บุปผาพิษในอุทยาน
ซูหลิงกลับมาที่ตำหนักของตนด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เอกสารและจดหมายเก่าแก่ที่ค้นพบในช่องลับกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ไขปริศนาหลายอย่างที่นางเคยสงสัย จดหมายหลายฉบับระบุถึงเหตุการณ์กบฏเล็กๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่จบลงด้วยการกำจัดตระกูลหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ และดูเหมือนว่าตระกูลซูของนางจะมีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างในเหตุการณ์นั้น โดยเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายราชวงศ์อย่างลับๆ แต่แล้วกลับถูกป้ายสีในภายหลังเพื่อให้ดูเหมือนเป็นกลาง สิ่งนี้ทำให้ตระกูลซูรอดพ้นจากการกวาดล้าง แต่ก็ต้องอยู่อย่างระมัดระวังตลอดมา
‘หรือนี่คือเหตุผลที่ข้าถูกเลือกให้มาเป็นจักรพรรดินี?’ ซูหลิงคิด ‘เพื่อควบคุมตระกูลซู? หรือเพื่อหลอกใช้ข้าเป็นหมากเพื่อเปิดเผยความจริงบางอย่าง?’
ขณะที่นางกำลังจมดิ่งในความคิด จิงเอ๋อร์ก็เข้ามาพร้อมข่าว “นายหญิงเพคะ มีหมายเชิญจากพระสนมเหมยเพคะ นางจัดงานเลี้ยงน้ำชาเล็กๆ ในอุทยานดอกโบตั๋น และเชิญจักรพรรดินีไปร่วมด้วย”
ซูหลิงเลิกคิ้ว “นางคงมีเรื่องอยากจะพูดกับข้า” นางตัดสินใจที่จะไป แม้รู้ว่าอาจเป็นกับดัก นี่เป็นโอกาสที่นางจะได้สังเกตการณ์ศัตรู
เมื่อไปถึงอุทยานดอกโบตั๋น พระสนมเหมยในชุดสีชมพูอ่อนนั่งอยู่ท่ามกลางหมู่พระสนมองค์อื่นๆ ใบหน้าสวยงามของนางมีรอยยิ้มเยือกเย็น “ถวายพระพรเพคะจักรพรรดินี ไม่คิดเลยว่าพระองค์จะให้เกียรติมา”
ซูหลิงยิ้มตอบ “เป็นเกียรติของข้าต่างหากที่ได้มาร่วมงานเช่นนี้ ดอกโบตั๋นของเจ้าช่างงดงามยิ่งนัก”
การสนทนาเริ่มต้นด้วยเรื่องจิปาถะทั่วไป แต่ไม่นานก็เริ่มวกเข้าสู่เรื่องของวังหลัง พระสนมเหมยจงใจพูดถึงเรื่องที่จักรพรรดิไม่ค่อยเสด็จมาที่ตำหนักฉางชุนของซูหลิง และเรื่องที่ซูหลิงยังไม่มีโอรสธิดาเพื่อสืบทอดบัลลังก์ “แหม… จักรพรรดินีนี่ช่างอาภัพนักนะเพคะ” พระสนมเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงแสร้งทำเป็นสงสาร “ในฐานะจักรพรรดินี ควรจะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทให้มากพอที่จะประทานรัชทายาทได้ หากไม่เช่นนั้น ตำแหน่งจักรพรรดินีอาจจะมิใช่ของพระองค์อีกต่อไป”
คำพูดนั้นเป็นเหมือนการประกาศสงคราม ซูหลิงรู้ว่าพระสนมเหมยต้องการจะทำให้นางอับอายและสั่นคลอนตำแหน่งของนางต่อหน้าพระสนมองค์อื่นๆ แต่ซูหลิงไม่ได้แสดงความโกรธ นางเพียงยิ้มบางๆ
“พระสนมเหมยพูดได้ถูกแล้วเพคะ” ซูหลิงตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง “หน้าที่ของจักรพรรดินีนั้นสำคัญยิ่งกว่าแค่การได้รับความโปรดปรานส่วนตัว หม่อมฉันเชื่อว่าการจะประทานรัชทายาทให้แผ่นดินนั้น จำเป็นต้องมาจากการบ่มเพาะความรักและความเข้าใจที่แท้จริง มิใช่เพียงแค่การแสวงหาตำแหน่งหรืออำนาจชั่วคราว” นางจงใจเน้นคำว่า ‘ความรักและความเข้าใจที่แท้จริง’ ราวกับตอกย้ำให้พระสนมเหมยรู้ว่านางกำลังพยายามช่วงชิงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
เหล่าพระสนมที่ร่วมงานต่างตกตะลึงกับคำตอบของซูหลิง บางคนถึงกับลอบยิ้มด้วยความชื่นชมในความกล้าและสติปัญญาของนาง พระสนมเหมยหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“จักรพรรดินีช่างมีวาทศิลป์ยิ่งนัก” พระสนมเหมยเปลี่ยนเรื่องทันที “แต่เมื่อพูดถึงความเข้าใจที่แท้จริง หม่อมฉันได้ยินมาว่าเมื่อครั้งก่อนที่ฝ่าบาทจะอภิเษกสมรสกับพระองค์นั้น มีข่าวลือว่าตระกูลของพระองค์เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มกบฏเมื่อหลายสิบปีก่อน เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่เพคะ?”
คำพูดนี้ทำให้บรรยากาศในงานเงียบสงัดลงทันที นี่คือข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุด และเป็นสิ่งที่ซูหลิงเพิ่งค้นพบจากจดหมายเก่าๆ ไม่คาดคิดว่าพระสนมเหมยจะรู้เรื่องนี้ หรืออย่างน้อยก็จับประเด็นข่าวลือได้ นางรู้แล้วว่าพระสนมเหมยต้องมีสายข่าวที่เก่งกาจ หรือมีใครบางคนคอยให้ข้อมูลที่เป็นความลับอยู่เบื้องหลัง
ซูหลิงไม่ตอบทันที นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของพระสนมเหมยอย่างเยือกเย็น “พระสนมเหมย หากท่านต้องการจะสนทนาเรื่องประวัติศาสตร์ตระกูล ข้าว่าควรจะไปถกเถียงกันในท้องพระโรงต่อหน้าเหล่าขุนนางจะเหมาะสมกว่า มิใช่มากล่าวหาจักพรรดินีในงานเลี้ยงน้ำชาเช่นนี้” นางยิ้ม “เว้นเสียแต่ว่า… พระสนมเหมยจะต้องการเป็นผู้เปิดเผยความลับของราชสำนักเสียเอง”
คำพูดของซูหลิงทำให้พระสนมเหมยถึงกับหน้าถอดสี เหล่าพระสนมต่างซุบซิบนินทากันด้วยความตื่นเต้น การกล่าวหาจักรพรรดินีด้วยเรื่องกบฏเป็นเรื่องใหญ่ แต่การที่พระสนมเหมยพูดถึงเรื่องนี้ในที่สาธารณะโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนก็เป็นเรื่องที่ไม่ต่างจากการคิดร้ายต่อราชวงศ์ ซูหลิงรู้ว่านางชนะในศึกครั้งนี้ แม้จะเป็นชัยชนะเล็กๆ ก็ตาม
ทันใดนั้น นางก็เหลือบไปเห็นจักรพรรดิอี้หมิงที่กำลังเดินผ่านมาในอุทยานพร้อมกับขันทีคนสนิท เขาหยุดเดินและจ้องมองมายังกลุ่มสตรีที่กำลังสนทนากันอยู่ ดวงตาของเขาจับจ้องมาที่ซูหลิง แววตาที่ซับซ้อนนั้นยากจะคาดเดาว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
หลังจากจบงานเลี้ยง ซูหลิงกลับมาที่ตำหนักด้วยความรู้สึกที่เหนื่อยล้า แต่ก็ภูมิใจในตนเอง นางได้พิสูจน์แล้วว่านางไม่ใช่สตรีที่อ่อนแอที่ยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ นางเริ่มรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับใต้เท้าโจวเฟยและคนอื่นๆ ที่จดหมายกล่าวถึง และพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตกับสถานการณ์ปัจจุบัน
“นายหญิงเพคะ อาหารเย็นมาแล้วเพคะ” จิงเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารที่ถูกจัดวางอย่างสวยงาม ซูหลิงมองอาหารตรงหน้าด้วยความระมัดระวัง นางยังจำจี้หยกที่แตกเป็นสองชิ้นและคำเตือนในช่องลับได้ดี นางหยิบช้อนเงินขึ้นมาตักซุปขึ้นมาดมกลิ่น
ทันใดนั้นจิงเอ๋อร์ก็ทำถาดอาหารหลุดมือด้วยความตกใจ “นายหญิงเพคะ! นั่นอะไรเพคะ?”
ซูหลิงหันไปมองในชามซุปที่นางกำลังจะดื่ม พบว่ามีเส้นผมสีดำยาวเส้นหนึ่งลอยอยู่ เส้นผมนั้นไม่ใช่ของนาง และไม่น่าจะหลุดมาจากจิงเอ๋อร์ จิงเอ๋อร์รีบเอามือจับผมของตัวเองแน่น
“เป็นเส้นผมที่แปลกมากเพคะ” จิงเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มันดู… มันดูเหมือนเส้นผมของผู้หญิงที่แก่แล้ว”
ซูหลิงเอามือแตะที่เส้นผมนั้นอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบมันขึ้นมาอย่างช้าๆ เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็พบว่าปลายเส้นผมนั้นมีสีคล้ำผิดปกติ ราวกับถูกย้อมด้วยสีดำสนิทเพื่ออำพราง ‘ไม่ใช่แค่เส้นผม’ ซูหลิงคิดในใจ นางเอามันไปดมใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นแปลกๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นอาหาร นางรู้ทันที นี่ไม่ใช่แค่เส้นผมธรรมดา แต่มันคือสารพิษที่ไร้กลิ่นและไร้สีที่ถูกใส่ลงในซุปของนาง
‘ใครบางคนต้องการให้ข้าตาย…’ ซูหลิงกำมือแน่น นางมองไปที่ชามซุปอีกครั้ง ดวงตาของนางวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธแค้น ‘และคนคนนั้น ไม่ใช่แค่พระสนมเหมย แต่เป็นคนที่มีอำนาจมากพอที่จะเข้าถึงครัวหลวงได้’

พิษรักบัลลังก์เลือด
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก