เดิมพันแห่งการชิงไหวชิงพริบ
เหตุการณ์พยายามวางยาพิษทำให้ซูหลิงตระหนักถึงความอันตรายที่แท้จริงในวังแห่งนี้ ทุกย่างก้าว ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ล้วนมีความหมายและเดิมพันด้วยชีวิต นางเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่แค่เกมจิตวิทยาทั่วไป แต่เป็นเกมแห่งความตายที่ต้องใช้สติปัญญาและความกล้าหาญอย่างถึงที่สุด
ซูหลิงไม่ได้แสดงความตื่นตกใจให้ใครเห็น นางสั่งให้จิงเอ๋อร์นำซุปนั้นไปทิ้งอย่างลับๆ และกำชับไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร นางรู้ว่าการเปิดเผยเรื่องนี้โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน จะนำมาซึ่งอันตรายต่อนางเองมากกว่าผลดี นางใช้เวลาคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ‘เส้นผมแปลกปลอมในซุป’ ไม่ได้เป็นหลักฐานที่เพียงพอที่จะเอาผิดใครได้ แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าศัตรูของนางไม่ใช่แค่คนในวังหลัง แต่เป็นคนที่สามารถเข้าถึงตัวนางได้อย่างใกล้ชิด
ในช่วงหลายวันต่อมา ซูหลิงเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม นางไม่กินอาหารที่ปรุงจากห้องครัวหลวงเพียงลำพังอีกต่อไป นางจะให้จิงเอ๋อร์คอยชิมอาหารก่อนเสมอ และเริ่มปรุงอาหารง่ายๆ บางอย่างด้วยตัวเอง โดยอ้างว่าอยากดูแลสุขภาพ นางยังเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเหล่าขันทีและนางกำนัลในตำหนักของนาง ด้วยการพูดคุยอย่างอ่อนโยน ให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ และแสดงความเอาใจใส่ ทำให้เหล่าข้ารับใช้รู้สึกว่าได้รับความเมตตาจากจักรพรรดินี และเริ่มจงรักภักดีต่อนางมากขึ้น
“นายหญิงเพคะ ท่านดูเปลี่ยนไปมากเลยนะเพคะ” จิงเอ๋อร์เอ่ยขึ้นในวันหนึ่ง “แต่ก่อนท่านมักจะดูเศร้าหมอง ตอนนี้ท่านกลับดูเข้มแข็งขึ้น”
ซูหลิงยิ้มบางๆ “ความเศร้าไม่ได้ช่วยให้เราเอาชีวิตรอดได้จิงเอ๋อร์” นางมองออกไปนอกหน้าต่าง “ในวังแห่งนี้ ผู้ที่อ่อนแอที่สุดคือผู้ที่ตายก่อน”
ซูหลิงเริ่มใช้กลยุทธ์ ‘กระจายข่าวลือ’ อย่างแยบยล นางแกล้งทำเป็นพูดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับใต้เท้าโจวเฟยให้นางกำนัลคนหนึ่งที่นางสงสัยว่าเป็นสายลับได้ยิน เช่น “ได้ยินว่าใต้เท้าโจวเฟยสุขภาพไม่ค่อยดีนักเมื่อเร็วๆ นี้” หรือ “ใต้เท้าโจวเฟยดูเหมือนจะชอบเหล้าหมักที่ส่งมาจากแคว้นทางใต้เป็นพิเศษ” นางต้องการจะดูว่าข่าวสารเหล่านี้จะไปถึงหูใคร และจะเกิดปฏิกิริยาอะไรกลับมา
ในขณะเดียวกัน จักรพรรดิอี้หมิงได้ประกาศว่าจะมีการจัดการแข่งขัน ‘ประชันปัญญา’ ขึ้นในท้องพระโรง โดยเชิญเหล่าบัณฑิต ขุนนาง และแม้กระทั่งพระสนมและจักรพรรดินีให้เข้าร่วม การแข่งขันนี้จะทดสอบความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ บทกวี และกลยุทธ์การปกครอง ซูหลิงรู้ว่านี่คือโอกาสทองที่นางจะได้แสดงสติปัญญาของตนให้เป็นที่ประจักษ์ และทำให้นางเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสายตาของเหล่าขุนนางและจักรพรรดิ
“นายหญิงจะเข้าร่วมด้วยหรือเพคะ?” จิงเอ๋อร์ถามด้วยความประหลาดใจ
“แน่นอนสิ” ซูหลิงตอบ “นี่คือโอกาสที่ข้าจะใช้สติปัญญาของตระกูลซูให้เป็นประโยชน์”
ตลอดหลายวัน ซูหลิงทุ่มเทให้กับการอ่านตำราและเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน นางศึกษาตำราโบราณ บทกวีของปราชญ์ และวิเคราะห์กลยุทธ์การรบของแม่ทัพผู้เก่งกาจ นางจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ในการตอบคำถาม แม้จะเหนื่อยล้า แต่แววตาของนางก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
วันแข่งขันมาถึง ท้องพระโรงเต็มไปด้วยผู้คน เหล่าขุนนางและพระสนมต่างแต่งกายด้วยชุดที่งดงาม จักรพรรดิอี้หมิงประทับบนบัลลังก์สูงสง่า ใบหน้าของเขายังคงไร้อารมณ์ แต่ซูหลิงรู้สึกได้ถึงสายตาของเขาที่แอบมองมาที่นางเป็นครั้งคราว
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นด้วยคำถามที่ซับซ้อนและยากยิ่งนัก หลายคนตอบผิดพลาด บางคนลังเล แต่ซูหลิงกลับตอบคำถามได้อย่างฉะฉานและแม่นยำ ทุกครั้งที่นางตอบคำถาม นางจะอธิบายที่มาที่ไป พร้อมทั้งยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์และให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ ทำให้ผู้ฟังต่างพยักหน้าด้วยความชื่นชม แม้แต่เหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็ยังต้องทึ่งในความเฉลียวฉลาดของจักรพรรดินีผู้ถูกกล่าวหาว่าไร้ความสามารถ
พระสนมเหมยที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากนาง ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและความอิจฉา นางไม่คาดคิดว่าซูหลิงจะฉลาดได้ถึงเพียงนี้
ในที่สุด ซูหลิงก็เป็นผู้ชนะในการแข่งขัน ‘ประชันปัญญา’ ครั้งนี้ เสียงปรบมือดังสนั่นไปทั่วท้องพระโรง จักรพรรดิอี้หมิงลุกขึ้นยืนช้าๆ และมองมาที่ซูหลิง ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย แต่นัยน์ตาของเขากลับมีประกายบางอย่างที่ยากจะตีความ เขาไม่ได้กล่าวสรรเสริญนางต่อหน้าทุกคน แต่เพียงพยักหน้าเล็กน้อยและสั่งให้ยุติการแข่งขัน
ค่ำคืนนั้น ซูหลิงถูกเรียกเข้าเฝ้าจักรพรรดิอี้หมิงในห้องทรงงานส่วนพระองค์ นางเดินเข้าไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่รู้ว่าเขาจะพูดอะไร นางพบเขาอ่านฎีกาอยู่บนโต๊ะ เมื่อนางถวายบังคม เขาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาจ้องมองนางเขม็ง
“เจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดแล้วหรือ ซูหลิง?” เสียงของเขาเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง “ชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านี้ เจ้าคิดว่าจะทำให้เจ้าอยู่รอดในวังแห่งนี้ได้ตลอดไปงั้นหรือ?”
ซูหลิงเงียบไป นางไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร “หม่อมฉันเพียงแค่ทำหน้าที่ของตนเองเพคะ”
เขาหัวเราะในลำคอ “โลกนี้มีหมากที่ซับซ้อนกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ ซูหลิง… สิ่งที่เจ้าเห็น อาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป” เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินเข้ามาหานางช้าๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เขาเอื้อมมือมาจับที่ปลายคางของนางเบาๆ นิ้วโป้งของเขาลูบไล้ไปตามผิวแก้มของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นเยียบนั้นทำให้ซูหลิงรู้สึกชาไปทั้งตัว นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามหาคำตอบ
“ระวังหลังเจ้าให้ดี ซูหลิง…” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง “อย่าไว้ใจใครในวังแห่งนี้ แม้แต่เงาของเจ้าเอง” จบคำ เขาก็ปล่อยมือออกจากใบหน้านางอย่างรวดเร็ว และหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน ทิ้งให้ซูหลิงยืนนิ่งงันด้วยความสับสนและหวาดหวั่น คำเตือนของเขาหมายความว่าอย่างไร? เขาเป็นห่วงนาง หรือเขากำลังข่มขู่ให้นางหวาดกลัวกันแน่? และสัมผัสที่แผ่วเบาเมื่อครู่นั้น… มันคืออะไรกันแน่?

พิษรักบัลลังก์เลือด
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก