แค้นรักวังหลวง

ตอนที่ 8 — เงาซ่อนเร้นในสวนดอกเหมย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

23 ตอน · 1,803 คำ

ยามรุ่งอรุณทอแสงแรกผ่านม่านแพรปักลายหงส์ สาดส่องกระทบผิวกายของหลี่เหมยที่ยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา ร่างกายนี้แม้จะผอมบางและบอบช้ำ แต่ก็เริ่มปรับตัวเข้ากับจังหวะชีวิตในวังหลวงได้บ้างแล้ว หลังจากที่นางจำต้องรับมือกับความพยายามปองร้ายเล็กๆ น้อยๆ จากสนมบางนางที่อิจฉาริษยาในความสงบนิ่งของนาง หรืออาจจะด้วยเหตุผลอื่นใดที่นางยังมิอาจหยั่งรู้ ‌หลี่เหมย หรือน้ำฟ้าในร่างเก่านั้น ตระหนักดีว่าทุกย่างก้าวในวังหลวงล้วนเต็มไปด้วยอันตราย ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางใดก็ต้องระแวดระวังราวกับเดินอยู่บนคมมีด

คืนก่อน นางได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากนางกำนัลสองสามคนถึงเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในตำหนักของสนมจ้าว ซึ่งเป็นสนมลำดับต้นๆ ที่ได้รับความโปรดปราน นางกำนัลเหล่านั้นเล่าว่า ​มีคนพบเครื่องรางคุณไสยซุกซ่อนอยู่ในใต้เตียงของสนมจ้าว และนั่นทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไม่น้อย เพราะการใช้ไสยมนตร์ในวังหลวงถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต สนมจ้าวเองก็ร้อนรน ปฏิเสธเสียงแข็งว่าตนไม่เคยกระทำเรื่องเช่นนั้น และกำลังสืบหาผู้ที่ลอบวางแผนร้ายเพื่อทำลายนาง หลี่เหมยฟังแล้วก็พลันให้รู้สึกหนาวสะท้านถึงสันหลัง นี่คือตัวอย่างของการหักหลังและใส่ร้ายป้ายสีที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ‍ไม่เว้นแม้แต่กับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงส่ง

"คุณหนูหลี่เหมยเพคะ ได้เวลาตื่นแล้วเจ้าค่ะ" เสียงนุ่มนวลของเสี่ยวฮวา นางกำนัลข้างกายที่ดูจะจงรักภักดีต่อนางอย่างจริงใจ เอ่ยปลุกเบาๆ พร้อมกับค่อยๆ ดึงม่านออก เผยให้เห็นแสงอรุณยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาในห้อง

หลี่เหมยลืมตาขึ้นช้าๆ ‌ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าอ่อนเยาว์ของเสี่ยวฮวา ดวงตาของนางกำนัลผู้นี้เต็มไปด้วยความกังวลใจ ราวกับว่านางเองก็รับรู้ถึงกระแสแห่งความไม่ชอบมาพากลที่คุกรุ่นอยู่ในวัง "มีเรื่องอันใดหรือเสี่ยวฮวา" นางถามเสียงเรียบ สังเกตเห็นรอยหมองคล้ำใต้ดวงตาของเสี่ยวฮวา ที่บ่งบอกว่านางคงนอนไม่หลับทั้งคืน

เสี่ยวฮวาถอนหายใจแผ่วเบา "เมื่อคืนมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ววังเกี่ยวกับเรื่องที่ตำหนักสนมจ้าวเพคะ ‍มีคนพบของไม่ดีในห้องบรรทมของนาง ตอนนี้ฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก รับสั่งให้สืบหาตัวผู้กระทำผิดโดยเร็วที่สุดเพคะ"

หลี่เหมยพยักหน้าช้าๆ ข่าวลือเดินทางรวดเร็วยิ่งกว่าแสงในวังหลวงแห่งนี้ นางลุกขึ้นนั่งบนเตียง ผ้าห่มแพรเนื้อดีเลื่อนหลุดจากไหล่เผยให้เห็นผิวขาวนวล "เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือไม่"

เสี่ยวฮวาถวายการปรนนิบัติ ช่วยนางสวมเสื้อคลุมตัวนอก ​"ไม่บ่อยนักเพคะ แต่หากเกิดขึ้นเมื่อใด ก็มักจะจบลงด้วยเลือดและน้ำตาเสมอ ผู้ที่ถูกกล่าวหา มักจะยากที่จะพ้นผิดได้ง่ายๆ โดยเฉพาะหากคู่กรณีเป็นผู้มีอำนาจ"

คำกล่าวของเสี่ยวฮวาทำให้หลี่เหมยยิ่งคิดหนัก นางนึกถึงชีวิตในโลกเดิมของน้ำฟ้า ที่แม้จะมีการแข่งขันแก่งแย่ง ​แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นที่ต้องใช้ไสยมนตร์หรือการฆ่าฟันกันอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ความแตกต่างระหว่างสองโลกช่างราวกับฟ้ากับเหว นางเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปเห็นสวนดอกเหมยที่บานสะพรั่งอยู่เบื้องล่าง กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยอบอวลเข้ามาในห้อง ชวนให้รู้สึกสงบใจได้ชั่วขณะ

"เสี่ยวฮวา เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของใคร" ​หลี่เหมยถามพลางลูบไล้กลีบดอกเหมยที่ประดับอยู่ในแจกัน

เสี่ยวฮวาก้มหน้าลงเล็กน้อย "หม่อมฉันมิอาจคาดเดาได้เพคะคุณหนู แต่สนมจ้าวเองก็มีศัตรูไม่น้อย ทั้งจากสนมเอกหรง สนมเอกลี่ และอีกหลายๆ ตำหนักที่ต่างก็ต้องการขึ้นเป็นที่หนึ่งในดวงใจของฮ่องเต้"

หลี่เหมยพยักหน้า นี่คือภาพสะท้อนของการเมืองในวังหลังที่ซับซ้อนและไร้เมตตา การเป็นสนมที่ได้รับความโปรดปรานคือดาบสองคม มันนำมาซึ่งอำนาจและความมั่งคั่ง แต่ก็เป็นเป้าหมายของความอิจฉาริษยา และการถูกลอบทำร้ายได้ง่ายดายกว่าสนมผู้ต่ำต้อยเช่นนาง

นางใช้เวลาในยามเช้าไปกับการฝึกฝนการอ่านและเขียนอักษรจีนโบราณอย่างเงียบๆ เสี่ยวฮวาเป็นผู้สอนนางอย่างอดทน แม้บางครั้งหลี่เหมยจะรู้สึกท้อแท้กับความยากลำบากของภาษาโบราณ แต่ความมุ่งมั่นที่จะเข้าใจโลกใหม่นี้อย่างถ่องแท้ก็ผลักดันให้นางก้าวต่อไป นางรู้ดีว่าความรู้คืออาวุธที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ หากนางสามารถอ่านเอกสารต่างๆ ได้ นางก็อาจจะค้นพบเบาะแสที่เชื่อมโยงการตายของน้ำฟ้าเข้ากับการจุติใหม่ของหลี่เหมย

ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับการคัดตัวอักษร "เมตตา" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอกห้อง ตามมาด้วยเสียงประกาศจากขันทีผู้หนึ่ง "พระสนมหลี่เหมยโปรดเตรียมตัว เสด็จไปถวายการรับใช้ฮ่องเต้ที่ตำหนักเฉียนชิงในยามบ่าย"

คำประกาศนั้นดังก้องไปทั่วห้อง ทำให้หลี่เหมยและเสี่ยวฮวาถึงกับตกใจ เสี่ยวฮวาหน้าซีดเผือด นางรีบคุกเข่าถวายความยินดี "ยินดีด้วยเพคะคุณหนู นี่เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเรียกหาคุณหนู นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งเพคะ"

หลี่เหมยเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย นับตั้งแต่ที่นางมาอยู่ในร่างนี้ ฮ่องเต้ก็ไม่เคยเรียกหาเลยสักครั้ง นางเคยเห็นพระพักตร์ของพระองค์เพียงไม่กี่ครั้ง ในพิธีการสำคัญต่างๆ และพระองค์ก็ดูจะเป็นบุรุษหนุ่มที่เคร่งขรึมและทรงอำนาจอย่างยิ่ง การถูกเรียกเข้าเฝ้าในครั้งนี้ ทำให้จิตใจของนางเกิดความกังวลและตื่นเต้นไปพร้อมกัน

"แต่...เหตุใดจึงเป็นข้าเล่า" นางพึมพำกับตัวเอง

เสี่ยวฮวายิ้มอย่างดีใจ "อาจเป็นเพราะฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องที่สนมจ้าวถูกใส่ร้าย จึงทรงเมตตาเรียกหาคุณหนูเพื่อให้พ้นจากความวุ่นวายก็เป็นได้เพคะ"

หลี่เหมยส่ายหน้าช้าๆ นางไม่เชื่อว่าฮ่องเต้จะทรงเรียกหาด้วยเหตุผลที่ไร้สาระเช่นนั้น ต้องมีเหตุผลอื่นที่ลึกซึ้งกว่านี้เป็นแน่ หรืออาจจะเป็นกับดักอันแยบยลที่นางยังมิอาจมองเห็น

ตลอดช่วงเช้า นางเตรียมตัวอย่างพิถีพิถัน เสี่ยวฮวาบรรจงแต่งหน้าให้นางอย่างอ่อนโยน เลือกฉลองพระองค์สีชมพูอ่อนที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต ปักปิ่นดอกเหมยเงินที่เข้ากับชุด ส่องกระจกแล้ว นางเห็นภาพหญิงสาวผู้บอบบางและงดงามสะท้อนกลับมา ดวงตาคู่โตฉายแววฉลาดเฉลียวเกินกว่าวัย ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ

"คุณหนูงดงามมากเพคะ" เสี่ยวฮวาเอ่ยชมด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจ

หลี่เหมยยิ้มบางๆ "ขอบคุณเจ้าเสี่ยวฮวา" นางรู้สึกขอบคุณในความภักดีของนางกำนัลผู้นี้อย่างยิ่ง นางรู้ดีว่าในวังแห่งนี้ มิตรแท้นั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

ในยามบ่าย หลี่เหมยพร้อมด้วยเสี่ยวฮวาและขันทีผู้หนึ่ง ได้เดินทางไปยังตำหนักเฉียนชิง ซึ่งเป็นที่ประทับและทรงงานของฮ่องเต้ ระหว่างทางผ่านสวนหลวงที่เขียวขจีและร่มรื่น นางเห็นสนมและนางกำนัลหลายคนมองมาที่นางด้วยสายตาที่หลากหลาย มีทั้งความสงสัย ความอิจฉา และบางสายตาก็แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน หลี่เหมยพยายามสงบนิ่ง ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา นางเดินเชิดหน้าอย่างมั่นคง ราวกับว่านางได้สวมเกราะป้องกันตัวเองจากสายตาเหล่านั้นแล้ว

เมื่อมาถึงตำหนักเฉียนชิง ความโอ่อ่าอลังการของสถาปัตยกรรมทำให้หลี่เหมยต้องตื่นตะลึง ผนังตำหนักแกะสลักลวดลายมังกรทองอย่างวิจิตรบรรจง หลังคากระเบื้องเคลือบสีทองอร่ามสะท้อนแสงอาทิตย์ บ่งบอกถึงอำนาจและบารมีของผู้ปกครองสูงสุด ขันทีผู้เฝ้าตำหนักนำทางนางเข้าไปยังห้องทรงงานอันกว้างขวาง

ภายในห้อง กลิ่นหอมกำยานลอยอบอวลไปทั่ว เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักประดับทองคำจัดวางอย่างเป็นระเบียบ บนโต๊ะทรงงานเต็มไปด้วยเอกสารกองมหึมา และที่ประทับอยู่เบื้องหลังโต๊ะนั้นคือองค์ฮ่องเต้ในฉลองพระองค์สีเหลืองทองสง่างาม พระพักตร์คมเข้ม ผิวพรรณขาวผ่อง ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรี กำลังจดจ่ออยู่กับเอกสารในพระหัตถ์

หลี่เหมยทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างนอบน้อม "ถวายพระพรเพคะฝ่าบาท"

ฮ่องเต้ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ สายพระเนตรคมกริบกวาดมองมาที่นางอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับจะเจาะลึกเข้าไปในจิตใจของนาง หลี่เหมยรู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่ก็พยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉย

"หลี่เหมย ลุกขึ้นเถิด" พระสุรเสียงทุ้มลึกเอ่ยขึ้น "เจ้ามาถึงนานแล้วหรือ"

"เพิ่งมาถึงเพคะฝ่าบาท" หลี่เหมยตอบอย่างสุภาพ

ฮ่องเต้ทรงพยักหน้าเล็กน้อย "ได้ยินว่าเจ้าพักอยู่ในตำหนักที่เงียบสงบ ไม่ค่อยออกไปไหน"

"หม่อมฉันชอบความสงบเพคะฝ่าบาท"

ฮ่องเต้ทรงวางพู่กันลงช้าๆ "เจ้ามีความสามารถอันใดบ้าง"

คำถามนั้นทำให้หลี่เหมยชะงักไปชั่วขณะ นางจะตอบว่าอย่างไรดี จะบอกว่านางมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เรื่องการแพทย์ เรื่องเศรษฐศาสตร์ หรือการบริหารจัดการอย่างนั้นหรือ คำตอบเหล่านี้คงจะฟังดูประหลาดในยุคนี้ นางพยายามนึกถึงความสามารถที่หลี่เหมยคนเดิมอาจจะมี หรือสิ่งที่นางสามารถแสดงออกมาได้โดยไม่ดูผิดแปลกไปจากธรรมเนียม

"หม่อมฉัน...หม่อมฉันพอจะมีความรู้เรื่องสมุนไพรและวิธีการปรุงชาอยู่บ้างเพคะ" นางตอบอย่างระมัดระวัง เพราะเคยได้ยินเสี่ยวฮวาพูดถึงความสนใจเล็กๆ น้อยๆ ของหลี่เหมยคนเก่า

ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย "โอ้ เช่นนั้นหรือ เจ้าสนใจเรื่องสมุนไพรมาตั้งแต่เมื่อใด"

"ตั้งแต่ยังเด็กเพคะ หม่อมฉันชอบอ่านตำราสมุนไพรเก่าๆ ที่พบเจอโดยบังเอิญ" หลี่เหมยปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมาทันที

"เช่นนั้น เจ้าลองบอกสรรพคุณของ 'หญ้าปีกนกนางแอ่น' ให้ข้าฟังดูสิ" ฮ่องเต้ทรงเอ่ยชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่งที่หลี่เหมยไม่เคยได้ยินมาก่อน น้ำฟ้าในร่างของหลี่เหมยถึงกับเหงื่อตกในใจ นี่คือการทดสอบหรืออย่างไรกัน

หลี่เหมยพยายามตั้งสติอย่างรวดเร็ว นางพยายามนึกถึงพืชสมุนไพรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับชื่อที่ฮ่องเต้เอ่ยถึงในโลกของน้ำฟ้า หรืออย่างน้อยก็หาทางตอบเลี่ยงๆ อย่างมีไหวพริบ

"หญ้าปีกนกนางแอ่น เป็นชื่อที่ไพเราะและบ่งบอกถึงลักษณะของมันได้ดีเพคะ" นางเริ่มด้วยการซื้อเวลา "หากหม่อมฉันเดาไม่ผิด พืชชนิดนี้ย่อมมีใบเรียวเล็กคล้ายปีกนกนางแอ่น และน่าจะเติบโตในที่ร่มรื่น ชื้นแฉะ"

ฮ่องเต้ทรงฟังอย่างเงียบๆ พระพักตร์ยังคงเรียบเฉย

"ตามตำราโบราณที่หม่อมฉันเคยอ่านมา พืชที่มีลักษณะเช่นนี้ มักจะมีฤทธิ์เย็น ช่วยลดไข้ ถอนพิษร้อนในร่างกาย และหากนำมาบดรวมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์อุ่นเล็กน้อย ก็จะช่วยปรับสมดุลธาตุในร่างกายได้เพคะ" หลี่เหมยพูดไปตามหลักการแพทย์แผนจีนที่เคยอ่านผ่านๆ และใช้สัญชาตญาณของน้ำฟ้าในการวิเคราะห์ หากสมุนไพรชื่อแปลกๆ ที่ไม่คุ้นหู มักจะมีฤทธิ์ในการรักษาที่หลากหลาย และมักจะเกี่ยวข้องกับการปรับสมดุลของร่างกาย

ฮ่องเต้ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย "เจ้าวิเคราะห์ได้น่าสนใจ หญ้าปีกนกนางแอ่นนั้น เป็นสมุนไพรหายากที่เติบโตในเทือกเขาสูง มีฤทธิ์เย็น ช่วยบำรุงหัวใจและปอด ลดอาการไอเรื้อรัง และช่วยให้จิตใจสงบ ซึ่งตรงกับที่เจ้ากล่าวมาไม่น้อย"

หลี่เหมยถอนหายใจอย่างโล่งอกในใจ นางรอดตัวมาได้หวุดหวิด

"แล้วเรื่องชาเล่า เจ้ามีความรู้เรื่องชามากเพียงใด" ฮ่องเต้ทรงถามต่อ

"หม่อมฉันพอจะทราบถึงวิธีการคัดเลือกใบชา การหมักบ่ม และการชงชาเพื่อดึงรสชาติและกลิ่นหอมของชาออกมาให้ได้มากที่สุดเพคะ" หลี่เหมยตอบอย่างมั่นใจขึ้นเล็กน้อย เพราะการชงชานั้น นางเคยเรียนรู้จากร้านน้ำชาโบราณที่เคยไปทำงานพิเศษในโลกเดิม แม้จะไม่ใช่ชาจีนโบราณ แต่หลักการพื้นฐานก็คงจะคล้ายกัน

"เช่นนั้น ลองชงชาให้ข้าดื่มสักถ้วยได้หรือไม่" ฮ่องเต้ทรงชี้ไปยังชุดถ้วยชาและอุปกรณ์ชงชาที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้าง

หลี่เหมยรับคำสั่ง นางเดินไปยังโต๊ะชาด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้ในใจจะรู้สึกประหม่าก็ตาม นางพยายามระลึกถึงขั้นตอนการชงชาที่เคยเรียนมาอย่างละเอียด ตั้งแต่การล้างอุปกรณ์ด้วยน้ำร้อน การอุ่นถ้วยชา การคัดเลือกใบชาชั้นดีที่วางอยู่ การรินน้ำร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมลงบนใบชา และการรอให้ชาคลายตัวก่อนที่จะรินใส่ถ้วยเล็กๆ

ทุกขั้นตอนถูกกระทำอย่างประณีตและช้าๆ ราวกับว่านางกำลังร่ายรำ หลี่เหมยตั้งใจทำทุกสิ่งอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือโอกาสที่จะแสดงความสามารถและสร้างความประทับใจให้กับฮ่องเต้ ใบชาค่อยๆ คลายตัว ปล่อยกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง กลิ่นหอมนั้นไม่ฉุน แต่กลับหอมละมุน ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย

เมื่อชงชาเสร็จ นางบรรจงยกถ้วยชาหยกสีเขียวอ่อนขึ้นถวายแด่องค์ฮ่องเต้ด้วยสองมืออย่างนอบน้อม "ขอเชิญเสวยเพคะฝ่าบาท"

ฮ่องเต้ทรงรับถ้วยชามา ทรงจิบอย่างช้าๆ พระพักตร์เรียบเฉยจนหลี่เหมยไม่อาจคาดเดาความรู้สึกของพระองค์ได้ นางยืนรออย่างเงียบๆ หัวใจเต้นระรัว

เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ ฮ่องเต้ทรงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา "ชาของเจ้า...มีรสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอมละมุน และให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด" พระสุรเสียงของพระองค์ทำให้หลี่เหมยรู้สึกโล่งใจ

"นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะฝ่าบาท"

"ข้าไม่เคยดื่มชาเช่นนี้มาก่อน ชาของเจ้าราวกับมีมนตร์สะกด ทำให้จิตใจที่วุ่นวายของข้าสงบลงได้ชั่วขณะ" ฮ่องเต้ทรงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "เจ้าชงชาได้ดีมากหลี่เหมย"

คำชมจากฮ่องเต้ทำให้หลี่เหมยรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่นางสามารถทำได้ และมันก็สร้างความประทับใจให้กับบุรุษผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งแผ่นดิน

"พรุ่งนี้เจ้ามาถวายการปรนนิบัติข้าอีกครั้งเถิด มาชงชาให้ข้าดื่มในยามบ่าย" ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่ง

"เพคะฝ่าบาท" หลี่เหมยรับคำอย่างนอบน้อม

หลังจากนั้นไม่นาน ฮ่องเต้ก็ทรงอนุญาตให้นางกลับตำหนัก หลี่เหมยเดินออกจากตำหนักเฉียนชิงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโล่งใจที่ผ่านการทดสอบมาได้ และตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้อีกครั้ง นี่อาจเป็นหนทางให้นางได้เข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจ และอาจจะนำไปสู่การไขปริศนาที่ค้างคาใจนางอยู่

ระหว่างทางกลับตำหนัก นางสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมองมาที่นางมากกว่าเดิม เสี่ยวฮวาที่เดินตามหลังมาก็ยิ้มอย่างดีใจ "คุณหนูเพคะ ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานคุณหนูแล้วใช่หรือไม่เพคะ"

หลี่เหมยยิ้มบางๆ "ข้าเองก็มิอาจคาดเดาได้เสี่ยวฮวา แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก"

นางรู้ดีว่าการได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นด้าย ยิ่งสูงเท่าไร ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น นางจะต้องระมัดระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น เพราะเงาแห่งความอิจฉาริษยาและแผนการร้าย กำลังจะคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวนางมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน และในสวนดอกเหมยอันงดงามนี้ อาจมีคมมีดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้กลีบดอกไม้ที่ดูบอบบางก็เป็นได้

เมื่อกลับมาถึงตำหนัก หลี่เหมยนั่งลงบนเก้าอี้ไม้จันทน์ นางหลับตาลง พยายามรวบรวมความคิด ความสามารถในการชงชาและวิเคราะห์สมุนไพรที่นางแสดงออกไปนั้น เป็นเพียงกลอุบายเล็กๆ น้อยๆ ที่นางหยิบยืมมาจากความทรงจำอันเลือนรางของหลี่เหมยคนเดิม ผสมผสานกับไหวพริบของน้ำฟ้า เพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้นางปลอดภัยได้อย่างแท้จริง

นางต้องแข็งแกร่งกว่านี้ ต้องฉลาดกว่านี้ และต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ของวังหลวงแห่งนี้ให้ถ่องแท้ เพื่อที่จะอยู่รอดและไขปริศนาเบื้องหลังการจุติใหม่ของนางให้ได้ ไม่ว่าเบื้องหลังนั้นจะซ่อนเร้นความลับที่ดำมืดเพียงใดก็ตาม นางจะต้องเผชิญหน้ากับมันให้ได้

เสียงลมพัดแผ่วเบาจากภายนอกนำพากลิ่นดอกเหมยเข้ามาในห้อง หลี่เหมยลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของนางฉายแววมุ่งมั่น นางรู้สึกราวกับได้ยินเสียงกระซิบจากอดีต เสียงที่เรียกร้องให้นางทวงคืนความยุติธรรมบางอย่าง และไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นของน้ำฟ้าหรือของหลี่เหมย นางก็จะต้องค้นหาความจริงให้ได้

ราตรีนี้ แม้จะเต็มไปด้วยความสงบ แต่หลี่เหมยรู้ดีว่ามันเป็นเพียงความสงบชั่วคราว ก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดกระหน่ำเข้ามาในชีวิตของนางอีกครั้งในไม่ช้า และนางจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมันให้ได้


หน้านิยาย
หน้านิยาย
แค้นรักวังหลวง

แค้นรักวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!