บัลลังก์แค้นวังหลัง

ตอนที่ 17 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

27 ตอน · 1,560 คำ

ท้องพระโรงยังคงตกอยู่ในความเงียบงันอันบาดลึก แต่ในห้วงลึกของความเงียบงันนั้น ข้าเหมยหลิงสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นที่กำลังปั่นป่วนคลุ้มคลั่ง ฮ่องเต้หลงเหยียนยังคงตรึงพระองค์นิ่งบนบัลลังก์หยก แต่พระพักตร์ที่ซีดเผือดลงเล็กน้อย ทว่าแววพระเนตรยังคงฉายแววอำมหิตที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ ดุจพญามังกรที่ขดกายสงบนิ่ง ทว่าพร้อมจะพ่นไฟผลาญทุกสรรพสิ่งเมื่อถูกรุกล้ำ

“น่ารังเกียจอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” ‌เสนาบดีซ่งเอ่ยซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันราวกับต้องการจะยั่วโทสะ “หรือจะทรงอธิบายว่าสิ่งที่หม่อมฉันทูลไปนั้นมิใช่ความจริง”

สิ้นคำของเสนาบดีซ่ง บรรยากาศในท้องพระโรงก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเย็นยะเยือก ราวกับมีน้ำแข็งกัดกร่อนเข้าไปในกระดูก ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงเงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ แววพระเนตรคมกริบดุจดาบแห่งราชันย์จับจ้องไปยังเสนาบดีซ่งอย่างไม่วางตา พระสุรเสียงของพระองค์ที่เอ่ยออกมานั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจและน้ำแข็งแห่งราชันย์ที่พร้อมจะบดขยี้ทุกอย่างให้แหลกละเอียด

“เสนาบดีซ่ง” ​ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบ “เจ้ากำลังท้าทายอำนาจของข้าอยู่เช่นนั้นหรือ”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่แววตาของเขายังคงฉายแววลุกวาว “หม่อมฉันเพียงแต่ทูลความจริงที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนในแผ่นดินนี้ มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าในเมื่ออดีตว่าที่ฮองเฮาเหมยหลิงผู้นี้ ได้ถูกถอดถอนจากฐานะอันสูงส่งนั้นแล้ว ‍เหตุใดจึงยังสามารถกลับมายังวังหลวงได้อย่างสง่างาม ราวกับไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้น ทั้งยังได้รับความเมตตาจากฝ่าบาทให้พำนักอยู่ในตำหนักที่เคยเป็นของว่าที่ฮองเฮาเยี่ยงแต่ก่อน การกระทำเช่นนี้มิเท่ากับเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของราชวงศ์ เป็นการเย้ยหยันต่อขนบธรรมเนียม และเป็นการท้าทายต่ออำนาจขององค์ไทเฮาและองค์ฮองเฮาที่แท้จริงหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ”

คำกล่าวของเสนาบดีซ่งดุจมีดคมกริบที่กรีดลึกเข้ามาในใจของข้าเหมยหลิง ไม่ใช่เพียงเพราะความเจ็บปวดจากการถูกดูแคลน แต่เป็นเพราะคำพูดของเขามันแทงใจดำอย่างจัง ‌เขากำลังใช้สถานะอันเปราะบางของข้าเป็นเครื่องมือในการโจมตีฮ่องเต้หลงเหยียน และกำลังยุยงให้เกิดความร้าวฉานภายในวังหลวงให้มากยิ่งขึ้น ข้ารู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมายังข้า บ้างก็ดูแคลน บ้างก็สมเพช และบ้างก็ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับคำกล่าวของเสนาบดีซ่ง

“คำพูดของเจ้าช่างก้าวร้าว” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา “การที่ข้าจะทรงเมตตาผู้ใด ‍พำนักที่ใด ล้วนเป็นราชอำนาจของข้า เจ้ามีสิทธิ์อันใดมากล่าวหาเยี่ยงนี้”

“ราชอำนาจนั้นย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎมณเฑียรบาลพ่ะย่ะค่ะ!” เสนาบดีซ่งไม่ยอมลดละ เขายืดตัวขึ้นเล็กน้อย เผชิญหน้ากับฮ่องเต้หลงเหยียนอย่างไม่เกรงกลัว “หากฝ่าบาททรงใช้อำนาจตามอำเภอใจ มิคำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสม ​ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมเสียของราชวงศ์ และความไม่สงบสุขของอาณาประชาราษฎร์ หม่อมฉันและเหล่าเสนาบดีผู้จงรักภักดี ย่อมไม่อาจนิ่งดูดายได้พ่ะย่ะค่ะ”

ภายในท้องพระโรงเงียบกริบอีกครั้ง ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู ข้ากำมือแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ การต่อสู้ครั้งนี้มิใช่แค่เรื่องของข้าอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของอำนาจและการเมืองในราชสำนัก ​เป็นการแสดงออกถึงความแตกแยกที่กำลังคุกรุ่นอยู่เบื้องหลังความสงบอันจอมปลอม

“เสนาบดีซ่ง” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงหลับพระเนตรลงช้าๆ พลางถอนหายพระทัยแผ่วเบา ราวกับกำลังใช้ความอดทนเฮือกสุดท้ายในการระงับโทสะ “เจ้ากำลังจะบอกว่า ข้ามิใช่ฮ่องเต้ที่ดีพอที่จะปกครองแผ่นดินเช่นนั้นหรือ”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ! หม่อมฉันมิบังอาจ!” เสนาบดีซ่งรีบคุกเข่าลงทันที ​แต่ท่าทางของเขามิได้แสดงถึงความยำเกรงมากนัก “หม่อมฉันเพียงแต่รู้สึกเป็นห่วงราชบัลลังก์ที่สั่นคลอน และความมั่นคงของแผ่นดิน หม่อมฉันมิได้มีเจตนาจะก้าวล่วงราชอำนาจ แต่ในเมื่อสถานการณ์อันละเอียดอ่อนนี้เกิดขึ้นจากการกระทำที่มิอาจเข้าใจได้ของฝ่าบาท หม่อมฉันจึงต้องกราบทูลความจริงด้วยชีวิตเป็นเดิมพันพ่ะย่ะค่ะ”

"ความจริงเช่นนั้นหรือ" ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงลืมพระเนตรขึ้นอีกครั้ง แววพระเนตรเต็มไปด้วยความเย็นชา แต่กลับแฝงด้วยความเจ็บปวดที่ข้าสัมผัสได้ "ความจริงที่เจ้าต้องการสื่อคืออะไรกันแน่ เสนาบดีซ่ง"

"ความจริงที่ว่า...พระสนมเหมยหลิงผู้นี้ มิได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างที่เคยถูกกล่าวอ้างพ่ะย่ะค่ะ" เสนาบดีซ่งเงยหน้าขึ้น ดวงตาเขาฉายแววลึกลับ ราวกับปลาบปลื้มกับไพ่ตายที่กำลังจะเปิดเผย "หม่อมฉันมีหลักฐานสำคัญ ที่จะพิสูจน์ได้ว่าพระสนมเหมยหลิง มิได้มีสายเลือดบริสุทธิ์แห่งตระกูลหลินอย่างที่เคยแอบอ้าง มิหนำซ้ำ...นางอาจจะมีสายสัมพันธ์กับกบฏแดนเหนือที่ก่อความไม่สงบเมื่อสิบปีก่อนก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ!"

ราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจข้า! ข้ารู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบไปหมด คำกล่าวหาของเสนาบดีซ่งนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้ มันไม่ใช่แค่การลดทอนศักดิ์ศรีของข้า แต่มันคือการตัดสินประหารชีวิต ข้าถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ! สายตาของผู้คนในท้องพระโรงหันมาจ้องมองข้าอย่างหวาดระแวงและรังเกียจ ข้าสัมผัสได้ถึงความเกลียดชังที่แผ่ซ่านเข้ามาจากทุกทิศทาง

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงนิ่งงันไปชั่วขณะ พระพักตร์ของพระองค์ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้เต็มไปด้วยความตกใจระคนไม่เชื่อ แต่ก็มีความลังเลบางอย่างปรากฏขึ้นในดวงพระเนตรนั้นด้วย

"เจ้ากล่าวหาว่าอย่างไรนะ!" ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสเสียงดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด น้ำเสียงกังวานไปทั่วท้องพระโรง "สายสัมพันธ์กับกบฏแดนเหนือ...เจ้ามีหลักฐานอันใด"

"หม่อมฉันมีพ่ะย่ะค่ะ! หลักฐานที่มิอาจปฏิเสธได้!" เสนาบดีซ่งส่งสัญญาณไปยังองครักษ์ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้าง องครักษ์ผู้นั้นรีบเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ข้างท้องพระโรงและกลับออกมาพร้อมกับหีบไม้แกะสลักเก่าแก่หีบหนึ่ง เขาวางมันลงตรงหน้าบัลลังก์ แล้วเสนาบดีซ่งก็หยิบม้วนผ้าไหมเก่าๆ ออกมาจากหีบนั้น

"นี่คือหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ" เสนาบดีซ่งกางม้วนผ้าไหมออกช้าๆ บนนั้นมีภาพวาดหญิงสาวผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางมีส่วนคล้ายข้าอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้ข้าตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้นคือสัญลักษณ์รูปดอกบัวสีดำที่ปักอยู่บนแขนเสื้อของนาง สัญลักษณ์ที่ข้าเคยเห็นในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า! สัญลักษณ์เดียวกับรอยสักปริศนาที่ข้าเคยเห็นบนแขนของหญิงสาวลึกลับในความทรงจำเลือนรางของข้า!

"นี่คือภาพวาดของหัวหน้ากลุ่มกบฏแดนเหนือที่ถูกประหารชีวิตเมื่อสิบปีก่อน นามว่า 'หลินเหมยฮวา' พ่ะย่ะค่ะ" เสนาบดีซ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "นางขึ้นชื่อเรื่องความงามและไหวพริบ แต่กลับเป็นภัยต่อแผ่นดินหลวง ยิ่งไปกว่านั้น...จากการสืบค้นของหม่อมฉัน ภาพวาดนี้ได้มาจากบ้านพักลับแห่งหนึ่งของตระกูลหลินในอดีต ซึ่งเป็นบ้านที่ถูกทิ้งร้างไปนานแล้ว แต่กลับมีบันทึกที่ซ่อนไว้ระบุว่า หลินเหมยฮวาผู้นี้ มีน้องสาวที่ถูกส่งออกไปซ่อนตัวก่อนการกวาดล้างครั้งใหญ่...และน้องสาวผู้นั้น มีชื่อว่า...เหมยหลิง พ่ะย่ะค่ะ!"

คำกล่าวสุดท้ายของเสนาบดีซ่งราวกับเสียงฟ้าผ่าฟาดลงมากลางศีรษะข้า! ข้ารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ภาพวาดของหลินเหมยฮวาที่มีรอยสักดอกบัวดำ สัญลักษณ์นั้น ความทรงจำที่เลือนรางในวัยเด็ก ภาพหญิงสาวที่โอบกอดข้าและพูดคำว่า "เหมยหลิง เจ้าต้องมีชีวิตรอด" ทุกอย่างประดังเข้ามาในหัวอย่างบ้าคลั่ง

"เป็นไปไม่ได้! ข้าเป็นบุตรสาวของแม่ทัพหลิน!" ข้าตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง พยายามปฏิเสธความจริงอันโหดร้ายนี้ แต่เสียงของข้ากลับสั่นเครือจนน่าสมเพช

"หากท่านเป็นบุตรสาวของแม่ทัพหลินจริง เหตุใดถึงมีหน้าตาคล้ายคลึงกับหลินเหมยฮวาผู้เป็นกบฏถึงเพียงนี้เล่าพระสนม" เสนาบดีซ่งหันมามองข้าด้วยแววตาเยาะเย้ย "และเหตุใดบันทึกที่ถูกซ่อนไว้เหล่านั้น จึงระบุชื่อของท่านไว้อย่างชัดเจน"

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงลุกจากบัลลังก์หยกอย่างรวดเร็ว พระพักตร์ของพระองค์บัดนี้แดงก่ำด้วยโทสะระคนความสับสน พระองค์เดินตรงมายังเสนาบดีซ่ง และคว้าเอาม้วนผ้าไหมนั้นมาพิจารณาด้วยพระองค์เอง แววพระเนตรของพระองค์ฉายแววความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

"นี่มัน...เรื่องจริงเช่นนั้นหรือ" ฮ่องเต้ตรัสเสียงแผ่ว พลางหันมามองข้าด้วยสายตาที่ข้ามิอาจอ่านได้ ความผิดหวัง? ความโกรธ? หรือความสงสัย?

