียงตำนานเล่าขาน ที่สำคัญคือ น้ำฟ้าในร่างหลี่เหมยไม่เคยพบเห็นลายสักนั้นด้วยตาตัวเอง หรือนี่คือเบาะแสสำคัญที่เชื่อมโยงเธอกับอดีตที่เธอไม่เคยรู้ หรือว่านี่เป็นเพียงการทดสอบ?

ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์อีกครั้ง ก้าวลงมาหาหลี่เหมยช้าๆ จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่ก้าว ดวงพระเนตรของพระองค์ฉายแววค้นหาและกดดัน

“เจ้าแน่ใจนะว่า ‘เทคนิค’ การปักของเจ้านั้น...ไม่ได้มาจากสิ่งอื่นใด...นอกจากตำราโบราณในหอสมุดหลวง” สุรเสียงของฮ่องเต้ดุดันขึ้น ทว่ายังคงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันซับซ้อนที่หลี่เหมยไม่สามารถตีความได้ เธอมองเห็นประกายแห่งความเศร้าและความโกรธเคืองเล็กน้อยในดวงพระเนตรนั้น

หลี่เหมยรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ติดขัด หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำรุนแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เธอไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี หากตอบผิดไปแม้เพียงนิดเดียว ชีวิตของเธออาจจะจบลงตรงนี้

“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉัน...”

ก่อนที่หลี่เหมยจะกล่าวคำใดจบ ฮ่องเต้ก็ทรงยื่นพระหัตถ์มาจับที่ต้นแขนของเธอเบาๆ สัมผัสจากพระหัตถ์ของพระองค์นั้นร้อนผ่าว ราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นเข้าสู่ร่างของเธอ ฮ่องเต้ทรงก้มพระพักตร์ลงมาใกล้จนหลี่เหมยสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของพระองค์ สุรเสียงกระซิบข้างใบหูของเธอแผ่วเบา ทว่าคมชัดยิ่งกว่าเสียงใดๆ ที่เธอเคยได้ยิน

“เกล็ดมังกรนี้...ทำให้ข้านึกถึงนางผู้นั้น...รวมถึง...ลายสักรูปนกฟีนิกซ์ที่ฝังอยู่บนแผ่นหลังของเจ้า”

ร่างของหลี่เหมยแข็งทื่อไปทั้งร่าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจถึงขีดสุด ลายสักรูปนกฟีนิกซ์บนแผ่นหลังของเธอ! ไม่มีใครในวังหลวงควรจะล่วงรู้เรื่องนี้ เพราะเธอไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น และตลอดเวลาที่อยู่ในร่างของหลี่เหมย เธอก็ไม่เคยเห็นลายสักนั้นด้วยตาตัวเอง เพียงแต่รู้สึกได้ถึงร่องรอยจางๆ บนผิวหนังเมื่ออาบน้ำ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นสิ่งใดกันแน่

แล้วฮ่องเต้...ทรงล่วงรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? หรือว่า...หลี่เหมยคนเดิม...มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในอดีตที่ซับซ้อนยิ่งกว่าที่เธอคาดคิด? หรือว่าเบื้องหลังการตายของน้ำฟ้า และการจุติใหม่ของหลี่เหมยนั้น...เชื่อมโยงกับฮ่องเต้พระองค์นี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้?

ลมหายใจของหลี่เหมยขาดห้วงไป ภาพอดีตที่พร่าเลือนของน้ำฟ้าวนเวียนเข้ามาในห้วงความคิด ความมืดมิดที่คร่าชีวิตเธอไปในชาติก่อน ราวกับกำลังจะโอบรัดเธออีกครั้งในวังหลวงแห่งนี้

“ฝ่าบาท...ทรงหมายความว่าอย่างไรเพคะ?” เสียงของหลี่เหมยสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัว ทว่าเพราะความสับสนและตกใจอย่างถึงที่สุด ความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอด บัดนี้กำลังจะถูกเปิดเผยออกมาโดยคนที่ไม่คาดฝัน และมันอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ไขปริศนาทั้งหมด

ฮ่องเต้ทรงคลายพระหัตถ์ออกจากแขนของหลี่เหมย พระองค์ทรงจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายราวกับจะทะลุทะลวงเข้าไปถึงจิตวิญญาณของเธอ

“เจ้าคือใครกันแน่...หลี่เหมย” สุรเสียงของพระองค์ทรงพลังและเต็มไปด้วยอำนาจ ทว่าในน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความอ่อนไหวบางอย่างที่ยากจะอธิบาย “หรือเจ้า...คือคนที่ข้ารอคอยมาตลอด...นางผู้นั้น...ที่หายไป”

คำกล่าวสุดท้ายของฮ่องเต้ทำให้หลี่เหมยถึงกับยืนนิ่งราวกับถูกสาป ความรู้สึกประหลาดที่ไม่อาจอธิบายได้แล่นเข้าสู่หัวใจของเธอ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองในวังหลวงอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องส่วนตัวที่ผูกโยงกันอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ ความจริงอันมืดมิดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการจุติใหม่ของเธอ กำลังจะถูกเปิดเผย และดูเหมือนว่าฮ่องเต้พระองค์นี้...จะทรงเป็นส่วนหนึ่งของปริศนานั้น

หรือว่าฮ่องเต้จะทรงรู้เรื่องการจุติใหม่ของเธอ? หรือทรงเข้าใจว่าหลี่เหมยไม่ใช่คนเดิม? และที่สำคัญที่สุด... ‘นางผู้นั้น’ ที่หายไปคือใครกันแน่? และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับ ‘น้ำฟ้า’ และ ‘หลี่เหมย’ คนปัจจุบัน?

หัวใจของหลี่เหมยเต้นระรัวราวกับกำลังจะระเบิดออก เธอพยายามจะเอ่ยปากถาม แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้งราวกับถูกผนึกเอาไว้ ดวงตาของเธอมองเข้าไปในดวงตาของฮ่องเต้ที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ความสงสัย และความเจ็บปวดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

นี่คือจุดเริ่มต้นของการไขปริศนาทั้งหมด หรือเป็นเพียงการเริ่มต้นของกับดักครั้งใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม? หลี่เหมยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่รอคอยเธออยู่ข้างหน้าคืออะไรกันแน่ แต่เธอรู้เพียงว่า ชีวิตของเธอในวังหลวงแห่งนี้...จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว.

หน้านิยาย
หน้านิยาย

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!