ท้องพระโรงยังคงตกอยู่ในความเงียบงันอึดอัดดุจหลุมศพที่ไร้ซึ่งลมหายใจ เสียงกระแอมไอเบาๆ จากใครบางคนยังก้องกังวานในโสตประสาทของข้าเหมยหลิง ราวกับมันเป็นเสียงป่าวประกาศถึงหายนะที่กำลังจะมาถึง แววตาที่เต็มไปด้วยความอำมหิตของเสนาบดีซ่งทำให้ข้ารู้สึกหนาวสะท้านไปถึงไขกระดูก ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงกำพระหัตถ์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แสดงถึงความกราดเกรี้ยวที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายใน แต่พระองค์ก็ยังคงตรึงพระองค์ไว้ที่บัลลังก์หยก ไม่ยอมให้ความโกรธเข้าครอบงำจนเสียการควบคุม พระพักตร์ของพระองค์ซีดเผือดลงเล็กน้อย ทว่าแววพระเนตรกลับฉายประกายอันยากจะหยั่งถึง
“น่ารังเกียจอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งเอ่ยซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ดวงตาของเขากวาดมองไปทั่วท้องพระโรงอย่างผู้ชนะ พลางหยุดที่ข้าซึ่งยืนตัวแข็งทื่ออยู่ไม่ไกล ก่อนจะเหยียดยิ้มร้าย “สิ่งที่น่ารังเกียจกว่าคือความจริงที่ถูกซุกซ่อนไว้เบื้องหลังม่านไหมอันงดงามพ่ะย่ะค่ะ... ความจริงที่ว่าตระกูลหลิว หาได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างที่แสร้งแสดงไม่! ความจริงที่ว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาของหลิวเหมยหลิงนั้น มิได้เป็นไปโดยสวรรค์ลิขิต หากแต่เป็นแผนการอันชั่วร้ายที่ถักทอมาอย่างแยบยล เพื่อช่วงชิงอำนาจสูงสุดแห่งแผ่นดิน!”
สิ้นเสียงกึกก้องของเสนาบดีซ่ง ท้องพระโรงก็พลันระเบิดออกด้วยเสียงซุบซิบนินทาอื้ออึง ราวกับรังผึ้งที่ถูกรบกวน ข้าแทบหยุดหายใจ หัวใจบีบรัดจนเจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์กาย ตระกูลหลิว... บิดาของข้า... พวกเขากำลังถูกกล่าวหาด้วยข้อหาร้ายแรงที่สุด!
“หยุดกล่าววาจาเหลวไหล!” ข้ารวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี ตะโกนออกไปเสียงดัง แม้ว่าเสียงจะสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัว “เสนาบดีซ่ง! ท่านกำลังใส่ร้ายตระกูลข้า! บิดาของข้าเป็นขุนนางผู้ภักดีมาตลอด!”
เสนาบดีซ่งหัวเราะเยาะ “ภักดีอย่างนั้นหรือ? หรือภักดีต่ออำนาจมืดเบื้องหลังต่างหากเล่า? ฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมมีหลักฐานยืนยัน!”
เขาหันไปคุกเข่าเบื้องหน้าบัลลังก์ ก่อนจะผายมือไปยังองครักษ์ผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาพร้อมกับหีบไม้แกะสลักสีดำสนิท ภายในหีบนั้นมีม้วนคัมภีร์เก่าแก่สีเหลืองซีดผูกด้วยเส้นไหมสีแดงเข้ม และถ้วยหยกสีดำขนาดเล็กบรรจุผงสีเงินระยิบระยับ
“นี่คือ ‘คัมภีร์มายาอสูร’ พ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งกล่าวเสียงกร้าว “คัมภีร์ต้องห้ามที่ถูกผนึกไว้ในสุสานหลวงมานานนับร้อยปี ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของวิชาศาสตร์มืดที่เคยเกือบทำลายราชวงศ์เมื่อสามร้อยปีก่อน! และนี่คือ ‘ผงดาราอาถรรพ์’ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการปลุกวิญญาณชั่วร้าย และใช้มันบงการจิตใจผู้อื่น!”
เขาชี้มาที่ข้าด้วยนิ้วที่สั่นเทิ้ม “และสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ... คัมภีร์และผงดารานี้ ถูกพบในตำหนักส่วนตัวของหลิวซื่อจุน อดีตเสนาบดีกลาโหม ผู้เป็นบิดาของหลิวเหมยหลิง! ในระหว่างการสืบสวนคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับขององค์ชายรัชทายาทพระองค์ก่อนเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งในตอนนั้น คดีถูกสั่งปิดลงอย่างเป็นปริศนา!”
คำพูดของเสนาบดีซ่งดังก้องราวฟ้าผ่า ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนร่างทรุดฮวบ ข้าไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อนเลย! บิดาของข้า... ท่านจะเกี่ยวข้องกับเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร? องค์ชายรัชทายาทพระองค์ก่อน... บุคคลที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนที่ฮ่องเต้หลงเหยียนจะขึ้นครองราชย์...
“ไม่จริง! เรื่องเหลวไหลทั้งเพ!” ข้าตะโกนก้อง เสียงแหบพร่า “บิดาข้าไม่มีทางเกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดเด็ดขาด! ท่านเสนาบดีซ่ง ท่านกำลังกุเรื่องปรักปรำ!”
“ปรักปรำอย่างนั้นหรือ?” เสนาบดีซ่งยิ้มเหยียด พลางกวาดสายตาไปรอบท้องพระโรงอย่างผู้ที่กำลังจะเปิดเผยความจริงอันน่าสะพรึงกลัว “หลักฐานมิได้มีเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมยังมี ‘พยาน’ ผู้ยืนยันแผนการอันชั่วร้ายนี้!”
ทันใดนั้นเอง ประตูท้องพระโรงก็เปิดออกอีกครั้ง เผยให้เห็นหญิงชราผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีซีด นางมีใบหน้าเหี่ยวย่น ดวงตาพร่ามัว แต่ทว่าในแววตาคู่นั้นกลับแฝงความหวาดกลัวและสิ้นหวัง นางก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ภายใต้การนำของทหารองครักษ์ ข้ารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นเมื่อได้เห็นใบหน้าของนาง
“แม่นมซู?!” ข้าอุทาน ชื่อของหญิงชราที่ดูแลข้ามาตั้งแต่เยาว์วัย หลุดออกมาจากริมฝีปากอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
แม่นมซูไม่ยอมสบตาข้า ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับศพ นางคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง
“เรียนฝ่าบาทเพคะ... หม่อมฉัน... หม่อมฉันขอรับสารภาพบาปที่เก็บงำมานานปีเพคะ” เสียงของนางสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ “หม่อมฉันเป็นผู้ที่ถูกหลิวซื่อจุนบังคับให้ร่วมมือในแผนการอันชั่วร้าย เพื่อให้คุณหนูเหมยหลิงได้ขึ้นเป็นฮองเฮาเพคะ!”
คำพูดของแม่นมซูเป็นเหมือนมีดนับพันเล่มที่กรีดแทงหัวใจข้า แม่นมซูผู้เปรียบเสมือนมารดาคนที่สองของข้า... นางจะพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? นี่มันเรื่องตลกอันโหดร้ายอันใดกัน?
“โกหก!” ข้าตะโกนสุดเสียง “แม่นมซู ท่านกำลังถูกบังคับใช่หรือไม่? ท่านเสนาบดีซ่ง ท่านใช้วิธีใดทรมานแม่นมของข้าให้กล่าวคำเท็จเช่นนี้!”