ข้าทรุดเข่าลงกับพื้นทันที ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เป็นเพราะความจริงที่เสนาบดีซ่งกล่าวอ้างนั้น มันน่ากลัวเกินกว่าที่ข้าจะรับไหว หากสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ชีวิตของข้าทั้งหมดก็คือคำโกหก ตระกูลหลินที่ข้ารักและเทิดทูนจะแปดเปื้อนไปด้วยคราบกบฏ และตัวข้าเองก็จะต้องรับโทษประหารชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"ฝ่าบาท..." ข้าพยายามจะเอ่ย แต่เสียงของข้าติดอยู่ในลำคอ

"หลักฐานยังไม่หมดเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ!" เสนาบดีซ่งกล่าวเสริม ราวกับต้องการจะตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย "บันทึกที่พบยังระบุถึงแผนการบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักในปัจจุบัน และชื่อของพระสนมเหมยหลิงก็ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ที่จะกลับมาแก้แค้นแทนพี่สาวของนางพ่ะย่ะค่ะ!"

คำกล่าวของเสนาบดีซ่งดุจมีดแหลมที่แทงทะลุหัวใจข้าจนพรุนไปหมด การแก้แค้น...นี่คือสิ่งที่ข้ากำลังทำอยู่ใช่หรือไม่? หรือมันเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญที่โชคชะตาเล่นตลกกับข้า?

"หากเป็นเช่นนั้น..." ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงเม้มพระโอษฐ์แน่น พระเนตรของพระองค์จับจ้องมาที่ข้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา "หมายความว่าเจ้า...เข้ามาในวังหลวงเพื่อการแก้แค้นเช่นนั้นหรือเหมยหลิง"

คำถามของพระองค์ดุจคมดาบที่จ่ออยู่ที่ลำคอของข้า ข้าไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปาก เพราะความจริงแล้ว ข้าเข้ามาในวังหลวงเพื่อหาคำตอบและเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ตอนนี้ ทุกอย่างกลับถูกบิดเบือนไปหมด

"ไม่พ่ะย่ะค่ะ! หม่อมฉัน..."

"หากคำกล่าวหาของเสนาบดีซ่งเป็นความจริง แม้เพียงเสี้ยวเดียว" เสียงขององค์ไทเฮาที่เงียบงันมานานก็ดังขึ้น นางเสด็จออกมาจากหลังม่านไหมที่ประทับของนาง ดวงพระพักตร์เคร่งขรึมและเต็มไปด้วยความไม่พอพระทัย "ก็ย่อมหมายความว่าพระสนมผู้นี้มิสมควรดำรงอยู่ในวังหลวงอีกต่อไป และจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎมณเฑียรบาลขั้นสูงสุดฐานเป็นกบฏและหลอกลวงเบื้องสูง"

ข้ารู้สึกราวกับถูกผลักลงไปในหุบเหวลึกอันมืดมิด เสียงของผู้คนในท้องพระโรงเริ่มซุบซิบกันเซ็งแซ่ ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจของข้า หากแม้แต่ฮ่องเต้ยังทรงลังเล และองค์ไทเฮาออกพระบัญชาเช่นนี้แล้ว...ชีวิตของข้าคงถึงจุดจบ

"ฝ่าบาทเพคะ" ฮองเฮาเจินที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างมาตลอด บัดนี้นางก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาของนางฉายแววเย็นชาและมีชัย "ในเมื่อหลักฐานปรากฏชัดถึงเพียงนี้ เพื่อความสงบสุขของราชวงศ์ เพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน หม่อมฉันเห็นว่าควรมีการไต่สวนอย่างเป็นธรรม และหากเป็นจริง ก็ควรลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองพ่ะย่ะค่ะ"

คำพูดของฮองเฮาเจินราวกับคมมีดที่แทงซ้ำเข้ามาอีกครั้ง นางกำลังต้องการให้ข้าตาย!

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงมองไปยังม้วนผ้าไหมในพระหัตถ์ สลับกับมองมาที่ข้า และมองไปยังเสนาบดีซ่ง พระองค์ทรงยืนนิ่ง ดวงพระพักตร์ปราศจากอารมณ์ใดๆ แต่ข้ารู้สึกได้ถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในพระทัยของพระองค์

"เสนาบดีซ่ง" ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบ "เจ้ามั่นใจในหลักฐานของเจ้ามากเพียงใด"

"หม่อมฉันมั่นใจยิ่งกว่าชีวิตของหม่อมฉันพ่ะย่ะค่ะ! หากสิ่งที่หม่อมฉันทูลไปมิใช่ความจริง หม่อมฉันยินดีรับโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!" เสนาบดีซ่งก้มหน้าลงต่ำ แต่แววตาของเขายังคงลุกโชนไปด้วยความทะเยอทะยาน

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองเพดานท้องพระโรงชั่วขณะ ก่อนจะทอดพระเนตรมายังข้าอีกครั้ง แววพระเนตรของพระองค์บัดนี้ยากจะคาดเดาได้ยิ่งนัก

"หากเป็นเช่นนั้น..." พระองค์ทรงถอนหายพระทัยแผ่วเบา "ก็จะดำเนินการไต่สวนอย่างเป็นทางการ...และหากพบว่ามีความผิดจริง"

ข้ากลั้นหายใจรอฟังคำตัดสินที่กำลังจะพรากชีวิตข้าไป แต่ก่อนที่ฮ่องเต้จะตรัสจบประโยค ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากประตูท้องพระโรง เสียงนั้นกังวานและเต็มไปด้วยอำนาจ จนทุกคนต้องหันไปมอง

"หยุดก่อน!"

ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางสีดำประดับยศอัครมหาเสนาบดี ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องมาที่ข้า ก่อนจะกวาดสายตาไปยังเสนาบดีซ่งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็น อัครมหาเสนาบดีผู้ซึ่งเป็นเสาหลักแห่งราชสำนักและไม่เคยแสดงตนเข้าข้างฝ่ายใด บัดนี้เขากลับปรากฏตัวขึ้นในยามวิกฤตนี้

"ท่านอัครมหาเสนาบดีเยี่ย" ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

"ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ" อัครมหาเสนาบดีเยี่ยคุกเข่าลงเบื้องหน้าบัลลังก์ แต่แววตาของเขามิได้แสดงความยำเกรงต่อเสนาบดีซ่งแม้แต่น้อย "หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญยิ่งที่จะกราบทูลเกี่ยวกับหลักฐานที่เสนาบดีซ่งนำมาแสดงในวันนี้พ่ะย่ะค่ะ"

คำกล่าวของอัครมหาเสนาบดีเยี่ยดุจสายฟ้าฟาดลงมาอีกครั้ง ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนต่างจ้องมองไปยังอัครมหาเสนาบดีเยี่ยอย่างคาดไม่ถึง รวมถึงเสนาบดีซ่งเองด้วย ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันที ราวกับถูกต้อนจนมุม

เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดอัครมหาเสนาบดีเยี่ยจึงปรากฏตัวในเวลานี้ และเขามีเรื่องสำคัญอันใดที่จะกราบทูล? หัวใจของข้าเต้นระรัวด้วยความหวังอันริบหรี่ปนความสับสนอลหม่าน ทว่าภายใต้ความสับสนนั้น ข้ากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของแผนการที่ซับซ้อนกว่าที่ข้าเคยคาดคิด กลิ่นอายของ 'ความจริงอันดำมืด' ที่กำลังจะถูกเปิดเผยออกมา...

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บัลลังก์แค้นวังหลัง

บัลลังก์แค้นวังหลัง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!