สนมแค้นวังหลวง

ตอนที่ 1 — ตื่นในวังหลวง ร่างใหม่ ความเจ็บปวดแรก

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

40 ตอน · 1,224 คำ

ตื่นขึ้นมาในร่างสนม

เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ เปิดออก สัมผัสแรกที่พิมดาวรับรู้คือความปวดร้าวไปทั้งตัว ราวกับร่างกายเพิ่งถูกกระแทกอย่างแรงจากที่สูง ความรู้สึกนั้นคล้ายกับว่าเธอถูกรถชนครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน แต่ครั้งนี้มันรุนแรงกว่าและมีมิติที่แปลกประหลาดกว่า เธอพยายามกระพริบตาไล่ความมืดมิดและภาพเบลอเบื้องหน้า สิ่งแรกที่เธอเห็นคือเพดานไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ‌สีแดงชาดและทองอร่ามตา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพดานห้องคอนโดมิเนียมสไตล์มินิมอลที่เธอคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย

“อะไรกันนี่...” เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ที่ประหลาดกว่าคือเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของเธอ เสียงของเธอจะใสกังวานกว่านี้ ไม่ได้แหบแห้งเหมือนคนอดน้ำมาหลายวันเช่นนี้

พิมดาวพยายามขยับตัว แต่ความเจ็บปวดก็แล่นเข้าโจมตีทุกส่วนของร่างกาย จนเธอต้องกัดฟันกรอด ​ข้อมือข้อเท้าที่หนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการไว้ทำให้เธอรู้สึกกังวลอย่างประหลาด เธอมองสำรวจรอบๆ ตัวอย่างช้าๆ เตียงที่เธอนอนอยู่กว้างใหญ่ หรูหรากว่าเตียงขนาดควีนไซส์ที่บ้านหลายเท่า มีผ้าไหมเนื้อดีสีแดงสดปักลวดลายมังกรทองปกคลุม เธอนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานั้น ห้องทั้งห้องประดับประดาด้วยโคมไฟกระดาษที่วาดลวดลายพู่กันจีนอันอ่อนช้อย ‍เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นไม้เนื้อแข็งแกะสลักอย่างประณีต มีม่านโปร่งแสงพลิ้วไหวตามลมที่พัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่

มันไม่ใช่โรงพยาบาล มันไม่ใช่บ้านของเธอ และมันไม่ใช่โลกที่เธอรู้จัก

ภาพสุดท้ายในความทรงจำของพิมดาวคือเธอกำลังขับรถกลับจากประชุม และมีรถบรรทุกพุ่งเข้าชนอย่างจัง ความเจ็บปวดอย่างมหาศาลถาโถมเข้ามา ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป ไม่สิ ‌มันควรจะเป็นอย่างนั้น ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้? หรือว่านี่คือความฝัน? ฝันที่สมจริงเกินไปจนน่ากลัว

เธอพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายกลับไม่เป็นใจ ความเจ็บปวดจากแผลลึกที่แขนซ้ายและรอยฟกช้ำตามลำตัวทำให้เธออ่อนแรงจนต้องล้มตัวลงนอนอีกครั้ง พิมดาวหลับตาลง พยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มี ‍เธอสูดลมหายใจลึกๆ และค่อยๆ เปิดตาขึ้นอีกครั้ง ทิวทัศน์เบื้องหน้ายังคงเหมือนเดิม ไม่ใช่ภาพลวงตา ไม่ใช่ความฝัน

ในขณะที่ความสับสนยังคงถาโถมเข้ามา ประตูไม้บานใหญ่ก็ค่อยๆ แง้มออก ​หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีน้ำตาลเรียบง่ายเดินเข้ามาในห้อง นางมีใบหน้าอ่อนเยาว์และดวงตากลมโต เมื่อเห็นว่าพิมดาวตื่นแล้ว ใบหน้าของนางก็แสดงออกถึงความโล่งอกอย่างชัดเจน

“จูเหมย!” นางอุทานเบาๆ แล้วรีบก้าวเข้ามาใกล้เตียง

จูเหมย? นั่นไม่ใช่ชื่อของเธอ พิมดาวขมวดคิ้ว ​“คุณเป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน?”

หญิงสาวคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ “จูเหมย เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ ข้าเสี่ยวฮุ่ยอย่างไรเล่า ที่นี่คือตำหนักเหมยฮวา ในเขตตำหนักเย็นเพคะ”

เสี่ยวฮุ่ย? ​ตำหนักเหมยฮวา? ตำหนักเย็น? คำศัพท์เหล่านี้ยิ่งทำให้พิมดาวสับสนหนักกว่าเดิม เธอมองสำรวจร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็ว ผิวขาวซีด มือที่เรียวเล็กและอ่อนนุ่มนี้ ไม่ใช่ฝ่ามือของเธอที่มักจะหยาบกร้านจากการทำงานหนัก ผมยาวสลวยสีดำขลับที่ทอดอยู่บนหมอนก็ไม่ใช่ผมสั้นประบ่าของเธอ เธอพยายามเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของตัวเอง ความรู้สึกที่ปลายนิ้วสัมผัสได้คือโครงหน้าเรียวเล็ก จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากบางเฉียบ ซึ่งแตกต่างจากใบหน้ากลมมนของเธออย่างสิ้นเชิง

กระจก! เธอต้องเห็นหน้าตัวเอง พิมดาวพยายามพลิกตัวลุกขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เสี่ยวฮุ่ยรีบเข้ามาประคอง “จูเหมย เจ้าอย่าเพิ่งขยับตัวมากเพคะ บาดแผลยังไม่หายดี”

“กระจก! เอากระจกมาให้ฉัน!” พิมดาวร้องบอกเสียงแหบพร่า

เสี่ยวฮุ่ยรีบไปหยิบกระจกสำริดบานเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งมาให้ พิมดาวจ้องมองภาพสะท้อนในนั้น หัวใจของเธอหล่นวูบ ภาพที่ปรากฏคือใบหน้าของหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง ใบหน้านั้นซีดเซียว ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงความงามที่น่าทึ่งไว้ เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยถูกปล่อยลงมาอย่างไม่เป็นระเบียบ จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางซีดเผือด และดวงตาคู่โตที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและเหนื่อยล้า

นี่ไม่ใช่เธอ นี่คือใคร? พิมดาวไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เรื่องเวียนว่ายตายเกิด หรือการข้ามภพข้ามชาติเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเกินกว่าที่สมองของเธอจะประมวลผลได้ หากเธอไม่ได้ฝันไป หากนี่คือความจริง นั่นหมายความว่า…เธอกำลังอยู่ในร่างของคนอื่น ในยุคสมัยอื่น!

“จูเหมย เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดจึงได้มองตนเองเช่นนั้นเพคะ” เสี่ยวฮุ่ยถามอย่างกังวล เมื่อเห็นว่านายสาวของตนมองภาพสะท้อนของตนเองด้วยแววตาหวาดกลัวอย่างที่สุด

พิมดาวเม้มปากแน่น เธอไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้กับเสี่ยวฮุ่ยอย่างไร หากบอกความจริงออกไป อีกฝ่ายจะต้องคิดว่าเธอเสียสติเป็นแน่ เธอจึงเลือกที่จะเงียบ และรวบรวมสติสัมปชัญญะทั้งหมดที่มีเพื่อพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์

“เสี่ยวฮุ่ย...ที่นี่...คือที่ไหนกันแน่” เธอตัดสินใจถามออกไปอีกครั้ง โดยเปลี่ยนวิธีการถาม

เสี่ยวฮุ่ยทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย “ก็ตำหนักเหมยฮวาเพคะ จูเหมย เจ้าคงจะยังมึนงงเพราะผลจากการถูกลงโทษ”

ถูกลงโทษ? พิมดาวเลิกคิ้ว นางถูกลงโทษอะไรกัน? และทำไม? เธอพยายามเค้นหาความทรงจำจากร่างนี้ แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ภาพสุดท้ายในหัวของเธอยังคงเป็นรถบรรทุกที่พุ่งเข้ามาชน ไม่ใช่ภาพอะไรที่เกี่ยวข้องกับร่างจูเหมยนี้เลย

“ถูกลงโทษอะไร?” พิมดาวถามอย่างระมัดระวัง

เสี่ยวฮุ่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าฉายแววไม่พอใจ “จูเหมย...เจ้าลืมไปแล้วหรือเพคะ ว่าเจ้าถูกสนมเยว่หนี่ว์ใส่ร้ายว่าลอบวางยาพิษในเครื่องเสวยของฮ่องเต้ จนถูกโบยสามสิบที และถูกส่งมาที่ตำหนักเย็นแห่งนี้อย่างไรเล่า ฮ่องเต้ทรงพิโรธมากถึงขนาดมีรับสั่งไม่ให้ใครเข้าใกล้เจ้าอีก หากมิใช่ข้าผู้จงรักภักดี...” นางพูดไปก็ร้องไห้ไป

สนมเยว่หนี่ว์...วางยาพิษ...โบย...ตำหนักเย็น...คำเหล่านี้สะท้อนอยู่ในหัวของพิมดาวราวกับเสียงระฆังที่ดังก้องไปมา เธอค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราว สรุปได้ว่าร่างที่เธออาศัยอยู่นี้คือ ‘จูเหมย’ สนมคนหนึ่งที่ถูกใส่ร้ายและถูกลงโทษอย่างรุนแรงจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ก่อนจะถูกส่งมายังสถานที่ที่เรียกว่า ‘ตำหนักเย็น’ ซึ่งน่าจะเป็นที่กักกันนักโทษหรือสนมที่ถูกปลด

พิมดาวมองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง แม้จะหรูหราแต่ก็ดูอ้างว้างและเงียบสงัดเกินไป ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีเสียงระฆัง ไม่มีเสียงดนตรี มีเพียงเสียงลมที่พัดหวีดหวิวผ่านหน้าต่าง นี่มันไม่ต่างอะไรจากการถูกคุมขังดีๆ นี่เอง

“เสี่ยวฮุ่ย...ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องจริงแล้วหรือยัง?” พิมดาวลองถามดู เธอหวังว่าจูเหมยตัวจริงอาจจะถูกใส่ร้ายและมีคนเข้าใจผิด

เสี่ยวฮุ่ยส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย “ไม่เพคะ ฮ่องเต้ทรงเชื่อในคำกล่าวหาของสนมเยว่หนี่ว์ และไม่ทรงรับฟังคำแก้ตัวของจูเหมยเลยแม้แต่น้อย พระองค์ทรงพิโรธมากเมื่อทรงทราบว่าเจ้าถูกจับได้ขณะกำลังลอบนำผงบางอย่างไปโรยในสำรับของพระองค์”

ผงบางอย่าง? พิมดาวขมวดคิ้ว เธอเชื่อว่าจูเหมยตัวจริงต้องไม่ทำเรื่องเช่นนั้นเป็นแน่ หรือไม่ก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่านั้น ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าจูเหมยผู้นี้กำลังถูกปองร้าย และเธอซึ่งเข้ามาอยู่ในร่างนี้ก็พลอยรับกรรมไปด้วย

ความจริงอันโหดร้ายเข้าจู่โจมจิตใจของพิมดาวอย่างรุนแรง เธอไม่ใช่พิมดาวคนเดิมอีกต่อไป เธอคือจูเหมย สนมตกอับที่ถูกส่งมายังตำหนักเย็น และมีชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย เธอจะต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ให้ได้ และอาจจะต้องหาความจริงให้ได้ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการตายของจูเหมยตัวจริง และทำไมเธอถึงได้มาอยู่ในร่างนี้

พิมดาวพยายามลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง คราวนี้เธอแข็งใจสู้กับความเจ็บปวด เสี่ยวฮุ่ยรีบเข้ามาช่วยประคอง พิมดาวนั่งพิงหัวเตียงที่แกะสลักอย่างสวยงาม เธอหลับตาลง พยายามรวบรวมสติทั้งหมดเพื่อวางแผนชีวิตใหม่ที่เธอไม่ได้ต้องการนี้ หากเธอต้องการรอด เธอต้องแสร้งทำเป็นจูเหมยให้แนบเนียนที่สุด เธอต้องเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับโลกใบนี้ เกี่ยวกับวังหลวงแห่งนี้ และเกี่ยวกับคนรอบข้าง

“เสี่ยวฮุ่ย...เจ้าเล่าเรื่องทั้งหมดให้ข้าฟังได้หรือไม่?” เธอตัดสินใจถาม “เรื่องราวของข้า...ของจูเหมยผู้นี้...”

เสี่ยวฮุ่ยพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสาร “ได้เพคะ จูเหมย ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังทั้งหมด”

เสี่ยวฮุ่ยเริ่มเล่าเรื่องราวของจูเหมย ตั้งแต่การเป็นธิดาของขุนนางเล็กๆ ที่ถูกส่งเข้าวังเพื่อถวายตัวเป็นสนม ด้วยความงามที่โดดเด่นทำให้จูเหมยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เฉินหลงอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ด้วยความที่นางเป็นคนใสซื่อ ไม่ฉลาดเฉลียวในการแก่งแย่งชิงดีในวัง ทำให้ไม่นานนักความโปรดปรานนั้นก็จางหายไป และถูกสนมคนอื่นที่มากเล่ห์กว่าเขี่ยทิ้ง โดยเฉพาะสนมเยว่หนี่ว์ ผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลในวังอย่างมาก

เรื่องราวที่เสี่ยวฮุ่ยเล่าทำให้พิมดาวเข้าใจสถานการณ์ของจูเหมยมากขึ้น จูเหมยเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในเกมการเมืองและอำนาจของวังหลวง นางถูกหลอกใช้และถูกกำจัดอย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาคือ จูเหมยถูกกำจัดไปเพื่ออะไร? และใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้? และที่สำคัญที่สุด...เธอจะเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร?

คืนนั้นพิมดาวนอนไม่หลับ เธอทบทวนเรื่องราวที่เสี่ยวฮุ่ยเล่าให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวระยิบระยับ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้อง ทำให้ทุกอย่างดูเงียบสงัดและอ้างว้างวังเวงยิ่งขึ้นไปอีก

เธอจะต้องเปลี่ยนตัวเอง จะต้องไม่เป็นจูเหมยผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป เธอจะต้องสวมบทบาทเป็นจูเหมยผู้เข้มแข็งและฉลาดเฉลียว เธอต้องอยู่รอดให้ได้ และเธอต้องหาคำตอบให้ได้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ และทำไมเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่พิมดาวกำลังทำความเข้าใจสถานการณ์ใหม่และพยายามใช้ชีวิตในแบบของจูเหมยอย่างระมัดระวัง เสี่ยวฮุ่ยก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก นางทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าพิมดาวด้วยใบหน้าซีดเผือดราวกับเจอผี

“จูเหมย...เรื่องใหญ่แล้วเพคะ” เสี่ยวฮุ่ยพูดเสียงสั่นเครือ “มีขันทีจากตำหนักใหญ่มา เจ้าต้องรีบไป เขาบอกว่าฮ่องเต้...ทรงมีรับสั่งให้เจ้าเข้าเฝ้า!”

พิมดาวเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัว ฮ่องเต้? ทำไมจู่ๆ ฮ่องเต้ถึงได้มีรับสั่งให้เธอเข้าเฝ้า ทั้งที่เพิ่งถูกลงโทษและถูกเนรเทศมายังตำหนักเย็นแห่งนี้? นี่จะเป็นโอกาส หรือเป็นกับดักที่อันตรายยิ่งกว่าเดิมกันแน่

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สนมแค้นวังหลวง

สนมแค้นวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!