แต่แม่นมซูยังคงก้มหน้านิ่ง ไม่ยอมเงยขึ้นมองข้า น้ำตาไหลรินจากดวงตาที่พร่ามัวของนาง
เสนาบดีซ่งยิ้มเยาะ “ความจริงก็คือความจริง พ่ะย่ะค่ะ! แม่นมซูผู้นี้เป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด นางเป็นผู้ช่วยบิดาของหลิวเหมยหลิงในการทำพิธีต้องห้ามเพื่อใช้ศาสตร์มืดบงการจิตใจขององค์ชายรัชทายาทพระองค์ก่อน และยังเป็นผู้ซ่อนหลักฐานชิ้นสำคัญเอาไว้”
เขาหันไปทางแม่นมซู “บอกฝ่าบาทไปสิ ว่าแผนการของตระกูลหลิวคืออะไร!”
แม่นมซูสะอึกสะอื้น ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้ง “ตระกูลหลิว... ต้องการให้คุณหนูเหมยหลิง... ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในราชวงศ์ เพื่อควบคุมราชสำนักทั้งหมด... แผนการของพวกเขาคือ... ใช้คัมภีร์มายาอสูร... ปลุกวิญญาณแห่งความทะเยอทะยาน... ให้เข้าสิงสู่จิตใจขององค์ชายรัชทายาทพระองค์ก่อน... เพื่อให้พระองค์ทรงทำตามคำสั่งของพวกเขา... และเมื่อคุณหนูเหมยหลิงได้เป็นฮองเฮา... ก็จะใช้อำนาจนั้น... บงการฮ่องเต้... และเปลี่ยนราชวงศ์ให้เป็นของตระกูลหลิวเพคะ!”
คำสารภาพของแม่นมซูทำให้ข้าถึงกับเข่าอ่อน ล้มลงไปกองกับพื้นหินเย็นเฉียบ ภาพทุกอย่างพร่ามัวไปหมด ข้ารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง! บิดาของข้า... ตระกูลหลิว... พวกเราไม่เคยมีความคิดชั่วร้ายเช่นนั้น! นี่เป็นแผนการปรักปรำที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างแยบยลที่สุด!
เสียงฮือฮาดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ผู้คนเริ่มซุบซิบกันถึงความชั่วร้ายของตระกูลหลิว และมองมาที่ข้าด้วยสายตาดูแคลน รังเกียจ และหวาดกลัว ราวกับว่าข้าเป็นปีศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คราบของสตรีผู้เลอโฉม
ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงเงียบงัน พระพักตร์ซีดเผือดดุจหินสลัก พระเนตรคมกริบทอดมองมายังข้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง เจ็บปวด และเย็นชาจนข้าสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ข้าเห็นประกายแห่งความรักที่เคยมีให้กันดับมอดลงไปทีละน้อย กลายเป็นความมืดมิดที่ไม่อาจแก้ไข
“เหมยหลิง... เจ้าจะว่าอย่างไร?” พระสุรเสียงของพระองค์ทรงแผ่วเบา แต่กลับหนักอึ้งราวกับภูผาที่กำลังถล่มทับ “หลักฐานและคำให้การเหล่านี้... เจ้าจะปฏิเสธอีกหรือ?”
“ฝ่าบาทเพคะ! หม่อมฉันไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้เลยเพคะ!” ข้าพยายามจะคลานเข้าไปหาพระองค์ด้วยความสิ้นหวัง น้ำตาไหลเป็นทางไม่ขาดสาย “บิดาของหม่อมฉัน... ท่านไม่มีทางทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้! แม่นมซู... นางถูกบังคับ! นี่เป็นแผนการของเสนาบดีซ่งที่ต้องการทำลายตระกูลหลิว!”
“พอแล้ว!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงตวาดเสียงดังก้อง ทำให้ทุกคนในท้องพระโรงสะดุ้งสุดตัว “หลักฐานชัดแจ้งถึงเพียงนี้ ทั้งคัมภีร์ต้องห้าม ผงดาราอาถรรพ์ และคำให้การของพยาน! เจ้ายังจะยืนกรานปฏิเสธความผิดของตระกูลเจ้าอีกหรือ? หรือเจ้าเองก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการอันชั่วช้าที่ต้องการบงการข้า?”
พระดำรัสสุดท้ายทำให้ข้าถึงกับใจสลาย นั่นคือความเชื่อที่พระองค์มีต่อข้าหรือ? ว่าข้าคือสตรีผู้ทะเยอทะยานและชั่วร้ายเช่นนั้น?
“ฝ่าบาท... ไม่จริงเพคะ... หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่เคยคิดจะบงการพระองค์...” ข้าพยายามอ้อนวอน พยายามจะคว้ามือของพระองค์ไว้ แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศ
“เจ้าหลิวเหมยหลิง!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงลุกจากบัลลังก์หยก เสด็จลงมาประทับยืนเบื้องหน้าข้า พระพักตร์เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน “ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้าจะตาบอดถึงเพียงนี้! หลงผิดไปรักสตรีเช่นเจ้า! สตรีที่หวังจะใช้เสน่ห์มารยาบงการข้า และครอบครองบัลลังก์มังกร!”
พระองค์ทรงมองข้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขยะแขยง “ข้าขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่า ข้าไม่เคยรักเจ้า! ความรู้สึกที่ข้ามีให้เจ้าเป็นเพียงความลุ่มหลงชั่วคราว! นับจากนี้ไป เจ้ามิใช่สตรีอันเป็นที่รักของข้าอีกต่อไป! เจ้ายิ่งไม่คู่ควรกับตำแหน่งฮองเฮา!”
สิ้นพระดำรัส บรรยากาศในท้องพระโรงก็พลันหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่มาทับถม ข้าได้แต่ทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายชาด้านไปหมด ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ นอกจากความว่างเปล่าในหัวใจ
“ด้วยความผิดฐานพยายามใช้ศาสตร์มืดบงการราชวงศ์ และวางแผนชั่วร้ายเพื่อโค่นล้มอำนาจองค์จักรพรรดิ ตระกูลหลิวทั้งหมดจะต้องถูกสอบสวนอย่างละเอียด และเจ้า... หลิวเหมยหลิง... แม้ว่าเจ้าจะยังมิได้สมรสกับข้าอย่างสมบูรณ์ และตำแหน่งฮองเฮาของเจ้ายังมิได้ถูกสถาปนาอย่างเป็นทางการ... แต่เจ้าก็เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายนี้” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงประกาศกร้าว “โทษตายคงรอดไปได้ ด้วยเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต แต่เจ้าจะต้องถูกปลดจากฐานะธิดาเสนาบดี และถูกเนรเทศเข้าสู่ตำหนักเย็นอันรกร้างในวังหลัง! ไม่ได้รับอนุญาตให้ก้าวย่างออกจากตำหนักนั้นตลอดชีวิต!”
คำตัดสินของฮ่องเต้หลงเหยียนเหมือนคมมีดที่กรีดแทงหัวใจข้าจนแหลกสลาย ตำหนักเย็น... สถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโดดเดี่ยวอ้างว้าง และเป็นที่คุมขังเหล่าสนมที่ต้องโทษหรือถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของฮ่องเต้ ตลอดชีวิต... ข้าจะต้องถูกกักขังอยู่ในสถานที่ที่ไร้ซึ่งความหวังเช่นนั้นหรือ?
“ไม่นะเพคะ! ฝ่าบาทโปรดทรงทบทวนอีกครั้ง!” ข้าร้องไห้อ้อนวอน แต่พระองค์ไม่ทรงแม้แต่จะหันมามอง
“นำตัวหลิวเหมยหลิงไป!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงออกคำสั่งด้วยพระสุรเสียงอันเย็นชา “และสั่งการให้องครักษ์ไปจับกุมตัวหลิวซื่อจุนและคนในตระกูลหลิวทั้งหมดมาสอบสวน!”
องครักษ์สองนายก้าวเข้ามาจับแขนข้าอย่างหยาบคาย พลางฉุดกระชากให้ข้าลุกขึ้น ใบหน้าของพวกเขาไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงเช่นที่เคยมีต่อว่าที่ฮองเฮา ความเย่อหยิ่งของข้าถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี ข้ารู้สึกเหมือนกำลังถูกลากจูงออกจากนรกที่ยังมีชีวิตนี้ไปสู่ขุมนรกที่มืดมิดยิ่งกว่า
ขณะที่ถูกลากผ่านท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ สายตาของข้าก็เหลือบไปเห็นเสนาบดีซ่ง เขายืนยิ้มเย็นอยู่ไม่ไกล แววตาเต็มไปด้วยชัยชนะและความสะใจ ก่อนที่เขาจะหันไปกระซิบกระซาบกับขันทีชราข้างกายฮ่องเต้ ซึ่งขันทีผู้นั้นก็พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม
ข้าพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการจับกุม แต่องครักษ์ก็รัดกุมแน่นยิ่งกว่าเดิม ภาพของฮ่องเต้หลงเหยียนที่ประทับอยู่บนบัลลังก์หยก ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา พร้อมกับความหวังสุดท้ายที่ดับมอดลง
จากท้องพระโรงอันโอ่อ่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของว่าที่ฮองเฮา บัดนี้ข้ากำลังถูกนำไปยังตำหนักเย็นอันรกร้างที่ถูกลืมเลือน ตำหนักที่เคยมีชื่อว่า "ตำหนักเหมยฮวา" (ตำหนักดอกเหมย) เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ว่าที่ฮองเฮาผู้โปรดดอกเหมย บัดนี้ถูกเปลี่ยนชื่ออย่างรวดเร็วเป็น "ตำหนักเหมยซั่ว" (ตำหนักแห่งความรกร้าง) ผนังที่เคยทาด้วยสีแดงสดบัดนี้ซีดจางและมีคราบตะไคร่น้ำเกาะ ดอกไม้ในสวนเหี่ยวเฉาตายสนิท ประตูหน้าต่างทรุดโทรมผุพัง แม้แต่ทหารยามที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักก็ยังมองข้าด้วยสายตาดูแคลน
เมื่อเข้ามาภายในตำหนัก ห้องที่เคยได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง บัดนี้ถูกปลดเปลื้องเครื่องประดับล้ำค่าออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงห้องว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ เตียงนอนที่เคยปูด้วยผ้าไหมเนื้อดี บัดนี้เป็นเพียงเตียงไม้แข็งกระด้างที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนเก่าๆ ผุๆ หมอนและผ้าห่มก็หยาบกระด้างและมีกลิ่นอับชื้น
"ต่อไปนี้คือที่พักของเจ้า หลิวเหมยหลิง" องครักษ์คนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงหยาบคายก่อนจะผลักข้าเข้าไปในห้องอย่างไร้ความปราณี "ไม่ต้องหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่อีก!"
ประตูถูกปิดลงอย่างแรง เสียงกุญแจถูกคล้องดัง "แกร๊ก!" ราวกับเสียงตอกตะปูปิดฝาโลงศพของข้า ข้าทรุดตัวลงกับพื้นอีกครั้ง น้ำตาที่เคยเหือดแห้งไปเมื่อครู่ บัดนี้ไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
ความมืดมิดเข้าปกคลุมจิตใจของข้า ความหนาวเย็นกัดกินไปถึงกระดูก ข้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? จากว่าที่ฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ สู่สตรีที่ถูกทอดทิ้งในตำหนักเย็น สู่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจร้ายและเป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย
"บิดา... แม่นมซู... พวกท่านอยู่ที่ไหน?" ข้าพึมพำกับตัวเองด้วยความเจ็บปวด "นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?"
คำพูดของเสนาบดีซ่ง และคำสารภาพของแม่นมซูยังคงก้องอยู่ในหู ข้าพยายามทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด คัมภีร์ต้องห้าม? ผงดาราอาถรรพ์? องค์ชายรัชทายาทพระองค์ก่อน? และที่สำคัญที่สุดคือ... แม่นมซู นางจะยอมปรักปรำบิดาของข้าได้อย่างไร หากไม่ถูกบีบบังคับอย่างหนักหน่วง?
ข้าคลานไปที่มุมห้อง ช้อนเศษผ้าห่มเก่าๆ ขึ้นมาซับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด พลันมือของข้าก็สัมผัสโดนบางอย่างที่แข็งๆ อยู่ใต้ผ้าห่มเก่าๆ นั้น ข้ารีบดึงมันออกมาด้วยความสงสัย
มันคือจี้หยกแกะสลักรูปดอกเหมย ที่มีสีเขียวเข้มบริสุทธิ์ ข้าจำมันได้ดี... มันเป็นจี้ที่บิดามอบให้ข้าในวันเกิดครบสิบปีของข้า ท่านบอกว่ามันเป็นเครื่องรางนำโชคของตระกูล แต่ที่น่าแปลกคือ... จี้หยกนี้ไม่ได้ถูกนำออกไปพร้อมกับทรัพย์สินอื่น ๆ ของข้าเลย มันถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนใต้ผ้าห่มผืนเก่านี้
ข้ารู้สึกถึงความผิดปกติในใจ บิดาของข้า... ท่านจะทิ้งจี้หยกนี้ไว้ให้ข้าด้วยเหตุผลอันใด? หรือว่าท่านรู้แล้วว่าทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นเช่นนี้?
ข้าพลิกจี้หยกไปมาด้วยมือที่สั่นเทา พลันสายตาของข้าก็เหลือบไปเห็นรอยสลักเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังของจี้หยกนั้น มันเป็นรอยสลักที่ละเอียดอ่อนจนแทบมองไม่เห็น คล้ายอักษรโบราณที่ข้าไม่รู้จัก แต่รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด
ข้าใช้เล็บจิกลงไปที่รอยสลักนั้นเบาๆ และแล้ว... จี้หยกก็แยกออกเป็นสองส่วน เผยให้เห็นช่องลับเล็กๆ ภายใน และในช่องลับนั้นมีเศษกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างดีซ่อนอยู่
ข้ารีบคลี่กระดาษออกอย่างลุ้นระทึก หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก แสงสลัวๆ จากช่องหน้าต่างทำให้ข้าพอจะเห็นตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีดำ จางๆ บนกระดาษเก่าๆ นั้น
“หากเจ้าได้อ่านข้อความนี้... นั่นหมายความว่าแผนการชั่วร้ายได้สำเร็จแล้ว... พวกมันไม่ใช่แค่ต้องการทำลายตระกูลเรา... แต่ต้องการทำลายความจริงทั้งหมด... ฝ่าบาททรงถูกหลอกลวง... และบุคคลที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่เสนาบดีซ่งเพียงผู้เดียว... หากแต่เป็น... องค์รัชทายาท...”
มือของข้าสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนแทบทำกระดาษหลุดมือ องค์รัชทายาท?! องค์ชายรัชทายาทพระองค์ก่อนที่หายสาบสูญไปนั่นหรือ?! หรือว่า...
ก่อนที่ข้าจะทันได้อ่านต่อจนจบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงเปิดประตูดังเอี๊ยดอ๊าด และเงาร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในห้อง ความมืดทำให้ข้าไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน แต่กลิ่นอายเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้ข้ารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ราวกับว่าความหวังสุดท้ายที่ข้ากำลังจะไขว่คว้าได้ถูกพรากไปในพริบตา...

บัลลังก์แค้นวังหลัง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก