ท้องพระโรงยังคงตกอยู่ในความเงียบงันอึดอัด เสียงฝีเท้าของเสนาบดีซ่งเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของข้าเหมยหลิง ราวกับมันเป็นเสียงป่าวประกาศถึงหายนะที่กำลังจะมาถึง แววตาที่เต็มไปด้วยความอำมหิตของเขาทำให้ข้ารู้สึกหนาวสะท้านไปถึงไขกระดูก ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงกำพระหัตถ์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แสดงถึงความกราดเกรี้ยวที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายใน แต่พระองค์ก็ยังคงตรึงพระองค์ไว้ที่บัลลังก์หยก ไม่ยอมให้ความโกรธเข้าครอบงำจนเสียการควบคุม
“น่ารังเกียจอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งเอ่ยซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ดวงตาของเขากวาดมองไปทั่วท้องพระโรงอย่างผู้ชนะ เขาจงใจเว้นช่วงให้ความเงียบกินใจทุกคนที่อยู่ในที่นั้น ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนก้องไปทั่วโถง “สิ่งที่น่ารังเกียจกว่าคือความจริงอันดำมืดที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมไหมของราชวงศ์มาเนิ่นนานพ่ะย่ะค่ะ ความจริงที่ว่า...ฮ่องเต้หลงเหยียนองค์ปัจจุบัน ทรงไม่ใช่โอรสแท้ๆ ของอดีตฮ่องเต้! และบัลลังก์หยกที่ทรงประทับอยู่ ณ บัดนี้ ก็มิใช่บัลลังก์ที่ถูกต้องตามราชประเพณี!”
คำกล่าวของเสนาบดีซ่งประหนึ่งอสนีบาตฟาดผ่าลงกลางท้องพระโรง ผู้คนต่างตกตะลึงจนไร้เสียง บางคนถึงกับกลั้นหายใจด้วยความตกใจ ข้าเหมยหลิงรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุน เลือดในกายเย็นวาบไปถึงปลายเท้า นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นการโค่นล้มราชบัลลังก์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
“บังอาจ!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงตวาดลั่น ใบหน้าของพระองค์แดงก่ำด้วยความโกรธจัด “เสนาบดีซ่ง เจ้ากล้าใส่ร้ายป้ายสีราชวงศ์เช่นนี้เชียวหรือ! เจ้าคิดว่าคำกล่าวเลื่อนลอยของเจ้าจะสามารถสั่นคลอนรากฐานของแคว้นได้หรือไร!”
“คำกล่าวของข้าน้อยมิได้เลื่อนลอยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสนาบดีซ่งยังคงยิ้มเยาะอย่างไม่สะทกสะท้าน “หากแต่เป็นความจริงที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้ความมืดมิดมานานหลายปี ความจริงที่อดีตฮ่องเต้ถูกปลงพระชนม์อย่างลับๆ มิใช่สวรรคตด้วยพระโรคชราดังที่ประกาศไป และพินัยกรรมที่ทรงแต่งตั้งฝ่าบาทขึ้นครองราชย์นั้น...ก็เป็นของปลอม!”
ท้องพระโรงระส่ำระสายขึ้นมาทันที เสียงซุบซิบกระซิบกระซาบดังอื้ออึงราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ขุนนางหลายคนหน้าซีดเผือด บางคนถึงกับทรุดลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ที่กำลังจะบานปลายเกินควบคุม หากสิ่งที่เสนาบดีซ่งกล่าวเป็นจริง นั่นหมายถึงการปฏิวัติครั้งใหญ่ และทุกคนที่อยู่ข้างฮ่องเต้หลงเหยียนจะต้องเผชิญหน้ากับหายนะ
ข้าเหมยหลิงมองไปยังพระสนมหลิวซื่อที่ยืนอยู่ข้างฮ่องเต้ พระนางมีสีหน้าซีดเผือดไม่ต่างกัน แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววบางอย่างที่ข้าจับไม่ได้ เหมือนความตกใจของนางไม่ได้มาจากคำกล่าวหาของเสนาบดีซ่งโดยตรง หากแต่มาจากบางสิ่งที่นางคาดไม่ถึง ความรู้สึกกังขาผุดขึ้นในใจของข้า
“พินัยกรรมปลอมอย่างนั้นหรือ!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระหัตถ์ชี้ไปยังเสนาบดีซ่งด้วยความกราดเกรี้ยว “เจ้ามีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนคำพูดเหลวไหลของเจ้า! หรือว่านี่เป็นเพียงแผนการอันชั่วช้าของเจ้าที่จะยึดอำนาจ!”
“หลักฐานหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เสนาบดีซ่งหัวเราะหึๆ “แน่นอนว่าข้าน้อยย่อมต้องมี มิเช่นนั้นจะกล้ามาเปิดโปงความจริงอันน่าอัปยศเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า” เขาโบกมือให้ทหารที่ยืนอยู่ด้านหลัง และไม่นานนักทหารเหล่านั้นก็เคลื่อนเข้ามาพร้อมกับนำกล่องไม้สลักลายโบราณขนาดใหญ่สองกล่องมาวางลงตรงกลางท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความหวาดกลัวของทุกคน
“ภายในกล่องนี้คือพินัยกรรมฉบับจริงของอดีตฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ!” เสนาบดีซ่งประกาศเสียงดังฟังชัด “ที่ถูกซุกซ่อนไว้ในห้องลับของตำหนักบูรพามานานหลายปี และอีกกล่องหนึ่งคือหลักฐานที่ยืนยันว่าอดีตฮ่องเต้ไม่ได้สวรรคตอย่างธรรมชาติ หากแต่ถูกวางยาพิษด้วยฝีมือของ...บุคคลภายในราชสำนัก!”
คำกล่าวสุดท้ายของเสนาบดีซ่งกระแทกกระทั้นไปทั่วโสตประสาทของทุกคนในที่นั้น พลันสายตานับร้อยคู่ก็จับจ้องไปยังฮ่องเต้หลงเหยียนด้วยความเคลือบแคลงสงสัย แม้จะยังไม่ปักใจเชื่อ แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความกังขาได้ถูกหว่านลงไปในใจของพวกเขาแล้ว
ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงกำพระหัตถ์แน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อพระหัตถ์ “เจ้า...เจ้าเสนาบดีสารเลว! กล้าดีอย่างไรมาปรักปรำข้าเช่นนี้! เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเจ้าอย่างนั้นหรือ!”
“ไม่จำเป็นต้องให้ฝ่าบาทเชื่อพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งยังคงยิ้มเย็น “ขอเพียงให้ขุนนางและประชาชนได้เห็นความจริงก็เพียงพอแล้ว” เขาเปิดกล่องไม้สลักลายออกอย่างช้าๆ กล่องแรกเผยให้เห็นม้วนกระดาษโบราณสีเหลืองที่ผูกด้วยริบบิ้นไหมสีทอง ส่วนอีกกล่องหนึ่งมีขวดแก้วเล็กๆ บรรจุของเหลวสีคล้ำ และเอกสารบางอย่าง
“นี่คือพินัยกรรมฉบับจริงพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาอย่างระมัดระวัง “ตามพินัยกรรมฉบับนี้ โอรสที่แท้จริงซึ่งสมควรจะได้สืบทอดบัลลังก์หยก ไม่ใช่ฮ่องเต้หลงเหยียน หากแต่เป็น...อ๋องเจิ้งหลง! พระอนุชาของอดีตฮ่องเต้ ซึ่งถูกขับไล่ไปอยู่ชายแดนเมื่อหลายปีก่อนด้วยข้อหาขบถ!”
เสียงฮือฮาดังระงมขึ้นอีกครั้ง อ๋องเจิ้งหลงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ขุนนางว่าเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดและมีความสามารถในการรบ แต่กลับถูกขับไล่ไปอย่างปริศนาเมื่อครั้งที่ฮ่องเต้หลงเหยียนขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ หลายคนเคยสงสัยในเรื่องนี้ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง
“เป็นไปไม่ได้!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงปฏิเสธเสียงแข็ง “อ๋องเจิ้งหลงได้สิ้นชีพไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน! ข้าได้ส่งทหารไปสืบเรื่องนี้แล้ว!”
“แน่นอนว่าต้องเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เพราะหากอ๋องเจิ้งหลงยังมีชีวิตอยู่ บัลลังก์นี้ย่อมไม่ใช่ของฝ่าบาท” เขาหันไปทางขุนนาง “แต่วันนี้ ข้าน้อยมีหลักฐานยืนยันว่าอ๋องเจิ้งหลงยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ และวันนี้พระองค์ก็จะเสด็จกลับมาทวงคืนบัลลังก์ของพระองค์!”
