สนมแค้นวังหลวง

ตอนที่ 3 — บทเรียนเข็มด้าย สัญชาตญาณเอาชีวิตรอด

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

40 ตอน · 999 คำ

บทเรียนจากการเอาตัวรอด

พิมดาวจ้องมองเข็มและด้ายในมือด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เธอไม่เคยคิดฝันว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับงานเย็บปักถักร้อยที่สำคัญถึงชีวิตเช่นนี้ แต่เมื่อภาพความทรงจำของจูเหมยตัวจริงฉายชัดในหัว เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ผูกพันกับเข็มและด้ายคู่นั้น มันไม่ใช่ความทรงจำที่เต็มเปี่ยม แต่เป็นเหมือนสัญชาตญาณที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น

เธอหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ รวบรวมสติทั้งหมด ‌มือที่เคยสั่นเทาค่อยๆ นิ่งขึ้น เธอหยิบผ้าไหมสีเหลืองทองขึ้นมาวางบนสะดึงที่เตรียมไว้ จากนั้นก็เลือกด้ายสีแดงสด ซึ่งเป็นสีมงคลสำหรับฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ พิมดาวในฐานะพิมดาวไม่มีความรู้เรื่องการเย็บปักเลยแม้แต่น้อย แต่จูเหมยในฐานะสนมที่เคยได้รับการโปรดปรานย่อมต้องมีทักษะนี้ติดตัวเป็นแน่

เธอเริ่มร้อยด้ายเข้ากับเข็มอย่างช้าๆ นิ้วมือของเธอก็เคลื่อนไหวอย่างน่าประหลาดใจ ​ราวกับมีใครอีกคนกำลังควบคุมอยู่ ความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเทคนิคการปัก การเลือกด้าย และการใช้เข็มค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวทีละน้อย เธอพยายามทำตามสัญชาตญาณเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง

ลายที่ต้องปักคือลายมังกรทองอันสง่างาม ‍ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้ พิมดาวรู้ดีว่างานนี้ห้ามผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว เธอเริ่มปักจากส่วนหางของมังกร กลีบด้ายสีทองสลับแดงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย การเคลื่อนไหวของเข็มที่สอดผ่านเนื้อผ้าดูเป็นธรรมชาติอย่างน่าทึ่ง ราวกับมือของเธอได้ทำสิ่งนี้มานับครั้งไม่ถ้วน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เธอปักไปเรื่อยๆ ‌จนกระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไป ความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เธอก็ยังคงปักต่อไปจนกว่าดวงตาจะพร่ามัว เสี่ยวฮุ่ยที่นำอาหารค่ำมาให้ถึงกับตกใจเมื่อเห็นพิมดาวกำลังก้มหน้าก้มตาปักผ้าอยู่

“จูเหมย! เจ้าทำอะไรอยู่เพคะ นี่มันเกินกำลังของเจ้าแล้วนะ!” เสี่ยวฮุ่ยร้องออกมาด้วยความตกใจ “บาดแผลของเจ้ายังไม่หายดี ‍ไยจึงได้หักโหมเช่นนี้เล่า”

พิมดาวเงยหน้าขึ้นจากผ้าปัก ใบหน้าของเธอมอมแมมไปด้วยเหงื่อและฝุ่นด้าย แต่ดวงตาของเธอกลับส่องประกายแห่งความมุ่งมั่น “เสี่ยวฮุ่ย ข้าต้องทำมันให้สำเร็จ นี่คือโอกาสสุดท้ายของข้า หากข้าทำไม่ได้...เราอาจจะไม่มีชีวิตรอด”

เสี่ยวฮุ่ยมองดูผ้าปักในมือของจูเหมยอย่างตะลึงงัน ลายมังกรที่ปักไปแล้วครึ่งหนึ่งนั้นละเอียดอ่อนและงดงามราวกับมีชีวิต ​“จูเหมย...เจ้า...เจ้าเก่งถึงเพียงนี้เลยหรือเพคะ ข้าไม่เคยเห็นเจ้าปักผ้าได้งดงามเช่นนี้มาก่อน”

พิมดาวเองก็ประหลาดใจไม่น้อยกับฝีมือของตนเอง มันเป็นเหมือนการดึงเอาความสามารถที่ซ่อนอยู่ในร่างของจูเหมยออกมาใช้ เธอรู้สึกได้ว่าไม่ใช่เธอคนเดียวที่กำลังปักผ้าผืนนี้ แต่เป็นเหมือนจูเหมยตัวจริงกำลังชี้นำมือของเธออยู่

“ข้า...ข้าต้องพยายามให้มากกว่านี้” พิมดาวพูด เธอรู้สึกดีใจที่มีทักษะของจูเหมยคอยช่วยเหลือ แต่เธอก็รู้ว่ามันยังไม่เพียงพอ ​เธอต้องเรียนรู้ให้มากกว่านี้ เธอต้องเข้าใจชีวิตของจูเหมยให้ลึกซึ้งกว่านี้ เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายแห่งนี้ได้

คืนนั้นพิมดาวพยายามถามเสี่ยวฮุ่ยเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับจูเหมย เธอถามถึงนิสัยใจคอ ความชอบ สิ่งที่จูเหมยเคยทำ และสิ่งที่จูเหมยเคยไม่ชอบ เพื่อให้เธอสามารถสวมบทบาทเป็นจูเหมยได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ​เสี่ยวฮุ่ยตอบคำถามด้วยความเต็มใจ เพราะนางเข้าใจว่านายสาวของตนกำลังพยายามฟื้นฟูความทรงจำ

“จูเหมยเป็นคนจิตใจดีเพคะ ไม่เคยคิดร้ายกับใคร รักความสงบ และชอบการเย็บปักถักร้อยเป็นที่สุด” เสี่ยวฮุ่ยเล่า “แต่จูเหมยไม่ชอบการแก่งแย่งชิงดีในวัง ไม่ชอบการสวมหน้ากาก และไม่ชอบ...สนมเยว่หนี่ว์เพคะ”

ชื่อของสนมเยว่หนี่ว์ทำให้พิมดาวขมวดคิ้ว นี่คือคนที่ใส่ร้ายจูเหมยจนต้องมาอยู่ในสภาพนี้ เธอจำคำพูดของเสี่ยวฮุ่ยได้ดี หากต้องการเอาชีวิตรอด เธอต้องระแวงคนผู้นี้ให้มากที่สุด

ตลอดระยะเวลาเจ็ดวัน พิมดาวใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเย็บปักถักร้อย เธอแทบไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเลย บาดแผลบนร่างกายของเธอยังไม่หายดี แต่ความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอดทำให้เธออดทนและต่อสู้กับความเจ็บปวด เธอปักผ้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งงานทั้งหมดเกือบจะแล้วเสร็จ เหลือเพียงส่วนหัวของมังกรที่ยากที่สุด

ในขณะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาปักอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีขันทีคนเดิมมาที่ห้องพร้อมกับชายฉกรรจ์อีกสองคน สีหน้าของขันทีดูไม่สู้ดีนัก

“จูเหมย...ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เจ้าหยุดการปักฉลองพระองค์เสีย” ขันทีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

พิมดาวเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ “อะไรนะ? ทำไม?”

“ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการให้สนมเยว่หนี่ว์เป็นผู้ดูแลการปักฉลองพระองค์แทนเจ้า” ขันทีกล่าวต่อ “และเจ้า...ให้กลับไปประจำที่ตำหนักเย็นตามเดิม”

คำพูดของขันทีราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของพิมดาว เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า เธอทำงานหนักมาตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน เพื่อจะได้รับโอกาสเพียงน้อยนิดในการไถ่โทษ แต่กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างที่เธอพยายามทำนั้นไร้ความหมาย ฮ่องเต้กลับมอบงานนี้ให้กับสนมเยว่หนี่ว์ คู่ปรับของเธอ!

“ไม่จริง!” พิมดาวร้องออกมาอย่างเหลืออด “ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น! ข้าทำงานของข้าอย่างเต็มที่แล้ว!”

ขันทีส่ายหน้าอย่างไม่แยแส “นี่คือรับสั่งของฮ่องเต้ จะให้พวกเราทำอะไรได้เล่า สนมเยว่หนี่ว์ไปทูลต่อฮ่องเต้ว่าเจ้าไม่มีความสามารถในการปักฉลองพระองค์ของพระองค์ และขอโอกาสให้ตนเองเป็นผู้ดูแลแทน ฮ่องเต้จึงทรงเห็นดีด้วย”

พิมดาวกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น เธอรู้สึกราวกับถูกหลอกใช้และถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า สนมเยว่หนี่ว์ผู้นั้น! เธอรู้ดีว่านี่คือการกลั่นแกล้งและตัดโอกาสของเธออย่างเลือดเย็นที่สุด

“แล้วฉลองพระองค์ที่ข้าปักไปเล่า!?” พิมดาวถามเสียงสั่น

ขันทีมองมาที่ผ้าปักนั้นด้วยความเฉยเมย “ก็จะถูกส่งไปยังตำหนักของสนมเยว่หนี่ว์ และให้นางเป็นผู้สานต่อให้แล้วเสร็จ”

พิมดาวแทบจะล้มทั้งยืน ความพยายามทั้งหมดของเธอ ความเจ็บปวดที่เธออดทน ความหวังที่เธอเคยมี บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกช่วงชิงไปอย่างไร้ค่า แถมยังถูกนำไปเป็นผลงานของศัตรูอีกด้วย มันเจ็บปวดและเจ็บแค้นยิ่งกว่าการถูกโบยเสียอีก

“กลับไปตำหนักเย็น” ขันทีกล่าวเสียงแข็ง “อย่าให้ข้าต้องออกแรง”

พิมดาวไม่มีทางเลือก เธอจำใจต้องเดินกลับไปยังตำหนักเย็นอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่หดหู่และสิ้นหวัง ในหัวของเธอเต็มไปด้วยภาพของสนมเยว่หนี่ว์ที่กำลังยิ้มเยาะเย้ยหยันเธออยู่

เมื่อกลับมาถึงตำหนักเย็น เสี่ยวฮุ่ยก็เข้ามาปลอบใจ แต่พิมดาวไม่สามารถรับฟังอะไรได้เลย เธอทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างหมดอาลัยตายอยาก

“เจ้าคนชั่วช้า! สนมเยว่หนี่ว์ผู้นั้น!” พิมดาวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เธอไม่เคยรู้สึกโกรธแค้นใครมากเท่านี้มาก่อนในชีวิต ความแค้นของจูเหมยตัวจริงผสมผสานเข้ากับความแค้นของเธออย่างสมบูรณ์

เธอจะต้องแก้แค้น! เธอจะต้องเอาคืนสนมเยว่หนี่ว์ให้ได้! และเธอจะต้องหาทางเอาชีวิตรอดในวังหลวงแห่งนี้ให้ได้ เพื่อที่จะได้เห็นหน้าของคนที่ทำร้ายเธอให้เจ็บปวดยิ่งกว่านี้!

พิมดาวนอนจ้องเพดานไม้แกะสลักด้วยดวงตาที่แข็งกร้าว บัดนี้ความหวังที่จะไถ่โทษได้ดับมอดไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่ลุกโชนอยู่ในใจ เธอจะต้องคิดแผน เธอจะต้องเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเธอจะต้องกลับไปในเกมอำนาจของวังหลวงอีกครั้ง แม้จะอยู่ในสภาพของสนมตกอับก็ตาม เธอจะทำให้ทุกคนที่ดูถูกดูแคลนเธอต้องชดใช้!

ในขณะที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิด เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังเข้ามาใกล้ ขันทีคนเดิมปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับใบหน้าที่เคร่งเครียดกว่าเดิม

“จูเหมย! เจ้าได้ยินหรือไม่! ฮ่องเต้ทรงพิโรธหนัก!” ขันทีตะโกนเสียงดัง “ฉลองพระองค์ที่สนมเยว่หนี่ว์ปัก...มันมีข้อผิดพลาดร้ายแรง!”

พิมดาวเบิกตากว้าง หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างประหลาด นี่มันอะไรกัน? ข้อผิดพลาดร้ายแรง? หรือว่า...แผนการของสนมเยว่หนี่ว์จะพลาดท่าด้วยความผิดพลาดของนางเอง? แต่แล้วเสียงของขันทีก็ทำให้เธอต้องกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงอีกครั้ง

“และฮ่องเต้ทรงเชื่อว่าเจ้า...จงใจที่จะทำให้สนมเยว่หนี่ว์ต้องแปดเปื้อน!” ขันทีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ฝ่าบาท...ทรงมีรับสั่งให้เจ้าไปอธิบายด้วยตนเอง! หากเจ้าไม่สามารถทำให้พระองค์พอพระทัยได้...โทษทัณฑ์ครั้งนี้จะถึงแก่ชีวิตเป็นแน่!”

พิมดาวรู้สึกราวกับถูกกระชากลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิด เธอไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่กลับกลายเป็นว่าเธอถูกลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้อีกแล้ว และคราวนี้...โทษทัณฑ์อาจถึงแก่ชีวิตจริงๆ!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สนมแค้นวังหลวง

สนมแค้นวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!