บัลลังก์แค้นวังหลัง

ตอนที่ 2 — เงาอัปลักษณ์ในตำหนักร้าง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

27 ตอน · 752 คำ

เงาอัปลักษณ์ในวังเย็น

รุ่งเช้าของวันถัดมา ข้าตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง แต่ภายในใจกลับมีความมุ่งมั่นบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้น ข้าไม่ใช่เหมยหลิงคนเดิมที่อ่อนแอและจมอยู่กับความเศร้าอีกแล้ว หลังจากได้ยินเสียงกระซิบเมื่อคืน ข้าก็เริ่มสงสัยว่าเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้อาจมีอะไรที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น ตำหนักเหมยฮวาที่ข้าถูกส่งมาอยู่นั้นเป็นตำหนักที่ถูกทอดทิ้งมานาน ต้นเหมยรอบตำหนักแห้งเหี่ยวไร้ชีวิตชีวา ‌แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีกลิ่นอายของความงามที่เคยรุ่งเรืองหลงเหลืออยู่

“พระสนมเพคะ ได้เวลาเสวยแล้วเพคะ” ชิงเอ๋อร์ นางกำนัลรับใช้คนสนิทที่ติดสอยห้อยตามข้ามาตั้งแต่ยังเด็ก เดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย นางเป็นเพียงไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ข้างข้าในยามที่ข้าตกอับ ชิงเอ๋อร์เป็นเด็กสาวซื่อสัตย์และจงรักภักดี น้ำตาคลอเบ้าทุกครั้งที่เห็นข้าทุกข์ใจ

“ชิงเอ๋อร์ ​ไม่ต้องห่วงข้า” ข้ายิ้มบางๆ ให้กับนาง พยายามจะแสดงความเข้มแข็งออกมา “เราต้องปรับตัวให้ได้ที่นี่”

อาหารที่นำมาเสวยนั้นเรียบง่ายจนน่าตกใจ ต่างจากอาหารที่ข้าเคยได้รับเมื่อครั้งยังเป็นองค์รัชทายาที ข้ากินไปเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกอิ่ม พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ‍ต้นเหมยที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามและบริสุทธิ์ บัดนี้กลับกลายเป็นภาพสะท้อนของชีวิตข้าที่กำลังร่วงโรย

ตลอดทั้งวัน ข้าเริ่มสำรวจตำหนักเหมยฮวาอย่างละเอียด มันเป็นตำหนักเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ก่อน มีห้องลับและทางเดินที่ซับซ้อนมากมาย บางทีอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ที่นี่ก็ได้ ข้าเดินไปตามโถงทางเดินที่มืดมิดและเต็มไปด้วยหยากไย่ จนมาถึงห้องสมุดขนาดเล็กที่ถูกปิดตายมานาน ‌ภายในห้องเต็มไปด้วยตำราเก่าแก่และเอกสารต่างๆ ที่ถูกทิ้งร้างไว้ ข้าเริ่มปัดฝุ่นและสำรวจทีละเล่ม หวังว่าจะเจอเบาะแสอะไรบางอย่าง

ขณะที่กำลังค้นหาอยู่ ข้าก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบามาจากนอกตำหนัก ข้าพยายามซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือสูงใหญ่ และแอบมองผ่านช่องว่างของบานประตูที่ผุพัง สิ่งที่เห็นทำให้ข้าตกใจไม่น้อย ‍ชายชราคนหนึ่งในชุดขันที กำลังยืนสำรวจรอบๆ ตำหนักด้วยสายตาที่เฉียบคมและน่าเกรงขาม เขาไม่ใช่ขันทีธรรมดาอย่างแน่นอน ดวงตาของเขาฉายแววความเจ้าเล่ห์และรอบรู้ เขามองมายังตำหนักเหมยฮวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนัย ก่อนจะเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ

“หลี่กงกง” ชิงเอ๋อร์กระซิบเรียกชื่อขันทีผู้นั้นด้วยความตกใจ ​“เขาเป็นหัวหน้าขันทีในตำหนักด้านใน มีอำนาจมากนักเพคะ”

ข้าพยักหน้าเล็กน้อย หลี่กงกงผู้นี้ดูไม่น่าไว้วางใจนัก การที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ ยิ่งตอกย้ำความสงสัยของข้าว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับข้าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

วันเวลาผ่านไป ข้าใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านตำราและเอกสารเก่าๆ ในห้องสมุดแห่งนี้ ข้าพบเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์ ​การเมืองในวังหลัง และตำนานต่างๆ ที่เล่าขานกันมา ข้าเริ่มเข้าใจถึงความซับซ้อนของอำนาจและการแย่งชิงผลประโยชน์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ตำหนักเหมยฮวานี้เองก็เคยเป็นที่พำนักของอดีตพระสนมที่ต้องโทษและถูกกักขัง ทำให้ข้ารู้สึกว่าชีวิตของข้าไม่ได้แตกต่างจากพวกนางเท่าไรนัก

ในขณะที่ข้ากำลังดำดิ่งอยู่กับโลกของตัวอักษรอยู่นั้น ก็มีขันทีน้อยนำพัดที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงมามอบให้ข้า “มีผู้ส่งมาให้พระสนมเหมยเพคะ” ​ขันทีน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความหวาดกลัวก่อนจะรีบจากไปอย่างรวดเร็ว

ข้ารับพัดมาถือไว้ในมือ พัดเล่มนี้ทำจากไม้จันทน์หอม แกะสลักเป็นรูปนกฟีนิกซ์ที่กำลังโบยบินอย่างสง่างาม บนตัวพัดมีบทกลอนสั้นๆ เขียนไว้ด้วยลายมืออันงดงาม “เหมยงามยามหนาว สู้ทนเพื่อวันใหม่…ฟีนิกซ์ทมิฬ จักผงาดเหนือเถ้าถ่าน” บทกลอนนี้ดูเหมือนจะเป็นปริศนา ไม่ใช่คำปลอบโยนธรรมดา และใครกันที่ส่งพัดเล่มนี้มาให้ข้า?

ข้าพลิกดูพัดอย่างละเอียด และพบว่าที่ด้ามพัดมีอักษรจีนโบราณสลักอยู่ตัวเล็กๆ ตัวอักษรนั้นคือคำว่า ‘ลี่’ หัวใจของข้าเต้นแรงขึ้นมาทันที ‘ลี่’ เป็นนามสกุลของอดีตขุนนางคนสนิทของเสด็จพ่อ ซึ่งถูกประหารชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนในข้อหากบฏ และเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะตามประวัติศาสตร์ อดีตขุนนางลี่ผู้นั้นมีบุตรีเพียงคนเดียวและบุตรีนางนั้นก็ถูกส่งตัวไปเป็นนางชีในสำนักนางชีบนภูเขาห่างไกลแล้ว ข้าจำได้ว่าขุนนางลี่นั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเสด็จพ่อของข้ามาก ก่อนที่เขาจะถูกกล่าวหาด้วยข้อหากบฏ ข้าไม่เคยเชื่อเลยว่าเขาจะสามารถทำสิ่งเลวร้ายเช่นนั้นได้

หรือว่าบุตรีของเขาจะยังไม่ตาย? และนางกำลังพยายามส่งสารบางอย่างมาให้ข้า? แต่ถึงกระนั้น นางจะทำไปเพื่ออะไร? และการที่นางกล้าส่งพัดเช่นนี้มาให้ ก็หมายความว่านางจะต้องมีอำนาจและอิทธิพลบางอย่างในวังแห่งนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้ที่ไม่กลัวตาย และต้องการจะให้ข้าเข้าใจในสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่

ในขณะที่ข้ากำลังจมดิ่งอยู่กับความคิด จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ขันทีหลายคนกรูเข้ามาในตำหนักด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ราวกับกำลังตามหาอะไรบางอย่าง

“เกิดอันใดขึ้น?” ชิงเอ๋อร์ถามด้วยความตกใจ

“มีผู้ร้องเรียนว่าเห็นปีศาจออกอาละวาดอยู่ในตำหนักเหมยฮวา ขอให้พระสนมให้ความร่วมมือด้วย” หัวหน้าขันทีผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง พวกเขาไม่รอให้ข้าตอบ แต่เริ่มค้นตำหนักอย่างรวดเร็วและรุนแรง ราวกับจะรื้อค้นทุกสิ่งทุกอย่างให้พังพินาศ

ปีศาจหรือ? ชัดเจนว่านี่เป็นการกลั่นแกล้ง! ใครกันที่อยู่เบื้องหลังการกล่าวหาที่ไร้สาระนี้? และที่สำคัญกว่านั้น พวกเขาต้องการอะไรจากข้า? พัดในมือข้าถูกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้ออย่างรวดเร็ว ข้าต้องไม่ให้ใครรู้เรื่องพัดนี้เป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นมันอาจนำพาอันตรายมาสู่ข้าได้

หัวหน้าขันทีเดินตรงเข้ามาหาข้า ดวงตาของเขาจ้องมองข้าอย่างไม่ลดละ “พระสนมเหมย โปรดให้ความร่วมมือด้วย หากเราพบสิ่งผิดปกติใดๆ…เราจะถือว่าพระสนมเป็นผู้ที่ต้องสงสัย”

แววตาของเขาเต็มไปด้วยความจ้องจับผิด ข้ารู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง การกล่าวหาว่ามีปีศาจในตำหนักนี้ เป็นข้ออ้างที่ใช้ในการค้นหาอะไรบางอย่าง และข้าเกือบจะแน่ใจว่ามันเกี่ยวข้องกับพัดเล่มนี้ หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่พัดนี้กำลังบอกใบ้ถึง ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกลากเข้าไปพัวพันกับแผนการร้ายบางอย่างที่ใหญ่โตเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้ และชีวิตของข้าตอนนี้ก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายอันบอบบางนี้

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บัลลังก์แค้นวังหลัง

บัลลังก์แค้นวังหลัง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!