รัตติกาลล่วงเลยไปเกือบครึ่งค่อนคืน แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมาต้องพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบของตำหนักฉางชุน ก่อเกิดเป็นเงาทะมึนทาบทับร่างบอบบางของหลี่เฟยที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังความเวิ้งว้างของท้องฟ้าที่ประดับประดาด้วยดวงดาวนับพันล้านดวง ดวงตาคู่สวยของนางฉายแววว่างเปล่า หากแต่ภายในกลับปั่นป่วนด้วยพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน นับตั้งแต่วันที่นางถูกลดขั้นจากตำแหน่งว่าที่ฮองเฮาลงมาเป็นเพียงสนมชั้นเฟย ชีวิตของนางก็พลิกผันราวกับถูกเหวี่ยงลงสู่หุบเหวไร้ก้นบึ้ง จากที่เคยเป็นที่รักและเป็นความหวังของสกุลหลี่ บัดนี้นางกลับกลายเป็นเพียงตัวหมากที่ถูกทอดทิ้ง รอวันที่จะถูกกำจัดทิ้งไปอย่างเลือดเย็น
ลมหนาวพัดโชยมาปะทะผิวกายเย็นเยียบของนาง เสื้อคลุมผ้าไหมที่สวมอยู่ไม่อาจให้ความอบอุ่นได้เพียงพอ นางยกมือขึ้นกอดตัวเองแน่น ราวกับต้องการจะรวบรวมเศษเสี้ยวของความเข้มแข็งที่ยังหลงเหลืออยู่ให้กลับคืนมา เสียงถอนหายใจแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม นางหลับตาลงช้าๆ พยายามจะปัดเป่าภาพความทรงจำอันเจ็บปวดที่ยังคงตามหลอกหลอนออกไปให้พ้นจากห้วงความคิด ภาพของฮ่องเต้ที่เคยตรัสถ้อยคำหวานซึ้ง ปฏิญาณว่าจะรักนางตราบชั่วนิรันดร์ บัดนี้กลับกลายเป็นภาพลวงตาที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตของนาง
"หลี่เฟยเพคะ ได้เวลาเสวยยาแล้ว" เสียงของซูซูขันทีคนสนิทดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับถาดไม้ที่วางถ้วยยาจีนส่งกลิ่นฉุน ซูซูเป็นขันทีวัยกลางคนที่รับใช้นางมาตั้งแต่ยังเป็นคุณหนูในจวนสกุลหลี่ เขาเป็นคนเดียวที่นางยังคงไว้ใจได้ในวังหลวงอันกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมนี้
นางลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วหันไปมองซูซูที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย "ข้ายังไม่อยากเสวย" นางเอ่ยเสียงแผ่ว พลางปัดมือออกเบาๆ
"ไม่ได้นะเพคะ หลี่เฟยทรงประชวรมาหลายวันแล้ว หากไม่เสวยยาอาการจะไม่ทุเลา" ซูซูพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้หมอหลวงมาตรวจพระอาการทุกวัน หากทรงทรุดลงไปอีก จะเป็นเรื่องใหญ่เพคะ"
คำว่า 'ฮ่องเต้' ทำให้หัวใจของหลี่เฟยกระตุกวูบ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาอีกครั้ง นางหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งผากและขมขื่น "ฮ่องเต้? เขายังจะใส่ใจข้าอีกหรือซูซู? หรือนี่เป็นเพียงการแสดงละครบทใหม่ที่เขาจัดฉากขึ้นมา เพื่อให้โลกภายนอกเห็นว่าเขายังคงเป็นฮ่องเต้ผู้เมตตา"
ซูซูไม่กล้าตอบคำถามนั้น เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างหลี่เฟยกับฮ่องเต้ได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว เขาได้แต่ถอนหายใจแล้ววางถ้วยยาลงบนโต๊ะข้างตัวนาง "ไม่ว่าอย่างไร หลี่เฟยก็ต้องดูแลพระวรกายของพระองค์เองนะเพคะ หากทรงล้มป่วยไปจริงๆ จะไม่มีใครช่วยพระองค์ได้"
คำพูดของซูซูทำให้หลี่เฟยชะงักไปชั่วขณะ นางหันไปมองถ้วยยาที่วางอยู่ตรงหน้า กลิ่นฉุนของมันทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน แต่คำเตือนของซูซูกลับดังก้องอยู่ในหู นางรู้ดีว่าในวังหลังแห่งนี้ ความอ่อนแอคือจุดเริ่มต้นของหายนะ หากนางล้มป่วยลงจริงๆ ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ศัตรูเข้ามารุมทึ้งได้โดยง่าย
"เอามาให้ข้า" นางเอ่ยเสียงเรียบ พลางยื่นมือออกไปรับถ้วยยาจากซูซู นางยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปากแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด แม้รสชาติจะขมปร่าจนแทบสำลัก แต่นางก็พยายามกลืนลงไปจนหมดสิ้น
"ดีมากเพคะหลี่เฟย" ซูซูเอ่ยด้วยความโล่งใจ เขารู้ดีว่าการที่หลี่เฟยยอมเสวยยาในวันนี้ แสดงว่านางยังคงมีประกายแห่งการต่อสู้หลงเหลืออยู่บ้าง
หลี่เฟยวางถ้วยยาลงบนโต๊ะ แล้วหันกลับไปมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง "ซูซู เจ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไรต่อไป" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "ข้าควรจะยอมจำนนต่อโชคชะตา หรือควรจะลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของข้า"
ซูซูเงียบไปชั่วขณะ เขารู้ดีว่าคำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่ง่ายที่จะตอบได้ "หลี่เฟยเพคะ...ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครสามารถยอมจำนนต่อโชคชะตาได้โดยไม่ถูกกลืนกินไปในที่สุด การต่อสู้เท่านั้นที่จะทำให้พระองค์อยู่รอด"
คำพูดของซูซูทำให้หลี่เฟยรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง นางหันกลับมามองซูซูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "เจ้าพูดถูกซูซู ข้าจะไม่มีวันยอมจำนนง่ายๆ" นางกำมือแน่น "ข้าจะลุกขึ้นสู้ เพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของข้า และเพื่อเปิดโปงความจริงอันดำมืดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านไหมของราชวงศ์นี้"
ประกายไฟแห่งความแค้นและความมุ่งมั่นได้จุดขึ้นในดวงตาของหลี่เฟยอีกครั้ง นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรคและอันตราย แต่ในตอนนี้ นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว
"แต่ก่อนอื่น ซูซู เจ้าต้องช่วยข้าสืบเรื่องบางอย่าง" หลี่เฟยเอ่ยเสียงกระซิบ "ข้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในคืนนั้น คืนที่ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ลดขั้นข้าลงมาเป็นเพียงสนมชั้นเฟย ข้าเชื่อว่าต้องมีเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น"
ซูซูพยักหน้าอย่างเข้าใจ "กระหม่อมจะพยายามสืบให้ถึงที่สุดเพคะ"
"และอีกเรื่องหนึ่ง" หลี่เฟยเอ่ยต่อ "ข้าอยากรู้เรื่องขององค์หญิงหนิงอัน"
ซูซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "องค์หญิงหนิงอันหรือเพคะ? ทรงหมายถึงองค์หญิงที่ประสูติจากพระสนมซูเหรินเมื่อหลายปีก่อนหรือเพคะ"
หลี่เฟยพยักหน้า "ใช่แล้ว ข้าเคยได้ยินมาว่าองค์หญิงหนิงอันทรงมีพระวรกายอ่อนแอมาตั้งแต่ประสูติ และทรงถูกส่งไปประทับที่ตำหนักนอกวังเพื่อรักษาพระอาการ"
"ถูกต้องเพคะ" ซูซูตอบ "แต่กระหม่อมไม่ทราบว่าหลี่เฟยทรงสนใจเรื่องขององค์หญิงหนิงอันด้วยเหตุใด"
"ข้าแค่รู้สึกสงสัย" หลี่เฟยเอ่ยเสียงแผ่ว "ข้าเคยได้ยินมาว่าพระสนมซูเหรินทรงเป็นสตรีที่งดงามและเฉลียวฉลาด แต่กลับสิ้นพระชนม์ไปอย่างปริศนาหลังจากประสูติองค์หญิงหนิงอันไม่นานนัก ข้าสงสัยว่าเรื่องนี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของข้าก็เป็นได้"
ซูซูพยักหน้าอย่างครุ่นคิด "กระหม่อมจะลองสืบเรื่องนี้ให้เพคะ แต่เรื่องราวผ่านมานานแล้ว อาจจะสืบยากสักหน่อย"
"ไม่เป็นไร" หลี่เฟยเอ่ย "ขอแค่เจ้าลองสืบดู ข้าเชื่อว่าความจริงจะต้องปรากฏออกมาในที่สุด"
รัตติกาลยังคงดำเนินต่อไป แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลงมาต้องตำหนักฉางชุน แต่ในตอนนี้ บรรยากาศภายในตำหนักกลับไม่เงียบเหงาและสิ้นหวังอีกต่อไป ประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นได้จุดขึ้นในดวงตาของหลี่เฟย นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตราย แต่ในตอนนี้ นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว
"ซูซู เจ้าคิดว่าใครคือศัตรูที่แท้จริงของข้า" หลี่เฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย็นชา "ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้"
ซูซูส่ายหน้า "กระหม่อมยังไม่แน่ใจเพคะ แต่ในวังหลังแห่งนี้ มีสตรีหลายนางที่ต้องการตำแหน่งฮองเฮา และหลายนางก็มีอำนาจและอิทธิพลไม่น้อย"
"ฮองเฮาองค์ปัจจุบันหรือ" หลี่เฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระแวง
"ฮองเฮาองค์ปัจจุบันทรงมาจากสกุลหลี่เช่นเดียวกับหลี่เฟยเพคะ" ซูซูตอบ "แต่ทรงเป็นบุตรสาวของท่านอาของหลี่เฟย ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองสกุลก็ไม่ได้ราบรื่นนัก"
หลี่เฟยพยักหน้าอย่างเข้าใจ นางรู้ดีว่าภายในสกุลหลี่เองก็มีการแก่งแย่งชิงดีกันไม่น้อย การที่ฮองเฮาองค์ปัจจุบันมาจากสกุลหลี่ ไม่ได้หมายความว่านางจะเป็นมิตรกับหลี่เฟยเสมอไป
"แล้วพระสนมคนอื่นๆ ล่ะ" หลี่เฟยเอ่ยถามต่อ "พระสนมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเป็นพิเศษในตอนนี้มีใครบ้าง"
"ในตอนนี้ ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานพระสนมซูฮุ่ยจากสกุลหลินมากที่สุดเพคะ" ซูซูตอบ "พระสนมซูฮุ่ยทรงเป็นสตรีที่งดงามและอ่อนหวาน ทรงมีพระชนมายุอ่อนกว่าหลี่เฟยหลายปี และทรงได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เป็นอย่างมาก"
หลี่เฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเคยได้ยินชื่อพระสนมซูฮุ่ยมาบ้าง แต่ไม่เคยคิดว่านางจะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญสำหรับนาง
"พระสนมซูฮุ่ยทรงมีเบื้องหลังอย่างไร" หลี่เฟยเอ่ยถาม
"พระสนมซูฮุ่ยทรงเป็นบุตรสาวของท่านเสนาบดีกรมพิธีการเพคะ" ซูซูตอบ "สกุลหลินเป็นสกุลเก่าแก่ที่มีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนักมานานแล้ว"
หลี่เฟยพยักหน้าอย่างครุ่นคิด นางรู้ดีว่าการจะต่อสู้กับสตรีที่มีเบื้องหลังแข็งแกร่งเช่นพระสนมซูฮุ่ยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ในตอนนี้ นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
"ซูซู เจ้าต้องช่วยข้าจับตาดูพระสนมซูฮุ่ยให้ดี" หลี่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ข้าเชื่อว่านางจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทั้งหมดนี้อย่างแน่นอน"
ซูซูพยักหน้าอย่างหนักแน่น "กระหม่อมจะทำตามที่หลี่เฟยรับสั่งทุกประการเพคะ"
หลี่เฟยหันกลับไปมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลงมาต้องพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ แต่ในตอนนี้ หัวใจของนางกลับไม่เย็นชาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ประกายไฟแห่งความแค้นและความมุ่งมั่นได้จุดขึ้นในดวงตาของนาง นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรคและอันตราย แต่ในตอนนี้ นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว
"บัลลังก์หงส์นี้ จะต้องเป็นของข้า" หลี่เฟยเอ่ยเสียงกระซิบ "และผู้ที่ริอาจช่วงชิงมันไปจากข้า จะต้องได้รับผลกรรมอย่างสาสม"
คำพูดของหลี่เฟยดังก้องอยู่ในความเงียบงันของตำหนักฉางชุน ราวกับเป็นคำสาบานที่นางจะไม่มีวันลืม นางรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานและยากลำบาก แต่ในตอนนี้ นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว
นางหลับตาลงช้าๆ พยายามจะรวบรวมเศษเสี้ยวของความเข้มแข็งที่ยังหลงเหลืออยู่ให้กลับคืนมา นางรู้ดีว่าในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครสามารถยอมจำนนต่อโชคชะตาได้โดยไม่ถูกกลืนกินไปในที่สุด การต่อสู้เท่านั้นที่จะทำให้พระองค์อยู่รอด
หลี่เฟยลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่เคยอ่อนแอและบอบบาง บัดนี้กลับดูแข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาต้องร่างของนาง ทำให้เงาของนางทอดยาวออกไปบนพื้นหินอ่อน ราวกับเป็นเงาของราชินีผู้สง่างามและทรงอำนาจ
"ซูซู" หลี่เฟยเอ่ยเสียงเรียบ "เตรียมน้ำอุ่นให้ข้า ข้าอยากจะอาบน้ำแล้วเข้านอน"
ซูซูพยักหน้าอย่างเข้าใจ "เพคะหลี่เฟย"
เมื่อซูซูเดินออกไปจากห้อง หลี่เฟยก็เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ นางมองสะท้อนใบหน้าของตัวเองในกระจก ใบหน้าที่เคยงดงามและสดใส บัดนี้กลับดูซีดเซียวและอ่อนล้า แต่ในดวงตาคู่สวยนั้น กลับมีประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันดับลง
"ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้" หลี่เฟยเอ่ยเสียงกระซิบ "ข้าจะทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะเป็นของข้า และข้าจะทำให้ผู้ที่ทำร้ายข้าต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเขาทำ"
คำพูดของหลี่เฟยดังก้องอยู่ในความเงียบงันของห้อง ราวกับเป็นคำสาบานที่นางจะไม่มีวันลืม นางรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานและยากลำบาก แต่ในตอนนี้ นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว
นางยกมือขึ้นลูบไล้ไปตามใบหน้าของตัวเอง พลางนึกถึงคำพูดของซูซูที่ว่า "ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครสามารถยอมจำนนต่อโชคชะตาได้โดยไม่ถูกกลืนกินไปในที่สุด การต่อสู้เท่านั้นที่จะทำให้พระองค์อยู่รอด"
คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหูของนาง และมันก็เป็นแรงผลักดันให้นางลุกขึ้นสู้ต่อไป
หลี่เฟยหันหลังให้กับกระจก แล้วเดินไปที่เตียงนอน นางล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม พลางห่มผ้าห่มผืนหนาคลุมกาย นางหลับตาลงช้าๆ พยายามจะข่มตาให้หลับ แต่ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดก็ยังคงตามหลอกหลอนนางไม่หยุดหย่อน
นางถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางพลิกตัวไปมาบนเตียง นางรู้ดีว่าคืนนี้คงเป็นอีกคืนหนึ่งที่นางจะนอนไม่หลับ แต่ในตอนนี้ นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
หลี่เฟยลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลงมาต้องตำหนักฉางชุน แต่ในตอนนี้ บรรยากาศภายในตำหนักกลับไม่เงียบเหงาและสิ้นหวังอีกต่อไป ประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นได้จุดขึ้นในดวงตาของหลี่เฟย นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรคและอันตราย แต่ในตอนนี้ นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว
"ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้" หลี่เฟยเอ่ยเสียงกระซิบ "ข้าจะทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะเป็นของข้า และข้าจะทำให้ผู้ที่ทำร้ายข้าต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเขาทำ"
คำพูดของหลี่เฟยดังก้องอยู่ในความเงียบงันของตำหนักฉางชุน ราวกับเป็นคำสาบานที่นางจะไม่มีวันลืม นางรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานและยากลำบาก แต่ในตอนนี้ นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว

บัลลังก์แค้นวังหลัง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก