สนมแค้นวังหลวง

ตอนที่ 24 — กลอุบายในงานประลองกวี

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

40 ตอน · 1,357 คำ

ข่าวงานประลองกวีประจำฤดูสารทแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง สร้างความตื่นเต้นและกังวลใจให้กับบรรดาสนมกำนัลน้อยใหญ่ งานประลองกวีนี้มิใช่เพียงการแสดงออกถึงความสามารถทางวรรณศิลป์เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่องค์ฮ่องเต้จะทรงเลือกเฟ้นสตรีผู้มีความรู้ความสามารถโดดเด่นเพื่อประทานตำแหน่งและเครื่องยศ ผู้ที่ได้รับชัยชนะย่อมเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ และย่อมมีอำนาจต่อรองในวังหลังมากขึ้นเป็นทวีคูณ

"สนมเหมยลี่เพคะ พระองค์จะต้องเข้าร่วมงานประลองในครั้งนี้อย่างแน่นอน" ฉิงเถาเอ่ยขึ้นด้วยความกระตือรือร้น ‌"นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะแสดงความสามารถของพระองค์ให้องค์ฮ่องเต้ทรงประจักษ์"

เหมยลี่ถอนหายใจเบาๆ นางมิได้มีความสนใจในเรื่องการประลองกวีสักเท่าไรนัก สิ่งที่นางสนใจมากกว่าคือการไขปริศนาเบื้องหลังการตายของสนมเหมยลี่คนเดิม และความลับที่ซ่อนอยู่ในสมุดบันทึก ทว่าในฐานะสนมที่ได้รับพระราชทานตำหนักใหม่ นางก็มิอาจปฏิเสธการเข้าร่วมงานสำคัญเช่นนี้ได้

"แต่ข้ามิได้มีความรู้เรื่องบทกวีมากนัก" เหมยลี่เอ่ยตามความจริง ในอดีตชาติของนาง ​เธอเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดาที่คุ้นเคยกับนิยายวิทยาศาสตร์และปรัชญาตะวันตก บทกวีจีนโบราณนั้นห่างไกลจากความเข้าใจของนางมากนัก

"ไม่เป็นไรเพคะ พระองค์ทรงมีความคิดอ่านที่ลึกซึ้งและเป็นเอกลักษณ์ เพียงแค่ถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นถ้อยคำ หม่อมฉันเชื่อว่าย่อมต้องตราตรึงพระทัยองค์ฮ่องเต้อย่างแน่นอน" ฉิงเถากล่าวปลอบใจ

ในที่สุด เหมยลี่ก็ตัดสินใจเข้าร่วมงานประลองกวี นางใช้เวลาหลายวันในการศึกษาบทกวีโบราณ ‍ลองหัดแต่งโคลงกลอน แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไรนัก นางจึงตัดสินใจที่จะลองใช้มุมมองของคนยุคใหม่ ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป

วันงานประลองกวีมาถึง ท้องพระโรงประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีสัน งดงามตระการตา บรรดาสนมกำนัลต่างสวมใส่อาภรณ์งดงามประชันกัน แต่ละนางต่างก็ดูราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์

องค์ฮ่องเต้หลงเยว่ประทับอยู่บนพระที่นั่งสูงส่ง ‌ฉลองพระองค์สีทองอร่ามขับให้พระองค์ดูสง่างามและน่าเกรงขามยิ่งนัก สายพระเนตรของพระองค์กวาดมองบรรดาสตรีที่มารวมตัวกันอย่างเฉยชา ทำให้เหมยลี่รู้สึกประหวั่นใจเล็กน้อย

การประลองกวีเริ่มต้นขึ้นด้วยการกำหนดหัวข้อที่คาดไม่ถึง นั่นคือ "ความปรารถนาที่ซ่อนเร้น" หัวข้อนี้สร้างความฮือฮาให้กับผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก เพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้แสดงออกถึงความรู้สึกภายในที่มักจะถูกเก็บซ่อนไว้

สนมแต่ละนางต่างก็ทยอยกันออกมาแสดงความสามารถ บ้างก็ร่ายบทกวีที่บรรยายถึงความปรารถนาในความรักและความเมตตาจากองค์ฮ่องเต้ ‍บ้างก็กล่าวถึงความปรารถนาในความสงบสุขของบ้านเมือง บ้างก็กล่าวถึงความปรารถนาในเกียรติยศและตำแหน่งที่สูงส่ง

ทว่าเมื่อถึงคราวของกุ้ยเฟยหลี่ ผู้เป็นพี่สาวของเสนาบดีหลี่ และเป็นหนึ่งในสตรีที่ทรงอำนาจที่สุดในวังหลัง นางก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ดวงตาของนางกวาดมองมายังเหมยลี่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยา

กุ้ยเฟยหลี่ร่ายบทกวีที่ไพเราะและเปี่ยมด้วยความอ่อนช้อย นางบรรยายถึงความปรารถนาที่จะเห็นองค์ฮ่องเต้ทรงปกครองแผ่นดินด้วยความร่มเย็น และความปรารถนาที่จะเป็นดั่งเงาที่คอยเคียงข้างพระองค์ไปตลอดกาล ​บทกวีของนางได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดาขุนนางและสนมกำนัลเป็นอย่างมาก

เมื่อกุ้ยเฟยหลี่ลงจากเวที นางก็เดินสวนกับเหมยลี่ที่กำลังจะขึ้นไปแสดงความสามารถ นางหยุดยืนตรงหน้าเหมยลี่ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางดูราวกับจะแฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง

"สนมเหมยลี่ ดูเหมือนว่าเจ้าจะได้รับความโปรดปรานจากองค์ฮ่องเต้ขึ้นมาบ้างแล้วสินะ" กุ้ยเฟยหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานทว่าแฝงไว้ด้วยความเย็นชา "แต่เจ้าควรรู้ไว้ว่าในวังหลังแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน ​ความโปรดปรานก็เช่นกัน ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว และยิ่งร่วงหล่นก็ยิ่งเจ็บปวด"

เหมยลี่เงยหน้าขึ้นสบตากับกุ้ยเฟยหลี่ สายตาของนางมิได้แสดงความหวาดกลัวหรือประหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย "ข้าเพียงทำหน้าที่ของข้าเพคะ ส่วนเรื่องความโปรดปรานนั้น ย่อมสุดแล้วแต่พระเมตตาขององค์ฮ่องเต้"

กุ้ยเฟยหลี่หัวเราะเบาๆ "ช่างเป็นคำตอบที่ฉลาดนัก ​แต่เจ้าคิดหรือว่าเพียงแค่ความฉลาดจะช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากภัยในวังหลังแห่งนี้ได้" นางกระซิบเสียงเบา "จงระวังให้ดี อย่าให้ความฉลาดของเจ้ากลายเป็นคมดาบที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเจ้าเอง"

พูดจบ กุ้ยเฟยหลี่ก็เดินจากไป ทิ้งให้เหมยลี่ยืนนิ่งอยู่เพียงลำพัง นางรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากกุ้ยเฟยหลี่ และความรู้สึกที่ว่านางกำลังจะถูกปองร้ายก็ผุดขึ้นมาในใจ

เมื่อถึงคราวของเหมยลี่ นางก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยความมั่นใจ แม้จะยังไม่คุ้นชินกับบรรยากาศเช่นนี้ก็ตาม นางกวาดสายตามองไปทั่วท้องพระโรง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่องค์ฮ่องเต้หลงเยว่ พระองค์ยังคงทอดพระเนตรมาที่นางด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง

เหมยลี่ตัดสินใจที่จะไม่ร่ายบทกวีตามขนบเดิมๆ แต่กลับเลือกที่จะเล่าเรื่องราวในรูปแบบของโคลงสั้นๆ ที่ผูกร้อยเข้ากับปรัชญาที่นางเคยเรียนรู้มาในอดีตชาติ

"ความปรารถนาที่ซ่อนเร้น... มิได้อยู่ที่สิ่งใดภายนอก" เหมยลี่เริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ทว่าชัดเจนกังวาน "หากแต่อยู่ที่การค้นพบตัวตนที่แท้จริงภายในจิตใจ มนุษย์ทุกคนล้วนมีความปรารถนาที่แตกต่างกันไป บางคนปรารถนาอำนาจ บางคนปรารถนาความรัก บางคนปรารถนาความสุขสงบ ทว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา"

นางหยุดพักครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "ความปรารถนาที่แท้จริง คือการเป็นอิสระจากพันธนาการทั้งปวง อิสระจากความโลภ โกรธ หลง อิสระจากความกลัวและความกังวล เมื่อใดที่เราสามารถค้นพบความปรารถนาที่แท้จริงนี้ได้ เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคทั้งปวง และพบกับความสุขที่ยั่งยืน"

บทกวีของเหมยลี่นั้นมิได้ไพเราะด้วยถ้อยคำที่สละสลวยเหมือนของสนมคนอื่นๆ แต่มันกลับเปี่ยมด้วยปรัชญาที่ลึกซึ้งและแตกต่างออกไป มันทำให้ผู้ฟังหลายคนต้องครุ่นคิดตาม

บรรดาขุนนางและสนมกำนัลต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความแปลกใจ บทกวีของเหมยลี่นั้นมิได้กล่าวถึงองค์ฮ่องเต้โดยตรง มิได้กล่าวถึงความรักหรือความภักดี แต่กลับกล่าวถึงปรัชญาชีวิตอันลึกซึ้งที่ทุกคนต่างก็เคยสัมผัส ทว่าไม่เคยมีใครนำมากล่าวในงานประลองกวีเช่นนี้มาก่อน

องค์ฮ่องเต้หลงเยว่ยังคงประทับนิ่ง ทว่าแววตาของพระองค์กลับฉายแววความสนใจอย่างเห็นได้ชัด พระองค์ทอดพระเนตรมายังเหมยลี่ด้วยสายตาที่ลึกซึ้งราวกับกำลังพยายามมองทะลุเข้าไปในจิตใจของนาง

เมื่อเหมยลี่กล่าวจบ ท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ ก่อนที่จะมีเสียงปรบมือดังขึ้นจากมุมหนึ่งของท้องพระโรง นั่นคือองค์ชายรองหลงเฟย ผู้เป็นพระอนุชาขององค์ฮ่องเต้ องค์ชายหลงเฟยทรงเป็นที่รู้จักกันดีว่าทรงเป็นผู้มีใจรักในศิลปะและปรัชญา

"สนมเหมยลี่ช่างมีความคิดอ่านที่ลึกซึ้งยิ่งนัก" องค์ชายหลงเฟยตรัสขึ้นด้วยรอยยิ้ม "บทกวีของนางมิได้เพียงแต่ไพเราะ หากแต่ยังเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับข้าพเจ้าอีกด้วย"

เมื่อองค์ชายหลงเฟยทรงกล่าวชื่นชม บรรดาขุนนางและสนมกำนัลคนอื่นๆ ก็เริ่มปรบมือตาม เสียงปรบมือดังกระหึ่มไปทั่วท้องพระโรง

องค์ฮ่องเต้หลงเยว่ทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งนัก "สนมเหมยลี่ เจ้าช่างมีความสามารถที่น่าประหลาดใจนัก" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจ "เจ้ามิได้เพียงแต่แสดงความสามารถทางกวี หากแต่ยังทำให้ผู้คนได้ครุ่นคิดถึงความหมายที่แท้จริงของชีวิต"

ชัยชนะในงานประลองกวีครั้งนี้เป็นของเหมยลี่อย่างมิอาจปฏิเสธได้ แม้ว่าบทกวีของนางจะมิได้เป็นไปตามขนบธรรมเนียม แต่กลับได้รับความสนใจและคำชื่นชมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะจากองค์ฮ่องเต้และองค์ชายหลงเฟย

หลังจากการประลองกวีสิ้นสุดลง เหมยลี่กลับมายังตำหนักฉางเหมยพร้อมกับความรู้สึกที่หลากหลาย นางรู้ดีว่าชัยชนะครั้งนี้จะนำมาซึ่งทั้งความโปรดปรานและภัยอันตราย

"สนมเหมยลี่เพคะ พระองค์ทรงทำได้อย่างยอดเยี่ยม" ฉิงเถาเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น "หม่อมฉันมิเคยคิดเลยว่าบทกวีของพระองค์จะได้รับการชื่นชมถึงเพียงนี้"

เหมยลี่ยิ้มบางๆ "ข้าเพียงกล่าวในสิ่งที่ข้าคิดเท่านั้น"

ในขณะที่เหมยลี่กำลังเดินกลับเข้าห้องนอน สายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ ที่มุมห้อง ดูเหมือนจะมีบางอย่างซ่อนอยู่ตรงนั้น ด้วยความระมัดระวัง เหมยลี่เดินเข้าไปใกล้ๆ และเมื่อนางมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ตรงนั้น นางก็ถึงกับใจหายวาบ

ใต้ผ้าม่านที่ปิดบังหน้าต่างไว้ มีกล่องไม้แกะสลักขนาดเล็กวางอยู่ กล่องนั้นดูเก่าแก่และมีร่องรอยการใช้งานมาอย่างยาวนาน เมื่อเหมยลี่เปิดกล่องออก นางก็พบกับจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือที่คุ้นเคย นั่นคือลายมือของสนมเหมยลี่คนเดิม!

จดหมายฉบับนั้นถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ราวกับว่าผู้เขียนตั้งใจที่จะให้ผู้ที่ค้นพบมันเป็นผู้ที่พิเศษจริงๆ และเหมยลี่ก็คือผู้ที่โชคชะตานำพามาให้พบเจอ

นางหยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน แสงเทียนสลัวๆ ส่องให้เห็นตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีซีดจาง

"ถึงผู้ที่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้... หากเจ้าได้พบมัน แสดงว่าข้าคงไม่อยู่แล้ว" จดหมายเริ่มต้นด้วยประโยคที่ทำให้เหมยลี่รู้สึกหนาวสะท้าน "ข้าถูกปองร้าย มิใช่ด้วยพิษที่รุนแรง แต่ด้วยพิษที่ค่อยๆ บั่นทอนชีวิตของข้าทีละน้อย"

เหมยลี่อ่านต่อด้วยความตั้งใจ "ข้าได้ค้นพบความลับอันดำมืดที่เกี่ยวข้องกับ 'เครื่องหอมต้องห้าม' ที่ใช้ในวังหลวง เครื่องหอมนั้นมิได้เพียงแต่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ หากแต่ยังทำลายสติสัมปชัญญะของผู้ที่สูดดมเข้าไปอย่างช้าๆ"

นางกำจดหมายแน่น "ข้าพยายามรวบรวมหลักฐาน แต่พวกมันรู้ตัวก่อน พวกมันพยายามปิดปากข้า และข้าเกรงว่าวันหนึ่งข้าคงจะมิอาจทนทานต่อพิษนั้นได้อีกต่อไป"

"จงระวัง... 'ดอกเหมยสีเลือด' มันคือสัญลักษณ์ของความตายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความงดงาม" ประโยคนี้ทำให้เหมยลี่นึกถึงปิ่นปักผมหยกรูปดอกเหมยที่นางค้นพบในสมุดบันทึก

"ข้าได้ซ่อนหลักฐานสำคัญบางอย่างไว้ในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด หวังว่าเจ้าจะตามหาจนพบ และนำความจริงมาเปิดเผยให้ประจักษ์"

จดหมายฉบับนั้นจบลงเพียงเท่านี้ ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมใดๆ อีก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เหมยลี่เข้าใจถึงสถานการณ์ที่สนมเหมยลี่คนเดิมต้องเผชิญ

"เครื่องหอมต้องห้าม... ดอกเหมยสีเลือด..." เหมยลี่พึมพำกับตัวเอง นางรู้สึกราวกับว่าปริศนาที่เคยดำมืดกำลังจะถูกคลี่คลายออกทีละน้อย

ชัยชนะในงานประลองกวีครั้งนี้ มิได้นำมาซึ่งเพียงความโปรดปราน แต่ยังนำมาซึ่งเบาะแสสำคัญที่จะไขปริศนาการตายของสนมเหมยลี่คนเดิมอีกด้วย เหมยลี่รู้ดีว่านางกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม แต่นางก็มิอาจถอยกลับได้อีกต่อไปแล้ว นางจะต้องตามหา "ดอกเหมยสีเลือด" และหลักฐานที่ถูกซ่อนไว้ให้พบ ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายใดๆ ก็ตาม

ในคืนนั้น เหมยลี่เก็บจดหมายฉบับนั้นไว้อย่างดี นางรู้ดีว่านางจะต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะศัตรูของนางนั้นมิใช่เพียงสนมที่ริษยา แต่เป็นผู้ที่ทรงอำนาจและพร้อมที่จะคร่าชีวิตผู้ที่ล่วงรู้ความลับของพวกเขาได้ทุกเมื่อ

องค์ฮ่องเต้หลงเยว่ยังคงเป็นปริศนาสำหรับนาง พระองค์ทรงรู้เรื่องราวเหล่านี้หรือไม่? พระองค์ทรงเป็นส่วนหนึ่งของการสมคบคิดนี้ หรือทรงเป็นเพียงผู้ที่ถูกหลอกใช้กันแน่? คำถามเหล่านี้ยังคงก้องอยู่ในใจของเหมยลี่

แต่สิ่งหนึ่งที่เหมยลี่รู้แน่ชัดคือ นางจะต้องแข็งแกร่งขึ้น นางจะต้องฉลาดขึ้น และนางจะต้องนำความจริงมาเปิดเผยให้ประจักษ์ เพื่อให้วิญญาณของสนมเหมยลี่คนเดิมได้รับความเป็นธรรม และเพื่อปกป้องชีวิตของตัวนางเองจากคมดาบที่จ้องจะฟันลงมา

หน้านิยาย
หน้านิยาย
สนมแค้นวังหลวง

สนมแค้นวังหลวง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!