ท้องพระโรงยังคงตกอยู่ในความเงียบงันอึดอัด เสียงฝีเท้าของเสนาบดีซ่งเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของข้าเหมยหลิง ราวกับมันเป็นเสียงป่าวประกาศถึงหายนะที่กำลังจะมาถึง แววตาที่เต็มไปด้วยความอำมหิตของเขาทำให้ข้ารู้สึกหนาวสะท้านไปถึงไขกระดูก ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงกำพระหัตถ์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แสดงถึงความกราดเกรี้ยวที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายใน
“น่ารังเกียจอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งเอ่ยซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ดวงตาของเขากวาดมองไปทั่วท้องพระโรงอย่างผู้ชนะ “สิ่งที่น่ารังเกียจกว่าคือความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมอันหรูหราของราชวงศ์ต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่สิ้นคำ เสนาบดีซ่งก็หยิบม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองออกมาจากอกเสื้อ ม้วนผ้านั้นถูกมัดด้วยเชือกสีแดงเข้ม มีตราประทับโบราณของราชวงศ์ประทับอยู่ ดูเก่าแก่และขลังอย่างน่าประหลาดใจ บรรยากาศในท้องพระโรงยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นไปอีก เหล่าขุนนางต่างกระซิบกระซาบกันเบาๆ บางคนเริ่มมีสีหน้าหวาดหวั่น ขณะที่บางคนกลับมองเสนาบดีซ่งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“เจ้าจะทำอะไร! เสนาบดีซ่ง!” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสเสียงกร้าว “อย่าได้คิดกระทำการอันใดที่จะทำให้ราชวงศ์ต้องมัวหมองเป็นอันขาด!”
“มัวหมองอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งหัวเราะหึๆ “ฝ่าบาท… ความจริงคือสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ และความจริงที่ข้ากำลังจะเปิดเผยนี้ จะทำให้บัลลังก์ของท่านสั่นคลอนไปตลอดกาล!”
เขาคลายเชือกที่มัดม้วนผ้าไหมออกอย่างช้าๆ ราวกับจงใจสร้างความอึดอัดให้ยาวนานที่สุด ข้าเหมยหลิงจ้องมองการกระทำของเขาอย่างไม่กะพริบตา หัวใจของข้าเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ไม่รู้ว่าความจริงที่เสนาบดีซ่งกำลังจะเปิดเผยคืออะไร แต่สัมผัสได้ถึงลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เมื่อม้วนผ้าถูกกางออก แสงจากโคมไฟระยิบระยับที่ห้อยลงมาจากเพดานก็ส่องกระทบตัวอักษรสีดำที่เขียนไว้อย่างบรรจงบนผ้าไหมนั้น ทันทีที่เหล่าขุนนางได้เห็นข้อความที่ปรากฏอยู่บนผ้า หลายคนก็ถึงกับส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดราวกับได้เห็นภูตผีปีศาจ ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อพยายามจะคว้าผ้านั้นมาดู แต่กลับถูกขุนนางคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กัน ขวางทางไว้
“ฝ่าบาท! ทรงโปรดระงับพระทัยก่อนพ่ะย่ะค่ะ!” ขุนนางผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เจ้ากล้าดียังไง!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงตวาด แต่สายพระเนตรของพระองค์ก็ยังคงจ้องมองไปยังผืนผ้าไหมนั้นอย่างไม่วางตา ราวกับพยายามอ่านข้อความจากระยะไกล
เสนาบดีซ่งยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคน “ความจริงข้อแรกพ่ะย่ะค่ะ… ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงไม่ใช่โอรสที่แท้จริงของอดีตฮ่องเต้เหวินจง!”
คำประกาศของเสนาบดีซ่งดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ราวกับฟ้าร้องกลางวันแสกๆ ข้าเหมยหลิงถึงกับรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด นี่มันเรื่องอะไรกัน! ฮ่องเต้ไม่ใช่โอรสที่แท้จริงของอดีตฮ่องเต้! หากเป็นเช่นนั้นจริง… ความชอบธรรมในการครองบัลลังก์ของพระองค์จะเหลืออะไร!
เสียงซุบซิบดังระงมไปทั่ว ขุนนางบางคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว บางคนพยายามจะวิ่งหนี แต่ประตูลับด้านหลังท้องพระโรงที่เคยเปิดไว้ก็ปิดลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงโซ่เหล็กที่ถูกลงกลอน
“ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องเหลวไหล!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวจนพระพักตร์แดงก่ำ “เจ้ากล่าวหาใส่ร้ายข้าอย่างไม่ละอายใจ!”
“ข้าไม่ได้กล่าวหาพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “เอกสารชิ้นนี้คือพระราชโองการลับของอดีตฮ่องเต้เหวินจงพ่ะย่ะค่ะ ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า โอรสที่ประสูติจากฮองเฮาหลิวซื่อเมื่อสามสิบปีก่อนได้สิ้นพระชนม์ลงตั้งแต่แรกประสูติ และเพื่อรักษาเสถียรภาพของราชวงศ์ อดีตฮ่องเต้จึงทรงมีพระราชดำริให้สลับตัวโอรสที่สิ้นพระชนม์กับทารกเพศชายที่เก็บมาได้จากชาวบ้านสามัญชนผู้นั้น นั่นก็คือ… ท่านฮ่องเต้หลงเหยียนในปัจจุบันนี่เองพ่ะย่ะค่ะ!”
คำพูดของเสนาบดีซ่งแต่ละคำราวกับคมมีดที่กรีดแทงลงบนแผลฉกรรจ์ในใจของทุกคน ข้าเหมยหลิงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า เรื่องราวนี้มันเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้ ฮ่องเต้ที่ข้าเคยคิดว่าเย็นชาและไร้หัวใจ แท้จริงแล้วทรงแบกรับความลับอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ไว้ในพระองค์มาตลอดหรือนี่
“โกหก! ทั้งหมดนี่คือเรื่องโกหก!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงตะโกนสุดเสียง “ไม่มีทางที่พระบิดาของข้าจะทำเช่นนั้น!”
“ทรงโปรดฟังข้าเถอะพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งยิ้มเยาะ “พระราชโองการลับนี้ถูกเก็บซ่อนไว้ในสุสานหลวง โดยมีเพียงข้าในฐานะเสนาบดีอาวุโสและองค์ไทเฮาหลิวซื่อเท่านั้นที่ทราบเรื่องนี้”
ทุกคนหันไปมององค์ไทเฮาหลิวซื่อที่ประทับอยู่บนบัลลังก์รอง พระพักตร์ของนางยังคงเรียบเฉย แต่มือที่กำแน่นบนพนักพิงบัลลังก์เผยให้เห็นความเครียดที่ซ่อนอยู่ ข้าเหมยหลิงมองนางอย่างไม่ไว้ใจ คำพูดของเสนาบดีซ่งทำให้ข้าเริ่มสงสัยในบทบาทขององค์ไทเฮา นางเคยปกป้องฮ่องเต้หลงเหยียนจากบุรุษลึกลับในห้องลับ แต่ตอนนี้… นางกลับไม่เอ่ยปากแก้ต่างให้พระองค์แม้แต่น้อย
“องค์ไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงหันไปหาพระมารดาบุญธรรมด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เสนาบดีซ่งพูดเรื่องไร้สาระ! โปรดตรัสยืนยันเถิดว่าข้าคือโอรสที่แท้จริงของอดีตฮ่องเต้เหวินจง!”
