บัลลังก์แค้นวังหลัง

ตอนที่ 20 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

27 ตอน · 1,282 คำ

ท้องพระโรงยังคงตกอยู่ในความเงียบงันอันบาดลึก ทว่าเสียงกระแอมไอเบาๆ ที่เคยดังแว่วมาในคราแรก บัดนี้กลับเลือนหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความหนักอึ้งที่กดทับทุกสรรพเสียงให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความว่างเปล่า ข้าเหมยหลิงยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ดุจหุ่นเชิดที่ถูกตรึงไว้ด้วยสายตาอันคมกริบของบุรุษสองคนเบื้องหน้า ฮ่องเต้หลงเหยียนยังคงตรึงพระองค์นิ่งบนบัลลังก์หยก ‌แต่พระพักตร์ที่ซีดเผือดลงเล็กน้อย ทว่าแววพระเนตรยังคงฉายแววอำมหิตที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ ดุจพญามังกรที่ขดกายสงบนิ่ง ทว่าพร้อมจะพ่นไฟผลาญทุกสรรพสิ่งเมื่อถูกรุกล้ำ

“น่ารังเกียจอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งเอ่ยซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันราวกับต้องการจะยั่วโทสะ “หรือจะทรงอธิบายว่าสิ่งที่หม่อมฉันทูลไปนั้น มิใช่ความจริงแม้แต่น้อย”

คำถามอันยียวนกวนประสาทนั้นดุจคมดาบที่กรีดลึกลงไปในบาดแผลที่กำลังปริแยกของฮ่องเต้หลงเหยียน ข้าสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นแห่งความกราดเกรี้ยวที่แผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายของพระองค์ ​แม้จะทรงพยายามควบคุมมันไว้อย่างสุดกำลัง แต่แรงสั่นสะเทือนนั้นกลับชัดเจนยิ่งกว่าเสียงคำรามใดๆ ข้าก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามไม่ให้สายตาของตนเองไปปะทะกับสายตาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่กลับยิ่งรู้สึกว่าทุกสรรพสิ่งในท้องพระโรงแห่งนี้กำลังจับจ้องมาที่ข้าโดยเฉพาะ ราวกับข้าคือต้นเหตุแห่งความขัดแย้งทั้งหมด

ความจริงคืออะไรกันแน่? ความจริงที่เสนาบดีซ่งกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้ที่จะเปิดโปง และความจริงที่ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงพยายามเก็บงำเอาไว้จนถึงที่สุด ‍หากมันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับข้า เรื่องราวการถูกปลดจากตำแหน่งว่าที่ฮองเฮา เรื่องราวที่ทรงปฏิเสธความรักที่เคยมีให้ข้าอย่างสิ้นเชิง นั่นก็น่ารังเกียจมากพอแล้วไม่ใช่หรือ? แต่น้ำเสียงและแววตาของเสนาบดีซ่งในยามนี้กลับบ่งบอกว่ามันต้องมีอะไรที่ดำมืด ลึกล้ำ และเลวร้ายยิ่งกว่านั้นซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านไหมแห่งราชวงศ์นี้

“เสนาบดีซ่ง” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสด้วยพระสุรเสียงราบเรียบ ‌ทว่าความเย็นชาที่แฝงอยู่กลับทำให้ขนกายของข้าลุกชันไปถึงรากถึงโคน “เจ้ากำลังกล่าวหาว่าเจิ้นกระทำสิ่งใดกันแน่”

เสนาบดีซ่งเงยหน้าขึ้น สายตาอำมหิตของเขาปะทะเข้ากับพระเนตรของฮ่องเต้หลงเหยียนอย่างไม่เกรงกลัว ราวกับเขากำลังยืนอยู่บนชัยชนะที่เหนือกว่า “หม่อมฉันมิได้กล่าวหาพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่จะทูลความจริงให้ปรากฏแก่สายตาของเหล่าขุนนางผู้ภักดีทั้งหลาย ว่าสิ่งที่ทรงปกปิดมาตลอดนั้น มิได้สวยงามอย่างที่ทรงพยายามสร้างภาพให้ทุกคนเชื่อ”

หัวใจของข้าเต้นระรัวราวกับกลองศึก ‍ความกลัวเย็นเยียบไหลซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันไม่ใช่ความกลัวในโทษทัณฑ์ที่จะได้รับ แต่เป็นความกลัวต่อความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผยออกมา หากสิ่งที่เสนาบดีซ่งจะทูลนั้นเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับข้าจริงๆ หากมันเป็นสิ่งที่เลวร้ายจนเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ข้าจะรับมือกับมันได้อย่างไร? ข้าที่บัดนี้ไร้ซึ่งอำนาจ ไร้ซึ่งการคุ้มครองใดๆ ​นอกจากลมหายใจอันริบหรี่ในวังหลังแห่งนี้

“ความจริงอันใด” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสถาม น้ำเสียงเริ่มมีแววแห่งความอดทนที่ใกล้จะสิ้นสุด “หากเจ้ามีหลักฐาน ก็จงนำออกมาแสดงต่อหน้าทุกคนในที่นี้”

เสนาบดีซ่งยิ้มมุมปากอย่างเยาะหยัน “หลักฐานหรือพ่ะย่ะค่ะ หลักฐานคือคำพูดของหม่อมฉันเอง และสิ่งที่ทุกคนล้วนประจักษ์แก่สายตา” ​เขาหันไปมองเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงรายอยู่ในท้องพระโรง ซึ่งบัดนี้ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าสบกับใครคนใดคนหนึ่ง ราวกับกลัวว่าหากสบตาแล้ว จะต้องถูกดึงเข้าไปพัวพันกับพายุที่กำลังก่อตัวขึ้น

“แต่หากทรงต้องการ ‘หลักฐาน’ ที่จับต้องได้” เสนาบดีซ่งเน้นคำว่า ​‘หลักฐาน’ อย่างจงใจ “หม่อมฉันก็มีให้พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่เกรงว่าความจริงที่ปรากฏนั้น จะทำลายความศรัทธาที่เหล่าราษฎรมีต่อองค์ฮ่องเต้ และทำลายเกียรติภูมิของราชวงศ์อันสูงส่งนี้จนป่นปี้”

คำพูดของเสนาบดีซ่งดุจฟืนที่สุมเข้าไปในกองไฟแห่งความโกรธของฮ่องเต้หลงเหยียน พระพักตร์ของพระองค์บัดนี้แดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนอย่างเห็นได้ชัด พระหัตถ์ที่กำแน่นบนพนักบัลลังก์หยกขาวสั่นเทาเล็กน้อย ทว่าแววพระเนตรกลับยิ่งทอประกายเย็นชาอำมหิตขึ้นเรื่อยๆ ราวกับพญามังกรที่กำลังจะตื่นจากบรรทม

“เสนาบดีซ่ง” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ ทว่ากลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้ท้องพระโรงสั่นสะเทือน “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ”

“ไฟที่ทรงจุดขึ้นเองต่างหากพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งตอบกลับทันควันโดยไม่ลังเล “ไฟที่ทรงใช้เผาผลาญหัวใจของสตรีผู้บริสุทธิ์ ไฟที่ทรงใช้ปกปิดความชั่วร้ายของตนเอง”

คำว่า ‘สตรีผู้บริสุทธิ์’ ดุจมีดที่กรีดแทงเข้ามาในอกข้า ข้ารู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง ราวกับถูกน้ำแข็งรดลงมา ความรู้สึกผิดบาปและความอับอายถาโถมเข้าใส่จนแทบจะยืนไม่ไหว ใช่แล้ว ข้าคือสตรีผู้นั้น สตรีที่ถูกทอดทิ้ง สตรีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกาลกิณี และถูกผลักไสให้มาอยู่ในวังหลังอันโหดร้ายนี้

แต่ ‘ความชั่วร้ายของตนเอง’ ที่เสนาบดีซ่งกล่าวถึงนั้นคืออะไรกันแน่? เขากำลังหมายถึงการที่ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงปฏิเสธความรักของข้า หรือมันมีอะไรที่ลึกล้ำไปกว่านั้น? หากมันเป็นความชั่วร้ายที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของหัวใจ แต่มันหมายถึงการทรยศหักหลัง หมายถึงการปองร้าย หรือหมายถึงการสังหารใครบางคนอย่างเลือดเย็น...

“บังอาจ!” เสียงของฮ่องเต้หลงเหยียนดังก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง พระองค์ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์หยกด้วยพระอาการกราดเกรี้ยว ดวงพระเนตรแดงก่ำราวกับเพลิงที่กำลังลุกไหม้ แรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายของพระองค์รุนแรงเสียจนเหล่าขุนนางหลายคนถึงกับทรุดลงคุกเข่าอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้

“เจ้ากล้าดียังไงมากล่าวหาเจิ้นเช่นนี้” ฮ่องเต้หลงเหยียนตรัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพิโรธ “เสนาบดีซ่ง เจ้าจะได้รับโทษทัณฑ์ที่สาสม!”

“โทษทัณฑ์หรือพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งหัวเราะเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง ทว่าแววตายังคงเย็นเยียบ “โทษทัณฑ์สำหรับผู้ที่พูดความจริงอย่างนั้นหรือ หม่อมฉันมิเกรงกลัวความตาย หากความตายของหม่อมฉันจะนำมาซึ่งความจริงที่ทรงพยายามปกปิดมานานแสนนาน!”

เขาชี้มือตรงมาที่ฮ่องเต้หลงเหยียนอย่างไม่มีความเคารพเหลืออยู่แม้แต่น้อย “ความจริงที่ว่าพระองค์มิได้เป็นเพียงแค่ฮ่องเต้ผู้ไร้หัวใจ แต่ยังทรงเป็นผู้ที่กระทำการอันน่ารังเกียจเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด!”

ทุกคำพูดของเสนาบดีซ่งดุจฟ้าร้องที่ผ่าลงกลางใจข้า ข้าอยากจะหลับตาลงเพื่อหนีจากภาพตรงหน้า อยากจะปิดหูเพื่อมิให้ได้ยินคำพูดอันน่าหวาดกลัวเหล่านั้น แต่ข้าก็ไม่อาจทำได้ ราวกับมีพลังบางอย่างตรึงข้าไว้ให้เผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายนี้

“นำตัวเสนาบดีซ่งไปคุมขัง!” ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงคำรามลั่น “จับมันไปเดี๋ยวนี้!”

แต่ก่อนที่ทหารองครักษ์จะทันได้ขยับกาย เสนาบดีซ่งกลับยกมือขึ้นราวกับจะหยุดพวกเขา และหันกลับไปมองฮ่องเต้หลงเหยียนอีกครั้งด้วยรอยยิ้มอันน่าขนลุก

“ทรงคิดว่าการคุมขังหม่อมฉันจะช่วยให้ความจริงถูกปกปิดได้หรือพ่ะย่ะค่ะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลงเล็กน้อย ทว่ากลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่ยากจะปฏิเสธ “หม่อมฉันมิได้มาคนเดียวพ่ะย่ะค่ะ”

ทันใดนั้นเอง ประตูท้องพระโรงที่ปิดสนิทอยู่ก็เปิดผางออกอย่างกะทันหัน เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของบานประตูไม้เก่าแก่ดังก้องไปทั่ว ราวกับเสียงเปิดทางสู่โลกอีกใบที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังม่านแห่งการหลอกลวง

ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาในท้องพระโรง เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม ใบหน้าคมคาย ทว่ากลับซีดเซียว ดวงตาเหม่อลอยราวกับคนไร้วิญญาณ อาภรณ์ที่สวมใส่เป็นชุดที่บ่งบอกฐานะอันสูงศักดิ์ แต่กลับดูมอมแมมและยับยู่ยี่ ราวกับเพิ่งผ่านการเดินทางอันยาวนานและยากลำบากมา

ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายของข้าสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความตื่นตะลึง ความจริงที่เสนาบดีซ่งกล่าวถึงนั้นมันคืออะไรกันแน่? และชายหนุ่มผู้นี้คือใคร?

แต่เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาปะทะเข้ากับสายตาของข้า หัวใจของข้าก็แทบหยุดเต้น เลือดในกายเย็นเฉียบลงในทันที ภาพของชายหนุ่มผู้นี้วนเวียนอยู่ในห้วงความทรงจำที่ข้าพยายามจะลืมเลือนไปตลอดชีวิต

เขามิใช่คนแปลกหน้า เขามิใช่คนที่ข้าไม่เคยพบเจอ

เขาคือ... องค์ชายรองหลงจิ้ง ผู้ที่ควรจะสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว!

ลมหายใจของข้าสะดุดกึก โลกทั้งใบหมุนคว้าง ภาพทุกอย่างพร่าเลือนไปชั่วขณะ ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจะล้มลงไปกองกับพื้นดิน แต่แรงบางอย่างกลับตรึงข้าไว้ให้ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น เพื่อรับรู้ถึงความจริงที่น่าตกตะลึงนี้

“ทรงจำองค์ชายรองหลงจิ้งได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มอันชั่วร้าย ดวงตาของเขาทอประกายแห่งชัยชนะ “พระองค์ผู้ที่ทรงประกาศว่าสิ้นพระชนม์ไปแล้วเมื่อสามปีก่อน”

ฮ่องเต้หลงเหยียนทรงยืนนิ่งค้าง พระพักตร์ที่เคยแดงก่ำบัดนี้กลับซีดเผือดลงจนขาวโพลน ดวงพระเนตรเบิกกว้างด้วยความตกใจและความหวาดหวั่นที่ไม่อาจปกปิดได้ ราวกับเห็นวิญญาณของอดีตกาลที่กลับมาหลอกหลอน

“และทรงจำได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีซ่งกล่าวต่อ เสียงของเขาดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ดุจเสียงฟ้าผ่าที่กำลังจะทำลายทุกสิ่ง “ว่าแท้จริงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นผู้สั่งให้ปลงพระชนม์องค์ชายรองหลงจิ้ง!”

คำพูดสุดท้ายของเสนาบดีซ่งดุจค้อนขนาดใหญ่ที่ทุบลงกลางศีรษะข้า ความจริงอันน่ารังเกียจที่เสนาบดีซ่งพยายามจะเปิดโปงนั้น บัดนี้มันชัดเจนราวกับภาพที่ฉายซ้ำเบื้องหน้าข้า มันมิใช่แค่เรื่องความรักที่ถูกหักหลัง มิใช่แค่เรื่องของความริษยาแก่งแย่งอำนาจ แต่มันคือการฆาตกรรม การทรยศที่เลวร้ายที่สุด! และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการ ก็คือ...ฮ่องเต้หลงเหยียน!

ข้าหอบหายใจอย่างแรง มือของข้ากุมเข้าหากันแน่นจนเจ็บปวดไปหมด ราวกับต้องการจะยึดเหนี่ยวอะไรบางอย่างเอาไว้ เพื่อไม่ให้ตนเองแตกสลายไปเสียก่อน ความจริงนี้มันช่างดำมืดและโหดร้ายเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้ แล้วข้าล่ะ? ข้าที่เคยเป็นว่าที่ฮองเฮา ข้าที่เคยใกล้ชิดกับฮ่องเต้หลงเหยียนมากที่สุด ข้าจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้อย่างไร?

และคำถามสุดท้ายที่ผุดขึ้นในใจของข้า คือเหตุใดองค์ชายรองหลงจิ้งจึงยังทรงมีชีวิตอยู่ และเหตุใดเสนาบดีซ่งถึงได้เลือกที่จะเปิดเผยความจริงอันน่าตกตะลึงนี้ในเวลานี้ ท่ามกลางท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์ เบื้องหน้าเหล่าขุนนางมากมายเช่นนี้... นี่มันคือการก่อกบฏอย่างเปิดเผย หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่กำลังจะกลืนกินราชวงศ์ทั้งหมดกันแน่?

ข้ามองไปที่องค์ชายรองหลงจิ้งอีกครั้ง ดวงตาของพระองค์ที่เคยเหม่อลอย บัดนี้กลับหันมาสบเข้ากับสายตาของข้าอีกครั้ง และในแววตาอันว่างเปล่าคู่นั้น ข้ากลับเห็นประกายบางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจได้... ประกายแห่งความโศกเศร้า ความเจ็บปวด หรืออาจเป็น...ความแค้นที่ฝังลึกรอวันชำระ?

ทุกสิ่งกำลังจะเปลี่ยนไป และข้าก็รู้ดีว่าข้าเองก็ไม่อาจหนีพ้นจากชะตากรรมที่กำลังจะถาโถมเข้ามาได้อีกต่อไป…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บัลลังก์แค้นวังหลัง

บัลลังก์แค้นวังหลัง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!