บัลลังก์แค้นวังหลัง

ตอนที่ 18 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

27 ตอน · 2,106 คำ

ท้องพระโรงยังคงตกอยู่ในความเงียบงันอันบาดลึก แต่ในห้วงลึกของความเงียบงันนั้น ข้าเหมยหลิงสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นที่กำลังปั่นป่วนคลุ้มคลั่ง ฮ่องเต้หลงเหยียนยังคงตรึงพระองค์นิ่งบนบัลลังก์หยก แต่พระพักตร์ที่ซีดเผือดลงเล็กน้อย ทว่าแววพระเนตรยังคงฉายแววอำมหิตที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ ดุจพญามังกรที่ขดกายสงบนิ่ง ทว่าพร้อมจะพ่นไฟผลาญทุกสรรพสิ่งเมื่อถูกรุกล้ำ

“น่ารังเกียจอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” ‌เสนาบดีซ่งเอ่ยซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันราวกับต้องการจะยั่วโทสะ “หรือจะทรงอธิบายว่าสิ่งที่หม่อมฉันทูลไ...

“เสนาบดีซ่ง!” สิ้นเสียงคำรามลั่นราวอัสนีบาตฟาดผ่าจากพระโอษฐ์ของฮ่องเต้หลงเหยียน บรรยากาศในท้องพระโรงก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่กัดกินไปถึงกระดูก แม้จะยังคงประทับบนบัลลังก์หยก แต่ทว่าพระวรกายของพระองค์กลับดูสูงสง่าและแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนน่าพรั่นพรึง ร่างของข้าเหมยหลิงสั่นสะท้านเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว ​แต่เป็นเพราะกระแสพลังบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากองค์ฮ่องเต้ มันเป็นพลังที่คุ้นเคย เป็นพลังแห่งมังกรที่ข้าเคยสัมผัสยามที่พระองค์โอบกอดข้า ทว่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง

แววพระเนตรคมกริบดุจเหยี่ยวเพ่งมองเสนาบดีซ่งอย่างไม่วางตา ริมฝีปากหยักลึกเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง พระองค์ทรงใช้ความเงียบอันหนักอึ้งเป็นอาวุธกดดัน สลับกับกวาดพระเนตรไปทั่วท้องพระโรง ราวกับต้องการประเมินสถานการณ์และอ่านใจขุนนางทุกนายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ‍ข้าก้มหน้าต่ำลงเล็กน้อย พยายามซ่อนแววตาที่กำลังปั่นป่วน แต่หูของข้ากลับตั้งใจฟังทุกคำพูด ทุกเสียงกระแอมไอ และทุกการเคลื่อนไหว

“หรือจะทรงอธิบายว่าสิ่งที่หม่อมฉันทูลไปนั้น...เป็นความเท็จพ่ะย่ะค่ะ?” เสนาบดีซ่งยังคงไม่ลดละ เขายังคงยืนหยัดอย่างองอาจ ใบหน้าของเขาแม้จะดูสุภาพ ‌แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยประกายท้าทาย ราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับองค์โอรสสวรรค์ แต่เป็นเพียงชายธรรมดาคนหนึ่ง ข้ารู้สึกกังวลใจอย่างยิ่ง การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงเป็นการหยามพระเกียรติองค์ฮ่องเต้ แต่ยังเป็นการพยายามทำลายข้าให้สิ้นซากในคราวเดียว

“เจ้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าทูลนั้น...เป็นความจริงทั้งหมดอย่างนั้นรึ?” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสตอบด้วยพระสุรเสียงที่เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ข้าเกือบจะสำลักอากาศที่หายใจเข้าไป ‍พระองค์กำลังเล่นกับไฟ พระองค์กำลังเปิดช่องให้เสนาบดีซ่งได้ป่าวประกาศความผิดของข้าอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้ามวลขุนนาง ไม่สิ...นี่ไม่ใช่การเปิดช่อง แต่นี่คือการท้าทาย การท้าทายให้เสนาบดีซ่งเผยไพ่ทั้งหมดที่เขามีในมือ

เสนาบดีซ่งยิ้มมุมปากอย่างมีชัย “แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่หม่อมฉันทูลไถ่ถามและทูลเสนอไปนั้นล้วนเป็นความจริงที่ปรากฏแก่สายตาของคนทั่วไป และเป็นข้อกังขาที่ยากจะหามิได้ในราชสำนักแห่งนี้”

คำกล่าวของเขาเปรียบเสมือนห่าฝนที่สาดซัดเข้ามาในใจข้า ​ข้ารู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร เขาหมายถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดในวังหลวงและในหมู่ชนชั้นสูง ว่าข้าผู้เป็นธิดาแม่ทัพผู้ภักดี กลับถูกฮ่องเต้ทอดทิ้งอย่างไม่ไยดีในวันอภิเษก เพียงเพราะข้าไปพัวพันกับแผนการร้ายบางอย่างที่ไม่อาจเปิดเผยได้ และที่ร้ายไปกว่านั้นคือข่าวลือที่ว่าข้าไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างที่เห็น และมีสัมพันธ์กับชายอื่นก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วังหลวง... ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้! ​ข้าก้มหน้าต่ำลงไปอีก พยายามเก็บซ่อนความเจ็บปวดและความเคียดแค้นที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในอก

“ข้อกังขาที่ยากจะหามิได้...เจ้าหมายถึงอะไรกันแน่เสนาบดีซ่ง?” ฮ่องเต้ตรัสถาม น้ำเสียงของพระองค์ยังคงสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ราวกับพายุที่กำลังก่อตัวอยู่ใต้ผืนน้ำที่ราบเรียบ

เสนาบดีซ่งกวาดสายตาไปรอบๆ ราวกับต้องการให้ทุกคนเป็นพยานในการกระทำของเขา ก่อนจะหันกลับมาทางฮ่องเต้ “หม่อมฉันหมายถึงการที่องค์หญิงเหมยหลิงผู้ที่ควรจะก้าวสู่ตำแหน่งฮองเฮา ​กลับถูกลดสถานะลงมาเป็นเพียงสนมชั้นต่ำในวังหลังอย่างไม่สมเหตุสมผล พ่ะย่ะค่ะ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่ดังขึ้น “และหม่อมฉันยังหมายถึงการที่องค์หญิงเหมยหลิงยังคงมีชีวิตอยู่ในวังหลังแห่งนี้...ทั้งที่ความจริงอันดำมืดเบื้องหลังการถูกปลดนั้น...ช่างน่ารังเกียจจนมิอาจเอ่ยถึงได้”

คำพูดของเขาเป็นดั่งคมมีดที่กรีดแทงเข้ามากลางใจของข้า ไม่ใช่เพียงแค่ความเจ็บปวด แต่ยังเป็นความอับอายที่ไม่อาจทานทนได้ ข้ากัดริมฝีปากแน่นจนได้รสเลือด ข้าเกือบจะเงยหน้าขึ้นไปโต้เถียง แต่สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดบอกให้ข้าสงบนิ่งไว้ก่อน ข้าต้องฟัง ข้าต้องวิเคราะห์ ว่าเขามีหลักฐานอะไร และฮ่องเต้จะทรงตอบโต้อย่างไร

“ความจริงอันดำมืดที่มิอาจเอ่ยถึง...คืออะไร?” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสถามด้วยพระสุรเสียงที่เบาลง ทว่ากลับแฝงด้วยความกดดันมหาศาล บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบสนิทจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง ขุนนางทุกคนต่างจ้องมองเสนาบดีซ่งด้วยแววตาหลากหลาย ทั้งความอยากรู้ ความหวาดระแวง และความสมเพช

เสนาบดีซ่งยิ้มหยัน “หากองค์ฮ่องเต้ทรงอนุญาต หม่อมฉันก็พร้อมจะเปิดโปงความจริงอันน่าอดสูนี้ให้ประจักษ์แก่สายตาของทุกผู้คนในราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของราชวงศ์ และเพื่อมิให้ผู้หญิงที่แปดเปื้อนเช่นนี้มาสร้างความมัวหมองให้แก่บัลลังก์อันศักดิ์สิทธิ์!”

ประโยคสุดท้ายของเสนาบดีซ่งทำให้ข้าแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา ข้าแปดเปื้อนอย่างนั้นหรือ? ข้าผู้ซึ่งมีแต่ความจงรักภักดี และถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของฮ่องเต้เอง! ข้ากำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เลือดในกายข้าเดือดพล่านราวกับลาวาในภูเขาไฟ ข้าอยากจะตะโกนก้องบอกความจริงให้ทุกคนได้รับรู้ แต่ข้ารู้ดีว่านั่นคือกับดัก หากข้าทำเช่นนั้น ข้าก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

“เจ้ามีหลักฐานอันใดที่จะยืนยันคำกล่าวของเจ้า เสนาบดีซ่ง?” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสถามด้วยพระสุรเสียงที่สงบนิ่งอย่างน่าประหลาด พระองค์ไม่ทรงแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างที่ข้าคาดการณ์ไว้ แต่กลับทรงตอบโต้อย่างสุขุมเยือกเย็น ราวกับว่าทรงรอคอยช่วงเวลานี้มานานแล้ว

เสนาบดีซ่งไม่รอช้า เขากวาดสายตาไปที่ขันทีคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก่อนที่ขันทีผู้นั้นจะก้าวออกมาพร้อมกับถือม้วนผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มที่ม้วนเก็บไว้อย่างดี “หลักฐานมีพร้อมพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประกาศกร้าว “สิ่งนี้คือจดหมายลับที่หม่อมฉันได้รับมาโดยบังเอิญ เป็นจดหมายที่เผยให้เห็นถึงการคบคิดขององค์หญิงเหมยหลิงกับบุคคลภายนอก เพื่อวางแผนโค่นล้มราชบัลลังก์!”

คำกล่าวของเขาเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจข้า ข้าเบิกตากว้างขึ้นทันที ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจ ข้าคบคิดโค่นล้มราชบัลลังก์อย่างนั้นหรือ? นี่มันเรื่องเหลวไหลสิ้นดี! ข้าเป็นเพียงบุตรสาวของแม่ทัพผู้ภักดีมาหลายชั่วอายุคน ตระกูลเหมยของข้าไม่เคยมีแม้แต่ความคิดที่จะทรยศต่อแผ่นดิน

“จดหมายอะไรกัน!” ข้าอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป ข้าเงยหน้าขึ้นทันที มองตรงไปยังเสนาบดีซ่งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจและความโกรธแค้น “ท่านกล่าวหาข้าอย่างไม่เป็นธรรม!”

“องค์หญิงเหมยหลิง!” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสเรียกชื่อข้าด้วยพระสุรเสียงที่เข้มงวด ทำให้ข้าสะดุ้งเล็กน้อย แต่พระองค์ก็มิได้ตรัสตำหนิอะไรต่อ เพียงแต่ทรงกวาดพระเนตรมองข้าอย่างลึกซึ้ง แววพระเนตรของพระองค์ยังคงเป็นปริศนา ไม่สามารถอ่านออกได้ว่าพระองค์ทรงรู้สึกเช่นไร

“จดหมายฉบับนี้มิได้เขียนด้วยลายมือของหม่อมฉัน!” ข้ารีบปฏิเสธเสียงแข็ง น้ำเสียงของข้าสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนก “และข้าไม่เคยคิดที่จะทำสิ่งที่เสนาบดีซ่งกล่าวหาแม้แต่น้อย!”

“จดหมายฉบับนี้เขียนด้วยรหัสลับพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย็นยะเยือกบนใบหน้า “แต่โชคดีที่หม่อมฉันมีผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณที่สามารถแกะรหัสได้สำเร็จ และเนื้อความข้างในนั้น...ช่างน่าตกใจยิ่งนัก”

ขันทีคนสนิทของเสนาบดีซ่งก้าวไปยืนอยู่หน้าฮ่องเต้พร้อมกับถวายจดหมายฉบับนั้น ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงรับมาด้วยพระหัตถ์ที่นิ่งสงบ ก่อนจะทรงคลี่ออกช้าๆ พระเนตรของพระองค์กวาดอ่านไปตามตัวอักษรที่เขียนอยู่บนผ้าไหมนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์

ข้าเหมยหลิงยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป หัวใจของข้าเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง เลือดในกายข้าเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง ข้ารู้ดีว่านี่คือแผนการที่เสนาบดีซ่งวางไว้เพื่อกำจัดข้าให้สิ้นซาก ข้าถูกใส่ร้าย ข้าถูกป้ายสีอย่างอุกอาจ และข้าก็ไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนั้นมีเนื้อความว่าอะไร แต่ที่แน่ๆ มันต้องเป็นเรื่องที่เลวร้ายถึงขั้นประหารชีวิต!

บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบสนิทอีกครั้ง ขุนนางทุกคนต่างจ้องมองไปยังฮ่องเต้ที่กำลังอ่านจดหมายฉบับนั้น ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความอยากรู้และความหวาดกลัว บางคนเริ่มซุบซิบกันเบาๆ แต่ก็ถูกสายตาคมกริบของขันทีผู้ใกล้ชิดฮ่องเต้ปรามให้เงียบเสียงลง

“เนื้อความในจดหมายกล่าวว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?” เสนาบดีซ่งถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แววตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความกระหายชัยชนะ “ได้โปรดทรงแจ้งแก่ขุนนางทุกท่าน เพื่อให้ทุกผู้คนได้รับรู้ถึงความจริงอันน่าอัปยศขององค์หญิงเหมยหลิง!”

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงเงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ แววพระเนตรของพระองค์ฉายแววที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว ไม่ใช่ความเสียใจ แต่เป็นบางสิ่งที่ลึกซึ้งและยากจะหยั่งถึง ริมฝีปากของพระองค์ขยับเล็กน้อย ก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง

“เนื้อความในจดหมายฉบับนี้...” พระองค์เว้นจังหวะ ทำให้หัวใจของข้าบีบรัดจนเจ็บไปหมด ข้ารอคอยคำตัดสินราวกับนักโทษประหารที่รอคมดาบของเพชฌฆาต “...ได้กล่าวอ้างว่าเหมยหลิงร่วมมือกับ ‘พรรคพยัคฆ์ทมิฬ’ เพื่อก่อกบฏ และให้ข้อมูลลับทางทหารแก่ศัตรูของราชวงศ์!”

คำกล่าวของฮ่องเต้เป็นดั่งคมดาบที่แทงทะลุหัวใจของข้า ข้ารู้สึกวิงเวียนไปหมด ภาพตรงหน้าพร่ามัว เสียงอื้ออึงในหู ข้าแทบจะทรงตัวไม่อยู่ พรรคพยัคฆ์ทมิฬ! นั่นคือกลุ่มกบฏที่พยายามโค่นล้มราชวงศ์มาหลายปี และเคยสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่แผ่นดิน หากข้าถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับพวกเขา นั่นหมายถึงโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!

“ไม่จริง! นั่นไม่จริงพ่ะย่ะค่ะ!” ข้าตะโกนออกมาสุดเสียง ไม่สนใจอีกแล้วว่าใครจะคิดอย่างไร ข้าต้องปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและตระกูล “ข้าไม่เคยรู้จักพรรคพยัคฆ์ทมิฬ! และข้าก็ไม่เคยคิดทรยศต่อราชวงศ์!”

“แต่หลักฐานอยู่ตรงหน้าแล้ว องค์หญิงเหมยหลิง” เสนาบดีซ่งกล่าวขึ้นอย่างมีชัย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ฮ่องเต้ทรงอ่านเนื้อความในจดหมายแล้ว จะยังทรงปฏิเสธอีกหรือ?”

“จดหมายปลอม! มันเป็นจดหมายปลอมพ่ะย่ะค่ะ!” ข้ารู้สึกเหมือนจะขาดใจตายตรงนั้น ข้าหันไปมองฮ่องเต้หลงเหยียนด้วยแววตาที่อ้อนวอน ขอร้องให้พระองค์เชื่อข้า ขอร้องให้พระองค์มองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเล่ห์เหลี่ยมสกปรกนี้

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงมองมาที่ข้า แววพระเนตรของพระองค์ยังคงลึกซึ้งเกินกว่าจะเข้าใจได้ พระองค์ไม่ทรงตอบคำปฏิเสธของข้า แต่กลับทรงหันไปทางเสนาบดีซ่ง

“เสนาบดีซ่ง” ฮ่องเต้ตรัสด้วยพระสุรเสียงเรียบเฉย “เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของจริง และเนื้อความข้างในมิได้ถูกบิดเบือน?”

“หม่อมฉันมั่นใจร้อยส่วนพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งตอบกลับอย่างไม่ลังเล “อักษรที่ใช้เขียนในจดหมายนี้เป็นรหัสลับโบราณที่ใช้กันในหมู่กบฏพยัคฆ์ทมิฬมานานแล้ว และผู้ที่สามารถแกะรหัสได้นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในราชสำนักมาหลายสิบปี ไม่มีทางผิดพลาดได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

ข้ากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ปลายนิ้วของข้าเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ข้ากำลังถูกต้อนจนมุม ข้ากำลังจะถูกกำจัดอย่างไม่เหลือชิ้นดี ข้ารู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อย ก่อนจะทรงกวาดพระเนตรไปยังขุนนางคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่เงียบๆ ราวกับรูปปั้น “เช่นนั้นแล้ว...เสนาบดีซ่ง เจ้าต้องการให้ข้าทำเช่นไรกับผู้หญิงที่ทรยศต่อแผ่นดินผู้นี้?”

คำถามของฮ่องเต้เป็นดั่งระฆังมรณะที่ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของข้า หัวใจของข้าหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม ข้าช้อนตาขึ้นมองพระพักตร์ของฮ่องเต้ด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวด พระองค์ทรงเชื่อเขาอย่างนั้นหรือ? พระองค์ทรงเชื่อในจดหมายปลอมฉบับนั้นอย่างนั้นหรือ?

“โทษทัณฑ์สำหรับผู้ทรยศต่อแผ่นดินคือประหารชีวิตทั้งโคตรพ่ะย่ะค่ะ!” เสนาบดีซ่งไม่รอช้า เขารีบกล่าวขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด ดวงตาของเขาเปล่งประกายแห่งความอำมหิตอย่างชัดเจน “แต่ทว่า...หม่อมฉันเห็นว่าควรจะสืบสวนให้แน่ชัดเสียก่อน ว่ายังมีผู้ใดร่วมสมคบคิดกับองค์หญิงเหมยหลิงอีกหรือไม่”

ข้าแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น โทษประหารทั้งโคตร! นั่นหมายถึงท่านพ่อ ท่านแม่ และน้องชายของข้าจะต้องตายไปพร้อมกับข้าด้วยน้ำมือของคนชั่วช้าอย่างเสนาบดีซ่ง! ข้าไม่มีทางยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด!

“ไม่! ข้าไม่ได้ทำ! ฮ่องเต้เพคะ...ทรงเชื่อหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันถูกใส่ร้าย!” ข้าตะโกนออกมา น้ำตาไหลรินอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ข้ารู้สึกสิ้นหวังอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงหลับพระเนตรลงช้าๆ ก่อนจะทรงลืมพระเนตรขึ้นอีกครั้ง แววพระเนตรของพระองค์กลับมาเย็นชาและไร้ความรู้สึกราวกับกำแพงน้ำแข็ง พระองค์ทรงไม่สนใจคำอ้อนวอนของข้าเลยแม้แต่น้อย

“เช่นนั้นแล้ว...เสนาบดีซ่ง” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอีกครั้งด้วยพระสุรเสียงที่หนักแน่นและเด็ดขาด “ข้าขอสั่งให้เจ้าและกรมอาญาเร่งสืบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด หากพบว่าเหมยหลิงกระทำผิดจริงตามที่กล่าวหา ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด!”

คำตัดสินของฮ่องเต้เป็นดั่งฟ้าผ่าลงมากลางกระหม่อมของข้า ข้ารู้สึกมึนงงไปหมด นั่นหมายความว่าพระองค์กำลังจะมอบข้าให้แก่เสนาบดีซ่งอย่างนั้นหรือ? มอบข้าให้แก่คนที่ต้องการจะกำจัดข้าให้พ้นทาง? ข้าหันไปมองเสนาบดีซ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะที่น่ารังเกียจ

“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!” เสนาบดีซ่งค้อมกายลงอย่างนอบน้อม แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความอำมหิตที่พร้อมจะฉีกกระชากข้าเป็นชิ้นๆ

ก่อนที่ข้าจะได้เอ่ยคำใดออกไปอีก พลันมีเสียงก้าวเท้าอันหนักแน่นจากด้านหลังท้องพระโรง ข้าและขุนนางทุกคนต่างหันไปมองตามเสียงนั้น และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนก็คือร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังก้าวเข้ามาในท้องพระโรงอย่างอาจหาญ ดวงตาของเขาคมกริบราวกับพยัคฆ์ยามราตรี ใบหน้าของเขาหล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยร่องรอยแห่งความกร้านโลก และที่สำคัญ...ข้าจำเขาได้ดี เขาคือองค์ชายรองหลงเทียน ผู้ที่เคยเป็นสหายวัยเยาว์ของข้า และผู้ที่หายสาบสูญไปจากราชสำนักเมื่อหลายปีก่อนอย่างลึกลับ!

องค์ชายหลงเทียนก้าวเข้ามาในท้องพระโรงด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม ดวงตาของเขากวาดมองไปทั่ว ก่อนจะหยุดลงที่ข้า ใบหน้าของเขาปรากฏแววประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นข้ายืนอยู่ตรงนั้นในสภาพที่ย่ำแย่

“ถวายพระพรฝ่าบาท” องค์ชายหลงเทียนค้อมกายลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและกังวาน “หม่อมฉันขอประทานอภัยที่ต้องมาขัดจังหวะการว่าราชการในครั้งนี้ แต่หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องกราบบังคมทูลฝ่าบาทโดยเร่งด่วน พ่ะย่ะค่ะ”

การปรากฏตัวขององค์ชายหลงเทียนทำให้ทุกคนในท้องพระโรงตกอยู่ในความตกตะลึง เสนาบดีซ่งเองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจและหวาดระแวง ข้าเองก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก องค์ชายหลงเทียนกลับมาทำไม? และเขามีเรื่องสำคัญอันใดที่จะกราบบังคมทูลฮ่องเต้ในเวลาเช่นนี้? หรือว่าเขาจะเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดนี้?

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงมององค์ชายหลงเทียนด้วยแววพระเนตรที่ยากจะคาดเดาได้เช่นกัน “หลงเทียน...เจ้าหายไปนานหลายปี มีเรื่องอันใดที่จะต้องกราบบังคมทูลข้าในตอนนี้?”

องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววที่ยากจะอ่านออก เขามองตรงไปยังฮ่องเต้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังชัดเจนและก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง

“หม่อมฉันได้เดินทางไปทั่วแคว้นแดนไกล และได้รวบรวมหลักฐานสำคัญบางอย่างมาพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนกล่าว “หลักฐานที่สามารถเปิดโปงความจริงเบื้องหลัง ‘พรรคพยัคฆ์ทมิฬ’ และผู้บงการที่แท้จริง!”

คำกล่าวขององค์ชายหลงเทียนเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางท้องพระโรงอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงข้า เสนาบดีซ่ง และขุนนางทุกนายที่ยืนอยู่ตรงนั้นที่ตกตะลึง ฮ่องเต้หลงเหยียนเองก็ทรงมีพระพักตร์เปลี่ยนสีเล็กน้อย แววพระเนตรของพระองค์เต็มไปด้วยความประหลาดใจและบางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเข้าใจ

ข้าหันไปมองเสนาบดีซ่ง ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาฉายแววหวาดระแวงและตกใจอย่างที่สุด ราวกับว่าสิ่งที่องค์ชายหลงเทียนกล่าวถึงนั้น...กำลังจะเปิดโปงความลับบางอย่างที่เขาไม่ต้องการให้ใครรู้

“ผู้บงการที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ?” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสถาม น้ำเสียงของพระองค์เปลี่ยนเป็นจริงจังและทรงอำนาจ “เจ้าหมายถึงผู้ใดกันแน่ หลงเทียน?”

องค์ชายหลงเทียนยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเย็นชาและเต็มไปด้วยความนัย ก่อนที่เขาจะกวาดสายตามาที่เสนาบดีซ่งอย่างจงใจ แล้วจึงหันกลับไปมองฮ่องเต้

“หม่อมฉันหมายถึงผู้ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังม่านแห่งความภักดี แต่กลับคอยบงการความวุ่นวายและปั่นป่วนราชสำนักแห่งนี้มาโดยตลอดพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน “และหลักฐานที่หม่อมฉันนำมานี้...จะเปิดเผยว่าใครคือจอมบงการที่แท้จริงของพรรคพยัคฆ์ทมิฬ!”

บรรยากาศในท้องพระโรงพลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด ลมหายใจของข้าสะดุดกึก หัวใจของข้าเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งราวกับจะหลุดออกมาจากอก ข้ามองเสนาบดีซ่งที่ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป และมององค์ชายหลงเทียนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นี่...นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่? หรือว่าองค์ชายหลงเทียนจะรู้ความจริงบางอย่างที่สำคัญอย่างที่ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อน? และใครคือจอมบงการที่เขาพูดถึงกันแน่? ความจริงที่ว่านี้จะพลิกผันสถานการณ์ของข้าอย่างไร? และฮ่องเต้จะทรงตอบโต้อย่างไรกับสถานการณ์ที่พลิกผันไปมาเช่นนี้?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บัลลังก์แค้นวังหลัง

บัลลังก์แค้นวังหลัง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!