คำพูดของเสนาบดีซ่งทำให้ทุกคนถึงกับผงะ รวมถึงข้าเหมยหลิงด้วย หากอ๋องเจิ้งหลงยังมีชีวิตอยู่จริง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้มากนัก นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนฮ่องเต้ แต่เป็นการเปลี่ยนราชวงศ์โดยสมบูรณ์ และข้า...อดีตพระสนมที่กำลังตกต่ำ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดจากพายุลูกนี้ได้อย่างไร
“หลักฐานว่าอ๋องเจิ้งหลงยังมีชีวิตอยู่!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงตรัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ แต่แววตาของพระองค์ฉายแววความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งหยิบขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุของเหลวสีคล้ำออกมาจากกล่องที่สอง “นี่คือยาพิษ ‘เงาโลหิต’ ที่ใช้ในการปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ ยานี้ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ออกฤทธิ์ช้าๆ ทำให้ดูเหมือนสวรรคตด้วยโรคชรา แต่จะทิ้งร่องรอยพิเศษไว้ในร่างกาย ซึ่งแพทย์หลวงในสมัยนั้นไม่สามารถตรวจพบได้”
เขาหยิบเอกสารขึ้นมาอีกแผ่น “และนี่คือรายงานการชันสูตรพลิกศพของอดีตฮ่องเต้ ที่ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญจากสำนักเงาโลหิต ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาพิษชนิดนี้โดยเฉพาะ รายงานยืนยันว่าอดีตฮ่องเต้ถูกวางยาพิษจริงพ่ะย่ะค่ะ และที่สำคัญ...สำนักเงาโลหิตยังเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยของอ๋องเจิ้งหลงมาโดยตลอดนับตั้งแต่ถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวง”
ชื่อ “สำนักเงาโลหิต” ทำให้ข้ารู้สึกขนลุกซู่ทันที นี่คือชื่อเดียวกับตราประทับบนมีดสั้นของบุรุษลึกลับที่ปรากฏตัวในห้องลับเมื่อคืนก่อน! ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มเชื่อมโยงกันอย่างน่าขนลุก นั่นหมายความว่าบุรุษลึกลับคนนั้นน่าจะเป็นคนของเสนาบดีซ่ง หรือไม่ก็เป็นคนของอ๋องเจิ้งหลง และพวกเขากำลังวางแผนการใหญ่มานานแล้ว
ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงสั่นสะท้านด้วยความโกรธและความหวาดกลัว “เจ้า...เจ้าบงการเรื่องทั้งหมดนี้! เจ้ากับสำนักเงาโลหิต!”
“ฝ่าบาททรงเข้าใจผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งยังคงยิ้ม “ข้าน้อยเป็นเพียงผู้เปิดโปงความจริงเท่านั้น และผู้บงการที่แท้จริงคือ...อ๋องเจิ้งหลงต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”
ทันใดนั้นเอง ประตูท้องพระโรงที่ปิดสนิทก็ถูกเปิดออกอย่างแรง เสียงกระทบดังกึกก้องไปทั่วโถง ทหารองครักษ์ที่เฝ้าประตูอยู่ด้านนอกถูกผลักกระเด็นออกไป ร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิท มีผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าส่วนใหญ่ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคมกริบที่เปล่งประกายเย็นชา มือของเขาถือดาบที่ยังคงมีหยาดเลือดสดๆ เกาะอยู่ เสียงฝีเท้าของเขากึกก้องไปทั่วท้องพระโรงราวกับเสียงประกาศิตแห่งความตาย เบื้องหลังเขาคือกลุ่มทหารในชุดดำอีกหลายสิบคน ซึ่งต่างก็มีตราสัญลักษณ์รูปเงาโลหิตติดอยู่ที่แขนเสื้อ
“อ๋องเจิ้งหลง...” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ พระองค์ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าผู้ที่เคยประกาศว่าสิ้นชีพไปแล้วจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง
บุรุษชุดดำผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก่อนจะหยุดยืนอยู่ห่างจากบัลลังก์ไม่กี่ก้าว เขายกมือขึ้นปลดผ้าคลุมหน้าออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาและเย็นชา ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปทั่วท้องพระโรง ก่อนจะหยุดอยู่ที่ฮ่องเต้หลงเหยียน
“ฝ่าบาททรงจำข้าน้อยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” บุรุษผู้นั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่เต็มไปด้วยความอาฆาต “ข้าน้อย...เจิ้งหลง ผู้นี้ กลับมาแล้วเพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของข้าน้อย”
ใบหน้าของฮ่องเต้หลงเหยียนซีดขาวราวกับไร้โลหิต พระองค์ทรุดกายลงบนบัลลังก์หยกราวกับหมดเรี่ยวแรง ร่างกายของพระองค์สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
“เจิ้งหลง...” พระสนมหลิวซื่อพึมพำชื่อนั้นด้วยความตื่นตระหนก สายตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง
ข้าเหมยหลิงมองไปยังอ๋องเจิ้งหลงด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ สิ่งที่เสนาบดีซ่งกล่าวหาไม่ใช่เรื่องโกหก และคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดก็คืออ๋องเจิ้งหลงผู้นี้เอง เขาไม่ใช่แค่กลับมาทวงคืนบัลลังก์ แต่ยังมาพร้อมกับการแก้แค้นที่ถูกสั่งสมมานานหลายปี
“ทหาร!” ฮ่องเต้หลงเหยียนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ตวาดลั่น “จับกุมตัวคนพวกนี้ทั้งหมด! พวกมันเป็นกบฏ!”
แต่ทหารองครักษ์ที่เหลืออยู่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ด้วยความหวาดกลัวต่ออิทธิพลของสำนักเงาโลหิตและสถานการณ์ที่พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครกล้าขยับตัว ส่วนทหารที่นำโดยเสนาบดีซ่งและทหารชุดดำของอ๋องเจิ้งหลงก็กรูกันเข้ามารายล้อมท้องพระโรงไว้แน่นหนา
อ๋องเจิ้งหลงยิ้มเย็นชา “ดูเหมือนว่าไม่มีใครอยากจะตายอย่างไร้ค่าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เขากวาดสายตามองไปยังขุนนางที่ยืนตัวแข็งทื่อ “ผู้ใดที่ยังภักดีต่อฮ่องเต้หลงเหยียน ผู้นั้นคือผู้สมรู้ร่วมคิดในการปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ และจะต้องรับโทษสถานหนัก!”
คำขู่ของอ๋องเจิ้งหลงทำให้ขุนนางหลายคนตัวสั่นสะท้าน พวกเขามองไปยังฮ่องเต้หลงเหยียนด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่บางคนจะเริ่มก้มหน้าหลบสายตา
“เจ้า...เจ้ามันมารร้าย!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ก็ถูกทหารของอ๋องเจิ้งหลงเข้ามารวบตัวไว้
“ข้าน้อยไม่ใช่คนร้ายพ่ะย่ะค่ะ” อ๋องเจิ้งหลงก้าวเข้ามาใกล้บัลลังก์ทีละก้าว “แต่เป็นผู้ทวงคืนความยุติธรรมให้กับพระบิดาผู้ล่วงลับ และทวงคืนบัลลังก์ที่ควรจะเป็นของข้าน้อย”
เขาเดินขึ้นบันไดหยกทีละขั้น จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าบัลลังก์หยกซึ่งฮ่องเต้หลงเหยียนถูกจับกุมตัวไว้ อ๋องเจิ้งหลงมองไปยังตราประทับแห่งราชวงศ์ที่เปล่งประกายอยู่เบื้องหลังบัลลังก์ ก่อนจะหันมามองฮ่องเต้หลงเหยียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชิงชัง
“ถึงเวลาแล้วที่ความจริงจะปรากฏสู่สายตาของทุกคน” อ๋องเจิ้งหลงประกาศเสียงดังก้องไปทั่วท้องพระโรง “และถึงเวลาแล้วที่ราชบัลลังก์นี้จะได้กลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง!”
สิ้นเสียงของอ๋องเจิ้งหลง เขาก็ยกมือขึ้นพร้อมกับให้สัญญาณบางอย่าง ทันใดนั้น เงาที่ยืนอยู่หลังม่านบังตาด้านข้างบัลลังก์ก็ปรากฏกายขึ้น ร่างนั้นคือบุรุษชุดดำในตอนที่เก้า! เขาถือม้วนเอกสารในมือและก้าวออกมาอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยผ้าคลุมเช่นเคย แต่ดวงตาที่วาวโรจน์ของเขากลับจับจ้องมาที่ข้าเหมยหลิง ราวกับว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งสาร แต่เป็นผู้ที่รู้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับตัวข้า
และสิ่งที่ทำให้ข้าต้องตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้นก็คือ...เมื่อบุรุษชุดดำผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้น แสงจากโคมไฟที่ส่องกระทบก็เผยให้เห็นรอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่มุมปากของเขา รอยแผลเป็นที่ข้าคุ้นเคยดี เพราะมันเป็นรอยแผลเป็นของ...คนรักที่ข้าคิดว่าตายจากไปนานแล้ว!

บัลลังก์แค้นวังหลัง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก