แค้นรักวังหลวง

ตอนที่ 9 — แผนร้ายในงานเลี้ยงจันทรา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

23 ตอน · 1,670 คำ

ข่าวคราวที่พระสนมหลี่เหมยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงราวกับไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืน สนมผู้ต่ำต้อยที่แทบไม่มีใครรู้จัก ก็กลายเป็นที่จับตามองของทุกสายตา หลายคนเฝ้าจับผิด หลายคนเฝ้าอิจฉาริษยา และหลายคนก็เริ่มวางแผนร้ายเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามที่อาจจะเติบโตขึ้นมาบดบังรัศมีของตน

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ‌หลี่เหมยต้องเดินทางไปยังตำหนักเฉียนชิงในยามบ่าย เพื่อถวายการปรนนิบัติฮ่องเต้ตามรับสั่ง นางยังคงชงชาถวาย และบางครั้งก็สนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรและธรรมชาติ ฮ่องเต้ทรงดูเหมือนจะพอพระทัยกับความสงบเสงี่ยมและภูมิความรู้เล็กๆ น้อยๆ ของนาง หลี่เหมยเองก็พยายามใช้โอกาสนี้ในการสังเกตการณ์พฤติกรรมของพระองค์ ​และสภาพแวดล้อมภายในตำหนักเฉียนชิง เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับปริศนาที่นางกำลังตามหา

สิ่งหนึ่งที่นางสังเกตเห็นคือ ฮ่องเต้ทรงเป็นบุรุษที่เคร่งขรึมและจริงจังกับพระราชกิจมาก พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตรวจราชการ และดูเหมือนจะทรงไม่ค่อยมีเวลาให้กับเรื่องส่วนพระองค์มากนัก ความโปรดปรานที่พระองค์มีต่อนาง อาจเป็นเพียงความต้องการที่จะมีใครสักคนอยู่ข้างกาย ที่สามารถนำพาความสงบและผ่อนคลายมาให้ได้บ้าง ‍ท่ามกลางความตึงเครียดของราชกิจ

เสี่ยวฮวาเองก็ดีใจเป็นล้นพ้นที่เห็นคุณหนูได้รับความโปรดปราน "คุณหนูเพคะ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คุณหนูจะต้องได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแน่แท้เพคะ"

หลี่เหมยยิ้มบางๆ "ตำแหน่งที่สูงขึ้น ก็ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบและอันตรายที่มากขึ้นด้วยเสี่ยวฮวา" นางกล่าวเตือนสติทั้งตัวเองและนางกำนัลข้างกาย

ในใจของหลี่เหมย นางยังคงไม่ลืมเป้าหมายหลักของตน ‌นั่นคือการไขปริศนาการตายของน้ำฟ้า และความเชื่อมโยงกับการที่นางมาอยู่ในร่างของหลี่เหมย นางเริ่มรู้สึกว่าการอยู่ใกล้ฮ่องเต้ อาจเป็นกุญแจสำคัญ เพราะพระองค์คือศูนย์กลางของทุกสิ่งในวังหลวงแห่งนี้ หากมีใครสักคนรู้ความลับเบื้องหลังการตายของหลี่เหมยคนเก่า หรือเหตุการณ์ที่นำพาน้ำฟ้ามาสู่ร่างนี้ บุคคลนั้นย่อมต้องเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

วันหนึ่ง ‍ขณะที่นางกำลังเดินกลับจากตำหนักเฉียนชิง นางบังเอิญได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของนางกำนัลสองคนจากตำหนักสนมเอกหรง นางกำนัลเหล่านั้นกำลังพูดถึง "งานเลี้ยงจันทรา" ที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และเรื่องที่สนมเอกหรงกำลังวางแผน "ต้อนรับ" พระสนมหลี่เหมยอย่าง ​"พิเศษ"

"ได้ยินว่าสนมเอกหรงไม่พอพระทัยอย่างยิ่งที่พระสนมหลี่เหมยได้รับความโปรดปราน" นางกำนัลคนหนึ่งกล่าว

"ก็แน่ล่ะสิเพคะ สนมเอกหรงเป็นถึงบุตรีของอัครเสนาบดีซ้าย ใครจะกล้ามาแย่งความโปรดปรานไปจากนางได้" อีกคนตอบ

"แล้วแผนการของนางคืออะไรกัน"

"ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัดเพคะ แต่ได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับ 'เหล้าบุปผา' อันเลื่องชื่อของตำหนักสนมเอกหรง"

หลี่เหมยเดินผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ​ราวกับไม่ได้ยินอะไร แต่ในใจกลับจดจำทุกถ้อยคำ นางรู้แล้วว่าภัยกำลังจะมาถึงตัวนางอีกครั้ง และดูเหมือนว่าคราวนี้จะเป็นฝีมือของสนมเอกหรง ซึ่งเป็นสนมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวังหลังคนหนึ่ง

เมื่อกลับมาถึงตำหนัก นางก็เรียกเสี่ยวฮวาเข้ามาปรึกษา "เสี่ยวฮวา เจ้าทราบเรื่องงานเลี้ยงจันทราที่จะจัดขึ้นในเร็ววันนี้หรือไม่"

"ทราบเพคะคุณหนู ​เป็นงานเลี้ยงประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงสวยงามที่สุดเพคะ สนมทุกคนจะต้องเข้าร่วม" เสี่ยวฮวาตอบ

"และเจ้าทราบหรือไม่ว่าสนมเอกหรงกำลังวางแผนอันใดเพื่อต้อนรับข้าในงานเลี้ยงนั้น" หลี่เหมยถามตรงๆ

เสี่ยวฮวาหน้าซีดเผือด "คุณหนูทราบได้อย่างไรเพคะ" นางมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง "หม่อมฉันเองก็ได้ยินมาบ้างเพคะ ว่าสนมเอกหรงไม่พอพระทัยที่คุณหนูได้รับความโปรดปราน และอาจจะ... อาจจะคิดแผนการไม่ดีบางอย่างเพคะ"

"แผนการนั้นเกี่ยวข้องกับ 'เหล้าบุปผา' ใช่หรือไม่" หลี่เหมยถามย้ำ

เสี่ยวฮวาพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ "เพคะคุณหนู เหล้าบุปผานั้นเป็นเหล้าประจำตำหนักของสนมเอกหรง มีรสชาติหอมหวานและขึ้นชื่อว่าทำให้ผู้ดื่มรู้สึกเคลิบเคลิ้ม แต่ก็มีข่าวลือว่าสนมเอกหรงเคยใช้เหล้านี้ในการกลั่นแกล้งสนมบางนางมาก่อนเพคะ"

หลี่เหมยขบคิดอย่างหนัก นางจะต้องหาทางรับมือกับแผนการนี้ให้ได้ "เสี่ยวฮวา เจ้าพอจะทราบส่วนผสมของเหล้าบุปผาได้หรือไม่"

"หม่อมฉันไม่ทราบส่วนผสมที่แน่ชัดเพคะคุณหนู แต่ทราบเพียงว่ามีสมุนไพรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกมึนเมาและอ่อนเพลียกว่าปกติหากดื่มเข้าไปมากเกินไป"

หลี่เหมยหลับตาลง พยายามรวบรวมข้อมูลที่นางมีในหัวสมองของน้ำฟ้า ความรู้เรื่องพิษและยาบางอย่างที่เคยอ่านเจอในนวนิยาย หรือสารคดีเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณผุดขึ้นมาในความคิด หากเป็นเหล้าที่ทำให้มึนเมาและอ่อนเพลีย อาจมีส่วนผสมของพืชบางชนิดที่มีฤทธิ์กดประสาทหรือทำให้เกิดอาการง่วงซึม หากดื่มเข้าไปในปริมาณมาก อาจถึงขั้นหมดสติ หรืออาจจะถูกใส่ร้ายว่ากระทำผิดบางอย่างในงานเลี้ยงได้

"เสี่ยวฮวา เจ้าช่วยไปสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับ 'เหล้าบุปผา' นี้ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ บอกเล่าถึงลักษณะ สี กลิ่น และอาการของผู้ที่เคยดื่มให้ข้าฟังอย่างละเอียด" หลี่เหมยสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เสี่ยวฮวารับคำสั่งอย่างแข็งขัน "ได้เพคะคุณหนู หม่อมฉันจะพยายามอย่างเต็มที่"

หลายวันต่อมา เสี่ยวฮวาก็นำข้อมูลที่ได้มาบอกเล่าให้หลี่เหมยฟัง "คุณหนูเพคะ หม่อมฉันสืบทราบมาว่า เหล้าบุปผานั้นมีสีแดงอ่อนๆ กลิ่นหอมหวานคล้ายดอกไม้ป่า แต่มีรสชาติค่อนข้างแรง ผู้ที่ดื่มเข้าไปมากจะรู้สึกเคลิบเคลิ้ม มึนงง และบางรายอาจถึงขั้นหมดสติเพคะ ที่สำคัญคือ มีข่าวลือว่าหากดื่มเหล้านี้ผสมกับสมุนไพรบางชนิด อาจทำให้ร่างกายอ่อนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้"

หลี่เหมยฟังแล้วรู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ หากเป็นเช่นนั้นจริง แผนการของสนมเอกหรงก็อาจจะร้ายแรงกว่าที่นางคิดไว้มาก ไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้งให้ขายหน้า แต่เป็นการหมายเอาชีวิตเลยก็เป็นได้

"เสี่ยวฮวา เจ้าไปที่ห้องเก็บสมุนไพรของเรา ลองหา 'รากหญ้าน้ำค้าง' มาให้ข้าหน่อย" หลี่เหมยสั่งการอย่างรวดเร็ว นางนึกถึงสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เคยอ่านเจอในตำราของหลี่เหมยคนเก่า ซึ่งมีสรรพคุณในการแก้พิษอ่อนๆ และช่วยให้ร่างกายสดชื่น หากนำมาบดเป็นผงแล้วผสมกับเครื่องดื่ม อาจช่วยลดทอนฤทธิ์ของเหล้าบุปผาได้

เสี่ยวฮวารีบไปทำตามคำสั่ง ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับรากหญ้าสีขาวขุ่นที่มีกลิ่นหอมเย็นๆ หลี่เหมยรับมาบดเป็นผงละเอียด และเก็บไว้ในซองผ้าเล็กๆ "ในงานเลี้ยงจันทรานี้ ไม่ว่าใครจะยื่นเหล้าบุปผาให้ข้าดื่ม เจ้าจะต้องหาทางนำผงนี้ผสมลงไปในถ้วยเหล้านั้นอย่างแนบเนียนที่สุด เข้าใจหรือไม่"

เสี่ยวฮวารับคำด้วยท่าทีจริงจัง "เข้าใจเพคะคุณหนู"

ในคืนงานเลี้ยงจันทรา พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงนวลผ่องลงมายังลานกว้างของตำหนักหลวงที่ถูกประดับประดาอย่างงดงามตระการตา สนมทุกคนต่างแต่งกายด้วยชุดที่สวยงามที่สุด เพื่อประชันโฉมกันในงาน หลี่เหมยเองก็สวมชุดผ้าไหมสีฟ้าครามปักลายดอกบัวอย่างเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีตประดับด้วยปิ่นหยกสีเขียวมรกต

เมื่อนางปรากฏตัวในงานเลี้ยง สายตาทุกคู่ก็หันมาจับจ้องที่นาง มีทั้งความชื่นชม ความอิจฉา และความไม่พอใจ หลี่เหมยเดินเข้าไปในงานอย่างสง่างาม โดยมีเสี่ยวฮวาเดินตามหลังอย่างไม่ห่าง

ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์สูงเคียงข้างด้วยสนมเอกหรง ซึ่งวันนี้ดูงดงามเป็นพิเศษในชุดสีแดงสดที่ปักลวดลายหงส์ทอง เมื่อฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นหลี่เหมย ก็ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย ทำให้สนมเอกหรงที่ประทับอยู่ข้างๆ ชายตามองหลี่เหมยด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างคึกคัก มีการแสดงดนตรี การร่ายรำ และการละเล่นต่างๆ สนมเอกหรงดูเหมือนจะร่าเริงเป็นพิเศษ นางยกจอกเหล้าบุปผาขึ้นดื่มหลายต่อหลายครั้ง และทุกครั้งที่นางยกจอก ก็มักจะชายตามองมาที่หลี่เหมย

ไม่นานนัก ก็ถึงช่วงเวลาที่สนมเอกหรงเป็นเจ้าภาพในการรินเหล้าถวายแด่สนมทุกคน นางเดินถือเหยือกเหล้าบุปผาที่ส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวนใจไปทั่วงาน และหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่เหมย

"น้องหลี่เหมย ข้าได้ยินว่าเจ้าเพิ่งได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง คืนนี้เป็นคืนงานเลี้ยงจันทรา ข้าจึงอยากจะรินเหล้าบุปผาที่ขึ้นชื่อของตำหนักข้าให้น้องได้ลิ้มรสสักจอก" สนมเอกหรงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววเจ้าเล่ห์

หลี่เหมยยิ้มตอบอย่างสุภาพ "ขอบพระทัยเพคะท่านพี่"

สนมเอกหรงรินเหล้าบุปผาสีแดงอ่อนลงในจอกหยกที่วางอยู่ตรงหน้าหลี่เหมย อย่างจงใจให้ปริมาณมากกว่าจอกของสนมคนอื่นๆ เล็กน้อย ขณะที่สนมเอกหรงกำลังหันไปรินเหล้าให้สนมคนถัดไป เสี่ยวฮวาที่ยืนอยู่ด้านหลังหลี่เหมย ก็ฉวยโอกาสที่ไม่มีใครมอง เห็น แอบเทผงรากหญ้าน้ำค้างลงในจอกเหล้าของหลี่เหมยอย่างรวดเร็วและแนบเนียนที่สุด

หลี่เหมยรับจอกเหล้ามาถือไว้ในมือ นางจิบเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ดูผิดสังเกต รสชาติของเหล้าบุปผาหวานหอมจริงๆ แต่ก็มีรสขมปลายลิ้นเล็กน้อยที่นางสัมผัสได้ ซึ่งน่าจะเป็นรสของรากหญ้าน้ำค้างที่เสี่ยวฮวาใส่ลงไป

สนมเอกหรงกลับมาที่โต๊ะของตนเอง และยกจอกเหล้าของนางขึ้น "ขอให้ทุกท่านมีความสุขในคืนงานเลี้ยงจันทรานี้"

ทุกคนยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม หลี่เหมยก็ยกจอกขึ้นดื่มตาม แต่จิบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นางสังเกตเห็นว่าสนมเอกหรงคอยจับจ้องมองมาที่นางอยู่เป็นระยะๆ ราวกับกำลังรอคอยผลลัพธ์บางอย่าง

เวลาผ่านไป การแสดงยังคงดำเนินต่อไป สนมหลายคนเริ่มมีอาการมึนเมา บางคนหน้าแดงก่ำ บางคนส่งเสียงหัวเราะคิกคัก แต่หลี่เหมยยังคงรู้สึกเป็นปกติ นางรู้สึกสดชื่นด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะรากหญ้าน้ำค้างที่นางใส่ลงไปช่วยลดทอนฤทธิ์ของเหล้าบุปผาได้เป็นอย่างดี

จู่ๆ สนมเอกหรงก็ลุกขึ้นยืน นางเดินตรงมาที่หลี่เหมย พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัย "น้องหลี่เหมย ดูเหมือนเจ้าจะไม่ดื่มเหล้าบุปผาที่ข้ารินให้เลยนะ หรือว่าเหล้าของข้าไม่ถูกปากเจ้า"

หลี่เหมยยิ้มตอบ "มิใช่เช่นนั้นเพคะท่านพี่ เหล้าบุปผาของท่านพี่หอมหวานยิ่งนัก แต่หม่อมฉันเป็นคนคออ่อน ดื่มมากไม่ได้เพคะ"

"เช่นนั้นหรือ" สนมเอกหรงกล่าวพลางเดินเข้ามาใกล้ "แต่คืนนี้เป็นคืนพิเศษ หากไม่ดื่มให้หมดจอกก็ดูจะเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าภาพนะ" นางกล่าวพร้อมกับคว้าข้อมือของหลี่เหมย และพยายามบังคับให้นางยกจอกเหล้าที่เหลืออยู่ขึ้นดื่ม

หลี่เหมยตกใจ นางพยายามดึงมือออก แต่สนมเอกหรงกลับจับข้อมือนางไว้แน่น

"ท่านพี่จะทำอันใดเพคะ" หลี่เหมยกล่าวเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย

เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนในงานเลี้ยงหันมามอง สนมบางนางเริ่มกระซิบกระซาบกัน ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ก็ทอดพระเนตรมายังเหตุการณ์นี้ด้วยพระพักตร์เรียบเฉย

"ข้าก็แค่อยากให้น้องดื่มเหล้าให้หมดจอกเท่านั้นเอง" สนมเอกหรงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเย็นชา ดวงตาของนางฉายแววเยาะหยันราวกับจะบอกว่านางกำลังสนุกกับการได้เห็นหลี่เหมยตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

ในวินาทีนั้นเอง หลี่เหมยตัดสินใจทันที นางรู้ดีว่าหากนางขัดขืนมากเกินไป อาจจะทำให้ดูเหมือนว่านางไม่เคารพสนมเอกหรง แต่หากนางดื่มเหล้าที่เหลือทั้งหมดเข้าไป อาจจะเกิดผลร้ายตามมาได้

"ท่านพี่ หากท่านพี่อยากให้หม่อมฉันดื่มเหล้าบุปผาให้หมดจอก ก็ควรจะดื่มเป็นเพื่อนหม่อมฉันด้วยสิเพคะ" หลี่เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สดใสและรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา "ไหนๆ ก็เป็นคืนพิเศษแล้ว พวกเรามาดื่มอวยพรให้กันและกันดีหรือไม่เพคะ"

คำพูดของหลี่เหมยทำให้สนมเอกหรงชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มของนางแข็งค้าง เหตุการณ์พลิกผันอย่างกะทันหัน ทุกคนในงานเลี้ยงต่างหันมามองสนมเอกหรงอย่างคาดไม่ถึง

"จะ...เจ้าหมายความว่าอย่างไร" สนมเอกหรงถามเสียงตะกุกตะกัก

"ก็หมายความว่า หากท่านพี่รินเหล้าให้หม่อมฉันดื่ม หม่อมฉันก็อยากให้ท่านพี่ดื่มเหล้าของตัวเองให้หมดจอกด้วยเช่นกันเพคะ เพื่อแสดงถึงความเป็นมิตรและความจริงใจต่อกัน" หลี่เหมยกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น

ทุกคนในงานต่างมองหน้ากันไปมา สนมเอกหรงตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากนางปฏิเสธ ก็จะดูเหมือนว่านางกำลังมีแผนร้ายบางอย่าง แต่หากนางยอมดื่มเหล้าบุปผาของนางเองหมดจอก นางก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของแผนการที่นางวางไว้เอง

ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ก็ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย พระองค์ทรงหันไปมองสนมเอกหรงด้วยสายพระเนตรที่แฝงไว้ด้วยความขบขัน

สนมเอกหรงกัดริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าตนเองตกหลุมพรางที่หลี่เหมยวางไว้แล้ว นางมองไปรอบๆ เห็นสายตาของสนมคนอื่นๆ ที่กำลังจับจ้องมาที่นางด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในที่สุด นางก็จำต้องยอมแพ้

"เอาเถิด ในเมื่อน้องหลี่เหมยกล่าวเช่นนั้น ข้าก็จะไม่ขัดศรัทธา" สนมเอกหรงกล่าวอย่างจำยอม นางยกจอกเหล้าของตนเองขึ้น แล้วดื่มพรวดเดียวจนหมดจอก

หลี่เหมยยิ้มอย่างพอใจ นางเองก็ยกจอกเหล้าของตนเองขึ้น และจิบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อไม่ให้ดูผิดสังเกต

สนมเอกหรงวางจอกเหล้าลงอย่างแรง แล้วเดินกลับไปยังที่นั่งของตนเองด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง นางยังคงจ้องมองมาที่หลี่เหมยด้วยแววตาอาฆาต

หลี่เหมยรู้ดีว่านางได้สร้างศัตรูที่ร้ายกาจขึ้นมาอีกคนแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน นางก็แสดงให้ทุกคนเห็นว่านางไม่ใช่สนมผู้ต่ำต้อยที่สามารถรังแกได้ง่ายๆ และนางก็มีไหวพริบปฏิภาณที่จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายได้

งานเลี้ยงดำเนินต่อไป บรรยากาศเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่หลี่เหมยก็ยังคงระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา นางรู้ดีว่าสนมเอกหรงคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามในวังหลังที่นางจะต้องเผชิญหน้า

เมื่อกลับมาถึงตำหนัก หลี่เหมยถอนหายใจยาว นางรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ "เสี่ยวฮวา คืนนี้เจ้าทำได้ดีมาก"

เสี่ยวฮวายิ้มอย่างดีใจ "เป็นเพราะคุณหนูฉลาดหลักแหลมเพคะ"

หลี่เหมยพยักหน้า "แต่เราก็ไม่อาจประมาทได้ สนมเอกหรงเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น นางจะต้องหาทางเอาคืนเราอย่างแน่นอน"

นางเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปเห็นพระจันทร์เต็มดวงที่ส่องแสงนวลผ่องอยู่บนท้องฟ้า นางคิดถึงน้ำฟ้าในโลกเดิม ที่ไม่เคยต้องมาเผชิญหน้ากับความริษยาและเล่ห์เพทุบายเช่นนี้ แต่ในเมื่อนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว นางก็จะต้องเข้มแข็งพอที่จะต่อสู้และเอาชีวิตรอดให้ได้

และเหนือสิ่งอื่นใด นางจะต้องไขปริศนาที่ค้างคาใจนางมาโดยตลอด ไม่ว่าความจริงนั้นจะนำพานางไปสู่จุดจบเช่นไรก็ตาม


หน้านิยาย
หน้านิยาย
แค้นรักวังหลวง

แค้นรักวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!