สนมแค้นวังหลวง

ตอนที่ 2 — เผชิญหน้าฮ่องเต้ผู้เย็นชา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

40 ตอน · 1,197 คำ

เผชิญหน้าฮ่องเต้ผู้เย็นชา

คำว่า “ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า” ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของพิมดาว หรือจูเหมยในตอนนี้ เธอพยายามเก็บซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ขณะที่เสี่ยวฮุ่ยยังคงตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว

“ฮ่องเต้? แต่...แต่ข้าเพิ่งถูกลงโทษไม่ใช่หรือ?” พิมดาวถามเสียงเบา ‌พยายามหาเหตุผล

เสี่ยวฮุ่ยพยักหน้าหงึกๆ “นั่นแหละเพคะ! ยิ่งแปลกไปกันใหญ่ หลังจากที่ทรงลงโทษเจ้าจนหนักหนาสาหัสถึงเพียงนั้น จู่ๆ ก็มีรับสั่งให้เจ้าเข้าเฝ้า...หรือว่า...” นางหยุดพูด มองซ้ายมองขวาอย่างระแวง ​ก่อนจะกระซิบเสียงเบาหวิว “หรือว่าฮ่องเต้ทรงพิโรธหนักกว่าเดิม และจะทรงลงโทษเจ้าอีกครั้งเพคะ!”

ความคิดนั้นทำให้พิมดาวเย็นวาบไปทั้งตัว การถูกโบยจนบาดเจ็บปางตายไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากถูกลงโทษอีกครั้ง เธออาจจะเอาชีวิตไม่รอดจริง ๆ เธอหลับตาลงชั่วขณะ ‍พยายามตั้งสติ พิมดาวในโลกปัจจุบันเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีเหตุผล เธอเชื่อมั่นในการวิเคราะห์สถานการณ์ และตอนนี้เธอรู้ว่าการกลัวจนทำอะไรไม่ถูกไม่ใช่ทางออก

“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องไปใช่หรือไม่?” พิมดาวถาม

เสี่ยวฮุ่ยพยักหน้า “เพคะ จูเหมย ‌ไม่มีใครกล้าขัดรับสั่งของฮ่องเต้ได้”

พิมดาวลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ ความเจ็บปวดจากบาดแผลยังคงแล่นริ้ว แต่เธอพยายามเมินเฉยต่อมัน เสี่ยวฮุ่ยรีบเข้ามาประคองและหยิบชุดที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับสนมระดับต่ำมาให้ เป็นชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ปราศจากการประดับประดาใดๆ เธอเหลือบมองเสื้อผ้าของจูเหมยที่ถูกเก็บไว้ในหีบ เสื้อผ้าที่เคยสวยงามหรูหรา บัดนี้ถูกเก็บซ่อนไว้ราวกับเป็นของต้องห้าม

“ไม่ต้องแต่งหน้าให้มากนัก ‍แค่พอให้ดูไม่ซูบเซียวก็พอ” พิมดาวสั่งด้วยเสียงเรียบ เธอไม่ต้องการให้ดูโดดเด่นเกินไป แต่ก็ไม่ต้องการให้ดูอ่อนแอจนน่าสมเพช

เสี่ยวฮุ่ยบรรจงช่วยแต่งตัวและหวีผมให้ พิมดาวมองภาพสะท้อนของตนเองในกระจกสำริดอีกครั้ง ใบหน้าของจูเหมยยังคงซีดเซียว แต่แววตาของเธอเปลี่ยนไปแล้ว จากความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ​บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแข็งกร้าว เธอกำหมัดแน่นในอก เธอจะต้องสู้ เธอจะต้องรอด

เมื่อแต่งตัวเสร็จ ขันทีที่มารอก็เร่งเร้าให้รีบไป พิมดาวเดินตามขันทีไปตามทางเดินที่คดเคี้ยวและเงียบสงัดของตำหนักเย็น บรรยากาศที่นี่วังเวงราวกับโลกหลังความตาย ต้นไม้ใบหญ้าดูไม่ได้รับการดูแลอย่างดีนัก ​กำแพงอิฐเก่าๆ ที่มีรอยร้าวบ่งบอกถึงความทรุดโทรมและความไร้ซึ่งผู้คนเหลียวแล

แต่เมื่อก้าวพ้นจากเขตตำหนักเย็น ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ ถนนหนทางสะอาดสะอ้าน มีเหล่าขันทีและนางกำนัลเดินขวักไขว่ อาคารบ้านเรือนที่สูงสง่าประดับประดาด้วยสีสันสดใส และสวนดอกไม้ที่บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมหวลไปทั่วบริเวณ นี่คือความโอ่อ่าและความมั่งคั่งของวังหลวงที่แท้จริง ​ซึ่งแตกต่างจากตำหนักเย็นลิบลับ

พิมดาวเดินตามขันทีไปเรื่อยๆ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกังวลและความตื่นเต้นปนกัน เธอพยายามสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว จดจำเส้นทาง จดจำใบหน้าผู้คน และจดจำบรรยากาศ

ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงตำหนักใหญ่ ตำหนักที่โอ่อ่าที่สุดในวังหลวงแห่งนี้ ขันทีนำเธอเข้าไปด้านใน พิมดาวมองไปรอบๆ ภายในตำหนักกว้างขวาง ประดับประดาด้วยผ้าไหมชั้นดี รูปปั้นหินอ่อน และภาพวาดพู่กันจีนอันงดงามตระการตา เหนือบัลลังก์สูงตระหง่านคือมังกรทองสลักเสลาอย่างวิจิตร แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้ทุกอย่างดูสว่างไสวแต่ก็ยังคงความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม

เบื้องหน้าบัลลังก์ พิมดาวเห็นร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ บุรุษผู้นั้นสวมชุดมังกรสีเหลืองทอง เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาและคมคาย ดวงตาเรียวยาวดูเย็นชาและลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไม่อาจหยั่งถึง ริมฝีปากบางเฉียบของเขาเม้มแน่นบ่งบอกถึงความเด็ดขาด และท่าทางของเขานั้นเต็มไปด้วยอำนาจและบารมีโดยธรรมชาติ นี่คือฮ่องเต้เฉินหลง บุรุษผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินนี้ และเป็นผู้ที่ตัดสินชะตาชีวิตของเธอ

“ถวายบังคมเพคะฮ่องเต้” พิมดาวทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างช้าๆ ก้มหน้าต่ำอย่างนอบน้อมตามที่เสี่ยวฮุ่ยเคยบอกไว้ เธอจำได้ว่าต้องไม่มองหน้าฮ่องเต้โดยตรง หากไม่ได้รับอนุญาต

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วตำหนัก มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอที่ดังอยู่ในหู เธอรู้สึกราวกับว่าดวงตาอันคมกริบของฮ่องเต้กำลังจ้องมองมาที่เธอทุกตารางนิ้ว แม้เธอจะก้มหน้าอยู่ก็ตาม ความกดดันนั้นรุนแรงจนเธอแทบหยุดหายใจ

ในที่สุด เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยอำนาจก็ดังขึ้น “จูเหมย...เจ้ายังไม่ตายหรือ”

คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดแทงเข้ามาในใจพิมดาว ราวกับฮ่องเต้กำลังตำหนิเธอที่ยังมีชีวิตอยู่ ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่เธอก็ยังคงก้มหน้าต่ำ ตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “หม่อมฉันยังคงมีลมหายใจเพคะ ฝ่าบาท”

“หึ” ฮ่องเต้เฉินหลงหัวเราะในลำคอ “ช่างเป็นสนมที่อึดตายยากยิ่งนัก”

พิมดาวกัดริมฝีปากแน่น เธออยากจะเงยหน้าขึ้นไปโต้เถียง แต่รู้ดีว่านั่นคือการฆ่าตัวตาย เธอบังคับตัวเองให้สงบลง เธอยังไม่รู้ว่าเขาเรียกเธอมาทำไม แต่สถานการณ์ดูไม่สู้ดีนัก

“เจ้า...จำได้หรือไม่ ว่าเจ้าทำอะไรลงไป” ฮ่องเต้ถามเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

พิมดาวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบตากับฮ่องเต้เฉินหลงชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นเย็นชาและไร้อารมณ์ใดๆ ราวกับเธอกำลังมองผ่านเข้าไปในบ่อน้ำที่ลึกที่สุด เธอรีบหลบสายตาลงทันที

เธอควรจะปฏิเสธหรือไม่? หรือควรจะยอมรับ? หากปฏิเสธ เขาจะเชื่อหรือไม่? หากยอมรับ เขาจะลงโทษอะไรเธออีก?

“หม่อมฉัน...ไม่ทราบเพคะ” พิมดาวเลือกที่จะตอบอย่างกำกวม เธอไม่ต้องการโกหกโดยตรง เพราะเธอไม่รู้ว่าจูเหมยคนเดิมทำอะไรลงไปจริงหรือไม่ แต่เธอก็ไม่สามารถยอมรับในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ทำได้

ฮ่องเต้เฉินหลงเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่ทราบหรือ? เจ้ากล้าปฏิเสธคำตัดสินของข้าหรือจูเหมย”

“หม่อมฉันมิได้ปฏิเสธเพคะ เพียงแต่...ความทรงจำของหม่อมฉันเลือนรางหลังจากการถูกลงโทษ หม่อมฉันจำเรื่องราวในวันนั้นได้ไม่ชัดเจนเพคะ” พิมดาวพูด เธอใช้เหตุผลของ “ความทรงจำที่เลือนราง” เป็นเกราะกำบัง ซึ่งอาจจะฟังดูน่าเชื่อถือกว่าการปฏิเสธแบบตรงๆ

ฮ่องเต้เฉินหลงจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาเงียบไปชั่วขณะ ราวกับกำลังประเมินคำพูดของเธอ พิมดาวรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น เธอไม่รู้ว่าคำตอบนี้จะทำให้เขาพอใจหรือพิโรธมากขึ้น

“ความทรงจำเลือนรางเช่นนั้นหรือ...” ฮ่องเต้พูดเสียงเบา “น่าสนใจยิ่งนัก”

จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย “ไม่ว่าเจ้าจะจำได้หรือไม่ก็ตาม ความผิดของเจ้าก็ยังคงอยู่”

พิมดาวเม้มปากแน่น เธอรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่เริ่มกัดกินหัวใจ

“แต่ถึงกระนั้น” ฮ่องเต้พูดต่อ “ข้าก็ได้ยินมาว่าเจ้ามีฝีมือในการเย็บปักถักร้อยไม่น้อย”

พิมดาวเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ การเย็บปักถักร้อย? เธอไม่เคยเย็บผ้าเลยแม้แต่น้อยในชีวิตจริง! เธอรู้ดีว่าจูเหมยตัวจริงอาจจะมีความสามารถนี้ แต่เธอ...เธอไม่รู้แม้แต่จะจับเข็มอย่างไรให้ถูกวิธี

“เจ้าถูกเรียกมาวันนี้เพื่อทำการเย็บปักฉลองพระองค์ชุดใหม่ของข้า” ฮ่องเต้กล่าวต่อ ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่เธอ “งานนี้สำคัญยิ่ง หากเจ้าทำงานได้ไม่ดี...โทษทัณฑ์ของเจ้าจะยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิมเป็นทวีคูณ”

พิมดาวเบิกตากว้าง เธอแทบจะหยุดหายใจ การเย็บปักถักร้อยฉลองพระองค์ของฮ่องเต้! นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเย็บผ้าธรรมดาๆ แต่มันคืองานที่ต้องใช้ความประณีตและความเชี่ยวชาญสูงสุด หากผิดพลาดแม้แต่น้อย อาจหมายถึงความตายของเธอได้เลย

“แต่...แต่หม่อมฉัน...” เธอพยายามจะค้าน แต่ก็ถูกฮ่องเต้ยกมือห้ามไว้

“ไม่มีแต่” ฮ่องเต้กล่าวเสียงเย็น “นี่คือโอกาสสุดท้ายของเจ้า จูเหมย หากเจ้าทำได้ดี อาจมีโอกาสไถ่โทษ หากทำไม่ได้...ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอดต่อไปในวังแห่งนี้ได้เลย”

พิมดาวมองฮ่องเต้เฉินหลงด้วยความไม่เข้าใจ นี่คือการให้โอกาส หรือการลงโทษที่ซับซ้อนกว่าเดิมกันแน่ การให้สนมที่เพิ่งถูกลงโทษอย่างรุนแรง และถูกส่งมาตำหนักเย็น ไปทำงานที่สำคัญถึงเพียงนี้ มันไม่สมเหตุสมผลเลย หรือว่าฮ่องเต้กำลังทดสอบอะไรเธออยู่?

“รับทราบเพคะ ฝ่าบาท” พิมดาวตอบเสียงแผ่ว เธอไม่กล้าปฏิเสธ เธอรู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่น

ฮ่องเต้จ้องมองเธอด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก จากนั้นเขาก็โบกมือให้ขันทีนำเธอออกไป พิมดาวเดินตามขันทีออกไปจากตำหนักใหญ่ด้วยความรู้สึกที่สับสนและหวาดหวั่น เธอถูกพาไปยังห้องทำงานเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีผ้าไหมชั้นดีและอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยวางเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

“นี่คือผ้าไหมสำหรับฉลองพระองค์ของฝ่าบาท และนี่คือแบบที่ต้องปัก” ขันทีกล่าวเสียงเรียบ “เจ้ามีเวลาเพียงเจ็ดวัน หากไม่สำเร็จหรือไม่เป็นที่พอพระทัย โทษทัณฑ์จะหนักกว่าเดิมแน่นอน”

ขันทีเดินออกไป ทิ้งให้พิมดาวอยู่คนเดียวในห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เย็บปักถักร้อย เธอแตะนิ้วลงบนผ้าไหมเนื้อดีสีเหลืองทองที่วางอยู่เบื้องหน้า หัวใจของเธอเต้นรัวระคนกับความสิ้นหวัง เธอไม่เคยเย็บปักถักร้อยมาก่อนในชีวิต แล้วเธอจะทำได้อย่างไรกันในเวลาเพียงเจ็ดวัน? นี่มันคือภารกิจที่เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง หรือว่านี่คือแผนการของฮ่องเต้ที่จะกำจัดเธออย่างแนบเนียนกันแน่

เธอหยิบเข็มขึ้นมาอย่างไม่มั่นใจ เข็มที่แหลมคมสะท้อนแสงไฟกระทบดวงตา เธอไม่รู้แม้แต่ว่าจะร้อยด้ายอย่างไรให้ถูกวิธี ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว “ตายแน่...จูเหมยผู้นี้...คงต้องตายแน่ๆ”

แต่แล้ว ดวงตาของเธอก็เหลือบไปเห็นผ้าผืนเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างๆ อุปกรณ์เย็บปัก มันคือผ้าปักที่ยังทำไม่เสร็จ มีลายดอกเหมยอันอ่อนช้อยที่ปักเอาไว้ครึ่งๆ กลางๆ พิมดาวหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆ พลันภาพบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว ราวกับความทรงจำที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ภาพมือเล็กๆ กำลังบรรจงปักดอกเหมยทีละกลีบอย่างอ่อนโยน ภาพหญิงสาวในชุดสนมกำลังยิ้มแย้มขณะปักผ้า...นั่นคือภาพของจูเหมยตัวจริง!

พิมดาวหลับตาลง ภาพเหล่านั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเธอได้ซึมซับความทรงจำและทักษะของจูเหมยเข้ามาในตัว เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองเข็มและด้ายที่อยู่ในมือด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความหวังเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ หรือว่าเธอจะสามารถใช้ความทรงจำที่ตกค้างของจูเหมยเพื่อเอาชีวิตรอดจากภารกิจอันตรายนี้ได้? แต่เธอจะควบคุมมันได้อย่างไร?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สนมแค้นวังหลวง

สนมแค้นวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!