ทั่วท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทุกสายตาจับจ้องไปที่องค์ไทเฮาหลิวซื่อ รอคอยคำตอบจากนาง ข้าเองก็เช่นกัน หัวใจของข้าเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งราวกับจะหลุดออกมาจากอก ข้าภาวนาให้นางปฏิเสธ ให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงแผนการสกปรกของเสนาบดีซ่ง
องค์ไทเฮาหลิวซื่อทรงลุกขึ้นช้าๆ พระพักตร์ของนางยังคงเรียบเฉย แต่แววตาที่จับจ้องไปยังฮ่องเต้หลงเหยียนกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจ แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด
“เสนาบดีซ่ง… ได้กล่าวความจริงแล้ว”
คำสารภาพขององค์ไทเฮาหลิวซื่อดังก้องไปทั่วท้องพระโรงราวกับระเบิดที่ลงกลางใจทุกคน ข้าเหมยหลิงถึงกับตัวชาไปทั้งตัว ความจริงที่ถูกเปิดเผยออกมานั้นโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะรับไหว ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น พระพักตร์ซีดเผือดลงจนไร้สีพระโลหิต แววตาของพระองค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความผิดหวังอย่างถึงที่สุด
“ไม่จริง! องค์ไทเฮา… ท่าน… ท่านหลอกลวงข้ามาตลอดหรือพ่ะย่ะค่ะ!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือราวกับจะขาดใจ
องค์ไทเฮาหลิวซื่อทรงหลับพระเนตรลงช้าๆ “ข้าไม่มีทางเลือก… ข้าทำไปเพื่อรักษาเสถียรภาพของราชวงศ์ เพื่อรักษาตระกูลหลิวซื่อของเราไว้”
“เพื่อรักษาตระกูลหลิวซื่อ?” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงหัวเราะในลำคออย่างเจ็บปวด “หรือเพื่อรักษาอำนาจของท่านเองกันแน่พ่ะย่ะค่ะ!”
“ท่านฮ่องเต้” เสนาบดีซ่งก้าวเข้ามาใกล้ “ในเมื่อความจริงได้ปรากฏแล้ว บัลลังก์นี้จึงไม่สมควรเป็นของท่านอีกต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
ทันใดนั้นเอง องค์ชายรองก็ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงพร้อมกับกองทหารชุดดำจำนวนมากที่ถืออาวุธครบมือ พวกเขารายล้อมท้องพระโรงในทันที สร้างความแตกตื่นและหวาดกลัวให้กับเหล่าขุนนางที่เหลืออยู่
“ดูเหมือนว่าข้าจะมาได้จังหวะพอดีนะพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายรองยิ้มเยาะ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและอำมหิต “ในเมื่อฮ่องเต้หลงเหยียนทรงไม่ใช่โอรสที่แท้จริงของอดีตฮ่องเต้เหวินจง บัลลังก์มังกรนี้ก็ควรจะตกเป็นของโอรสสายเลือดแท้ที่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นก็คือ… ข้าพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรองอี้หราน!”
ข้าเหมยหลิงถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำพูดขององค์ชายรองอี้หราน นี่เป็นแผนการที่วางไว้ซับซ้อนและแยบยลยิ่งนัก องค์ไทเฮาหลิวซื่อ เสนาบดีซ่ง และองค์ชายรองอี้หราน… พวกเขาทั้งหมดคือผู้สมรู้ร่วมคิด! แผนการที่เริ่มจากห้องลับใต้ดิน ลอบสังหารบุรุษลึกลับที่ถือมีดสำนักเงาโลหิต และมาจบลงที่การเปิดโปงความจริงในท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์นี้… ทั้งหมดเพื่อโค่นล้มฮ่องเต้หลงเหยียน!
“เจ้า… เจ้าเป็นคนขององค์ไทเฮาตั้งแต่แรกใช่หรือไม่!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงตะโกนใส่เสนาบดีซ่ง ดวงพระเนตรเต็มไปด้วยความขุ่นแค้น “และเจ้า… องค์ชายรอง… เจ้าก็คือหมากตัวหนึ่งในแผนการขององค์ไทเฮา!”
“หมากตัวหนึ่งอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายรองอี้หรานหัวเราะเสียงดัง “ข้าต่างหากคือผู้ที่สมควรจะครองบัลลังก์นี้! ข้าคือสายเลือดที่แท้จริงของราชวงศ์! และในวันนี้ ข้าจะทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของข้า!”
องค์ชายรองอี้หรานโบกมือเป็นสัญญาณ ทหารชุดดำก็กรูกันเข้าจับตัวฮ่องเต้หลงเหยียนทันที แม้ฮ่องเต้จะทรงพยายามต่อต้าน แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าและถูกรุมล้อม ทำให้พระองค์ไม่สามารถต้านทานได้นานนัก ไม่นานนัก ฮ่องเต้หลงเหยียนก็ถูกจับกุมและคุกเข่าลงต่อหน้าบัลลังก์มังกรที่บัดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้ของพระองค์
“ฝ่าบาท!” ข้าเหมยหลิงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจและสงสาร ไม่ว่าพระองค์จะเคยทำอะไรกับข้า แต่ในยามนี้ พระองค์กลับดูน่าเวทนาเหลือเกิน
ทันทีที่ข้าส่งเสียง องค์ไทเฮาหลิวซื่อก็หันมามองข้าด้วยแววตาเย็นชา “พระสนมเหมยหลิง… เจ้าในฐานะสนมของฮ่องเต้หลงเหยียน ย่อมถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการปกปิดความจริงอันน่าอับอายนี้ด้วยเช่นกัน”
“ข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้เพคะ!” ข้าปฏิเสธเสียงแข็ง “ข้าถูกใส่ร้าย!”
“ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้” องค์ชายรองอี้หรานเอ่ยด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “เจ้าก็ต้องรับโทษทัณฑ์จากความผิดนี้! และในฐานะที่เจ้าเคยเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ปลอมผู้นี้ เจ้าก็ควรจะได้รับโทษที่สาสม!”
ทหารชุดดำสองคนกรูกันเข้ามาจับตัวข้า ข้าพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่ก็ไม่สามารถต้านทานได้ พวกเขาจับข้ากดลงไปคุกเข่าอยู่ข้างๆ ฮ่องเต้หลงเหยียน สายตาของข้าปะทะเข้ากับสายพระเนตรที่เจ็บปวดของพระองค์ ในแววตาคู่นั้น ข้าเห็นความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความอับอาย ความโกรธ และความเสียใจอย่างลึกซึ้ง
“ฮ่องเต้หลงเหยียน” องค์ชายรองอี้หรานกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันขณะเดินขึ้นไปยืนอยู่บนขั้นบันไดหน้าบัลลังก์มังกร “และพระสนมเหมยหลิง… พวกเจ้าจะถูกจองจำในคุกหลวง และรอการพิจารณาโทษอย่างเป็นทางการในอีกสามวันข้างหน้า!”
เหล่าขุนนางที่เหลือต่างก้มหน้าซบพื้น ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมามอง ไม่มีใครกล้าส่งเสียงคัดค้าน องค์ไทเฮาหลิวซื่อมองมาที่เราสองคนด้วยแววตาที่ข้าอ่านไม่ออก ราวกับมีม่านหมอกแห่งความลับปกคลุมอยู่
“พาตัวไป!” องค์ชายรองอี้หรานออกคำสั่ง
ทหารชุดดำลากตัวข้าและฮ่องเต้หลงเหยียนออกไปจากท้องพระโรงอันโอ่อ่านี้อย่างทารุณ ทิ้งให้เบื้องหลังคือบัลลังก์มังกรที่ว่างเปล่า และเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะขององค์ชายรองอี้หราน
ในขณะที่ถูกลากผ่านทางเดินอันยาวเหยียด ข้าพยายามมองหาทางรอด แต่ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยทหารชุดดำ ไม่เหลือหนทางให้ดิ้นรนเลยแม้แต่น้อย ความมืดมิดของคุกหลวงรออยู่เบื้องหน้า และความตายอาจเป็นจุดจบที่ข้าและฮ่องเต้หลงเหยียนต้องเผชิญ ข้าไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป โลกทั้งใบของข้าพังทลายลงในพริบตาเดียว จากบัลลังก์หงส์สู่หุบเหวแห่งวังหลังอันโหดร้าย ตอนนี้ข้าถูกโยนลงไปในหุบเหวลึกที่มืดมิดกว่าเดิม
เราถูกพามายังคุกหลวงที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน กลิ่นอับชื้นและเหม็นสาบของความตายคละคลุ้งไปทั่ว เสียงหยดน้ำกระทบพื้นหินดังก้องในความเงียบ มืดมิดจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย ทหารเปิดประตูห้องขังห้องหนึ่งออก แล้วผลักข้าเข้าไปอย่างแรง ข้าล้มลงกระแทกพื้นหินเย็นเฉียบอย่างจัง ก่อนที่จะได้เงยหน้าขึ้นมอง ก็มีร่างของฮ่องเต้หลงเหยียนถูกผลักตามเข้ามาด้วยเช่นกัน
ประตูเหล็กถูกปิดลงอย่างแรงและเสียงกลอนก็ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
“เอาล่ะ ฝ่าบาท… หรือจะเรียกว่าอดีตฮ่องเต้ปลอมดีนะ” เสียงขององค์ชายรองอี้หรานดังมาจากด้านนอกห้องขัง “และพระสนมเหมยหลิง… นี่คือจุดจบของพวกเจ้า!”
เสียงฝีเท้าขององค์ชายรองและทหารค่อยๆ จางหายไป ทิ้งให้ข้าและฮ่องเต้หลงเหยียนอยู่ในความมืดมิดเพียงลำพัง ข้าพยายามคลำหาบางสิ่งบางอย่างในความมืดจนมือไปสัมผัสเข้ากับก้อนหินเย็นเฉียบ ข้าพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนช้าๆ มองไปรอบๆ ห้องขังที่มืดสนิท
จู่ๆ แสงไฟวูบวาบจากคบเพลิงที่ถือโดยยามที่เดินตรวจตราก็ส่องเข้ามาจากช่องหน้าต่างเล็กๆ บนกำแพง เผยให้เห็นสภาพภายในห้องขังที่ไม่ต่างอะไรกับหลุมศพ ผนังและพื้นหินเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและคราบสกปรก ข้ามองไปเห็นฮ่องเต้หลงเหยียนที่ทรงทรุดตัวลงพิงผนังห้องขัง พระองค์เงยพระพักตร์ขึ้นมองเพดานที่มืดมิด ดวงพระเนตรเหม่อลอยราวกับวิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปแล้ว
แต่ในจังหวะที่แสงไฟจากคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าของพระองค์ ข้ากลับเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่คาดคิด… บนข้อมือของฮ่องเต้หลงเหยียน ปรากฏรอยสักรูปตราประทับแห่งราชวงศ์ที่เปล่งประกายเรืองรองอยู่จางๆ คล้ายกับตราประทับที่ข้าเคยเห็นในห้องลับใต้ดิน! มันเรืองแสงบางเบาในความมืด ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ยังไม่ดับสูญ
ข้าจ้องมองรอยสักนั้นอย่างไม่เข้าใจ ความคิดมากมายถาโถมเข้ามาในหัวใจ รอยสักนี้มีความหมายอะไรกันแน่? มันเกี่ยวข้องกับความลับที่เสนาบดีซ่งและองค์ไทเฮาเปิดเผยหรือไม่? และทำไมมันถึงเรืองแสงได้?
ก่อนที่ข้าจะได้เอ่ยปากถาม ฮ่องเต้หลงเหยียนก็ทรงหันมามองข้าช้าๆ ดวงพระเนตรที่เคยเต็มไปด้วยความว่างเปล่า บัดนี้กลับฉายแววแห่งความมุ่งมั่นบางอย่าง ข้าเห็นริมฝีปากของพระองค์ขยับเบาๆ แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่าสายพระเนตรคู่นั้นกลับสื่อความหมายบางอย่างที่ทำให้ข้าถึงกับตกตะลึง
ราวกับว่าพระองค์กำลังบอกว่า… ทั้งหมดนี้คือแผนการที่ถูกวางไว้!
แผนการอะไร? แผนการของใคร? และพวกเราจะรอดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้อย่างไรกัน? ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนาที่มืดมิด และข้าก็ไม่รู้เลยว่าอนาคตของพวกเราสองคนจะลงเอยเช่นไร...

บัลลังก์แค้นวังหลัง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก