เสียงอื้ออึงในท้องพระโรงยังคงกึกก้องไม่จางหาย ความตะลึงพรึงเพริดที่หลี่ฮูหยินสร้างไว้ยังคงห้อยแขวนอยู่ในอากาศหนักอึ้งราวกับม่านหมอกพิษ ใบหน้าของอี้หมิงซีดเผือดราวกับศพ ดวงตาที่เคยฉายแววเฉียบคมบัดนี้ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง เขามองไปยังหลี่ฮูหยินด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ทั้งความโกรธแค้น ความผิดหวัง และความสับสนปะปนกันไป
“จับนาง!” อี้หมิงคำรามเสียงแหบพร่า พยายามรวบรวมสติที่แตกสลาย “กักตัวไว้ในคุกหลวง รอการสอบสวน”
ทหารองครักษ์กรูกันเข้าจับกุมหลี่ฮูหยิน แต่นางกลับหัวเราะเสียงแหลมราวกับปีศาจ “จับข้าไปได้ก็เท่านั้น! ความจริงได้ถูกเปิดเผยแล้ว! บัลลังก์นี้ไม่ใช่ของเจ้า อี้หมิง! เจ้ามันก็แค่หุ่นเชิด!”
คำพูดสุดท้ายของนางยังคงเสียดแทงจิตใจของทุกคนในท้องพระโรง โดยเฉพาะอี้หมิง เมื่อหลี่ฮูหยินถูกลากออกไป ท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนที่เสียงกระซิบกระซาบจะเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความหวาดระแวง ไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าวอ้างเลื่อนลอย แต่เป็นคำกล่าวอ้างที่มาจากปากของหญิงที่เคยเป็นผู้มีอำนาจและเป็นเสมือนมารดาขององค์จักรพรรดิเอง
ซูหลิงกวาดสายตามองไปรอบๆ บรรดาขุนนางชั้นสูงหลายคนสบตากับนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ในขณะที่บางคนพยายามหลบสายตา นางรู้ดีว่าวิกฤตครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ไม่ใช่แค่การกบฏภายใน แต่เป็นการสั่นคลอนรากฐานของราชบัลลังก์และแผ่นดินที่หยั่งรากลึกมาหลายชั่วอายุคน
“ฝ่าบาท…” ซูหลิงเอ่ยขึ้นเบาๆ เมื่อเห็นอี้หมิงยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ทอดสายตามองไปที่ประตูที่หลี่ฮูหยินเพิ่งถูกลากผ่านไป “ขอเชิญเสด็จกลับตำหนักเถิดเพคะ หม่อมฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้”
อี้หมิงหันมามองนางช้าๆ ดวงตาของเขาแดงก่ำ “เจ้าจัดการ? เจ้าจะจัดการอะไรได้ ซูหลิง? ในเมื่อ… ในเมื่อข้าไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตของข้ามันเป็นเรื่องโกหกมาตลอด” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง ซูหลิงรู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่อนุญาตให้นางจมอยู่กับอารมณ์ส่วนตัว
“หม่อมฉันจะจัดการให้ฝ่าบาทได้พักผ่อนและรวบรวมสติเพคะ ส่วนเรื่องในท้องพระโรง หม่อมฉันจะออกคำสั่งให้ทุกคนกลับไปที่ตำหนักของตน ห้ามแพร่ข่าวลือ และรอฟังราชโองการจากฝ่าบาทเท่านั้น” ซูหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดขาด นางหันไปเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางที่ยังคงยืนอออยู่ “พวกท่านได้ยินแล้วใช่หรือไม่! หากผู้ใดบังอาจแพร่ข่าวลือหรือสร้างความวุ่นวาย จะถือว่าเป็นการทรยศต่อราชบัลลังก์และต้องโทษประหาร!”
น้ำเสียงของซูหลิงแม้ไม่ดังมาก แต่กลับแฝงด้วยอำนาจและความเย็นชาที่ทำให้ทุกคนต้องสงบลง บรรดาขุนนางต่างก้มหน้ายอมรับคำสั่ง ก่อนจะทยอยกันถอยออกไปจากท้องพระโรงอย่างเงียบเชียบ เหลือเพียงอี้หมิงและซูหลิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด
อี้หมิงเดินโซเซกลับตำหนักด้วยท่าทางที่ดูอ่อนล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซูหลิงเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ ตลอดทาง นางเห็นความผิดหวังและความเจ็บปวดที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเขา เมื่อถึงตำหนัก อี้หมิงก็ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ด้วยความอ่อนแรงราวกับไร้เรี่ยวแรงที่จะยืนอยู่ได้อีกต่อไป
“มันเป็นความจริงหรือซูหลิง?” อี้หมิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้า… ข้าไม่ใช่โอรสแท้ๆ ของเสด็จพ่อ?”
ซูหลิงทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ เขา เอื้อมมือไปจับมือของเขาเบาๆ “ฝ่าบาท… อย่าเพิ่งด่วนสรุปพะยะค่ะ หลี่ฮูหยินอาจมีเจตนาอื่นแอบแฝง”
“เจตนาอื่น?” อี้หมิงหัวเราะอย่างขมขื่น “นางหักหลังข้าถึงเพียงนี้ นางเปิดเผยความลับที่นางรู้ดีว่ามันจะทำลายล้างข้าได้ถึงเพียงนี้แล้วจะเรียกว่าอะไรอีก? นางเลี้ยงดูข้ามาตั้งแต่เด็ก สอนข้าทุกสิ่งทุกอย่าง… แต่ในที่สุดนางก็แค่ต้องการใช้ข้าเป็นเครื่องมือเท่านั้น” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ยากเกินกว่าจะทานทน
“หม่อมฉันเข้าใจความรู้สึกของฝ่าบาทดีเพคะ” ซูหลิงกล่าวอย่างอ่อนโยน แต่แววตาของนางยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “แต่ตอนนี้เราต้องสงบสติอารมณ์ไว้ก่อน ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ฝ่าบาทก็ยังคงเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นนี้ ยังคงมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองราษฎร หม่อมฉันเชื่อว่าเรื่องนี้จะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิด”
อี้หมิงเงยหน้ามองซูหลิง แววตาที่ว่างเปล่าของเขาเริ่มมีประกายแห่งความหวังเล็กน้อย “เจ้า… เจ้าจะช่วยข้าหรือ?”
“แน่นอนเพคะ” ซูหลิงกล่าวอย่างมั่นคง “เราจะร่วมมือกันเปิดเผยความจริงทั้งหมด ไม่ว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม”
คืนนั้น ซูหลิงใช้เวลาไปกับการตรวจสอบตำราและเอกสารลับที่นางค้นพบก่อนหน้านี้อีกครั้งอย่างละเอียด นางต้องการหาเบาะแสที่จะเชื่อมโยงคำกล่าวอ้างของหลี่ฮูหยินเข้ากับแผนการทั้งหมด หรือไม่ก็หาหลักฐานที่จะหักล้างคำกล่าวอ้างเหล่านั้น ในขณะที่อี้หมิงเองก็พยายามรวบรวมสติและเรียกประชุมเหล่าเสนาบดีและแม่ทัพที่ไว้ใจได้เป็นการลับ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเลวร้ายลง
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ฮูหยินถูกนำตัวมาสอบสวนในห้องลับใต้ดินของวังหลวง ซูหลิงและอี้หมิงเฝ้าดูการสอบสวนอยู่เบื้องหลังม่าน สายตาของอี้หมิงเต็มไปด้วยความเย็นชาและความผิดหวัง เขาไม่เหลือความรู้สึกใดๆ ให้กับหญิงที่เคยเป็นเสมือนมารดาของเขาอีกแล้ว
“หลี่ฮูหยิน เจ้ายังจะปากแข็งอีกหรือ!” หัวหน้าองครักษ์ผู้ทำหน้าที่สอบสวนเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม “จงบอกความจริงมาให้หมดว่าเหตุใดเจ้าจึงกล้าใส่ร้ายองค์จักรพรรดิ!”
หลี่ฮูหยินที่ถูกพันธนาการไว้ยังคงยิ้มเยาะอย่างดูถูก “ใส่ร้าย? ข้าพูดความจริงต่างหาก! ความจริงที่ว่าจักรพรรดิอี้หมิงผู้นี้ไม่ใช่โอรสแท้ๆ ขององค์จักรพรรดิองค์ก่อน!”
“หลักฐานของเจ้าอยู่ที่ใด!” อี้หมิงอดทนไม่ไหวอีกต่อไป เดินออกมาจากหลังม่านด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด
หลี่ฮูหยินเงยหน้ามองเขา แววตาของนางเต็มไปด้วยความชิงชัง “หลักฐาน? หลักฐานอยู่ที่ตัวเจ้าเองต่างหาก อี้หมิง! เจ้าไม่สงสัยหรือว่าเหตุใดเจ้าจึงไม่มีลักษณะใดที่เหมือนกับองค์จักรพรรดิองค์ก่อนเลย? ทั้งที่องค์จักรพรรดิองค์ก่อนมีเส้นผมสีดำสนิท แต่เจ้ากลับมีประกายทองแดงปนอยู่ และสีตาของเจ้า… มันไม่ใช่สีของเชื้อพระวงศ์!”
คำกล่าวอ้างของนางราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจของอี้หมิง เขาไม่เคยสังเกตเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มาก่อน แต่เมื่อลองคิดดู เขาก็รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างผิดปกติจริงๆ
“เจ้ากำลังพูดบ้าอะไร!” อี้หมิงคำราม “ข้าเป็นโอรสของเสด็จพ่อเสด็จแม่ ไม่มีทางเป็นไปได้!”
“ไม่มีทางเป็นไปได้งั้นหรือ?” หลี่ฮูหยินหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าองค์จักรพรรดิองค์ก่อนจะไร้ความสามารถถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ที่จะปล่อยให้โอรสแท้ๆ ของพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ไปพร้อมกับพระชายาที่ตั้งครรภ์อยู่ในตำหนักร้างทางเหนือเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน? แต่กลับมีเด็กทารกที่หน้าตาคล้ายคลึงกับเจ้าในวัยเด็กถูกนำมาสวมรอยแทน!”
ซูหลิงรู้สึกเหมือนถูกค้อนทุบเข้าที่ศีรษะ ข้อมูลที่หลี่ฮูหยินกล่าวอ้างนั้นช่างน่าตกใจ แต่นางกลับไม่เคยได้ยินเรื่องราวการลอบปลงพระชนม์พระชายาที่ตั้งครรภ์ในตำหนักร้างเลย หรือว่าเรื่องราวนี้ถูกปกปิดไว้เป็นความลับสุดยอด?
“เด็กทารกที่หน้าตาคล้ายคลึง?” ซูหลิงเอ่ยขึ้น “ท่านหมายถึงอย่างไร?”
“ก็หมายความตามนั้นแหละ!” หลี่ฮูหยินตอบ “ทารกคนนั้นถูกนำมาแทนที่โอรสแท้ๆ ที่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนั้น เพื่อรักษาบัลลังก์ไม่ให้สั่นคลอน และราชสำนักก็ได้ประกาศว่าเจ้าคือโอรสองค์ใหม่ที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์”
“แล้วทารกคนนั้นคือใคร?” ซูหลิงถามต่ออย่างใจเย็น พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเอง
หลี่ฮูหยินยิ้มเหี้ยมเกรียม “ทารกคนนั้นน่ะหรือ… ก็คือเจ้าเองนั่นแหละ อี้หมิง! เจ้าคือบุตรชายของขุนนางชั้นผู้น้อยผู้หนึ่งที่ถูกประหารชีวิตไปพร้อมกับตระกูล เพราะต้องสงสัยว่าเป็นกบฏ! แต่ข้าช่วยเจ้าไว้ได้ทัน และใช้โอกาสนี้ยัดเยียดให้เจ้าเป็นโอรสขององค์จักรพรรดิ เพื่อที่ในอนาคต เมื่อเจ้าเติบโตขึ้น ข้าจะสามารถควบคุมเจ้าให้เป็นหุ่นเชิดของข้าได้!”
คำสารภาพของหลี่ฮูหยินราวกับมีดนับพันเล่มที่กรีดแทงหัวใจของอี้หมิง เขาทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ชีวิตทั้งชีวิตของเขาคือเรื่องโกหก! เขากลายเป็นบุตรชายของกบฏที่ถูกประหาร!
“ไม่จริง! เจ้าโกหก!” อี้หมิงคำรามเสียงสั่นเครือ “ไม่มีทางเป็นไปได้!”
“โกหกงั้นหรือ?” หลี่ฮูหยินหัวเราะเสียงดังลั่น “เจ้าคิดว่าข้าจะโกหกไปเพื่ออะไรในตอนนี้? แผนการของข้าใกล้จะสำเร็จแล้ว! โอรสแท้ๆ ขององค์จักรพรรดิองค์ก่อนไม่ได้ตายไปกับไฟ เขาถูกข้าช่วยชีวิตไว้ และเติบโตขึ้นอย่างลับๆ เพื่อรอวันทวงคืนบัลลังก์ที่แท้จริง!”
ซูหลิงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว คำพูดของหลี่ฮูหยินสร้างรอยร้าวที่ไม่ใช่แค่บัลลังก์ แต่เป็นหัวใจของอี้หมิงจนแตกสลาย และสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ถ้าโอรสแท้ๆ ของจักรพรรดิองค์ก่อนยังมีชีวิตอยู่จริง ใครคือเขา? และหลี่ฮูหยินมีแผนอะไรกันแน่?
“ใครคือโอรสแท้ๆ ที่เจ้ากล่าวถึง!” ซูหลิงถามเสียงกร้าว
หลี่ฮูหยินยิ้มเยาะ แต่คราวนี้รอยยิ้มของนางดูเจ้าเล่ห์และเต็มไปด้วยความมั่นใจ “เขาอยู่ใกล้กว่าที่พวกเจ้าคิดนัก อยู่ในวังนี้มาโดยตลอด รอคอยโอกาสที่จะกลับมาทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของเขา! และเขาจะปรากฏตัวในคืนนี้ พร้อมกับกองกำลังที่จะโค่นล้มบัลลังก์จอมปลอมของเจ้า อี้หมิง!”
คำกล่าวของนางทำให้ทุกคนในห้องสอบสวนตกตะลึง อี้หมิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโกรธแค้น
“ในคืนนี้!” ซูหลิงทวนคำ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
หลี่ฮูหยินไม่ตอบ นางเพียงแต่หัวเราะเสียงแหลมอย่างบ้าคลั่งราวกับผู้ชนะที่กำลังจะได้เห็นแผนการอันยิ่งใหญ่ของตนเองบรรลุผล แต่ก่อนที่ซูหลิงจะคาดคั้นอะไรเพิ่มเติม ทันใดนั้น แผ่นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน เสียงฝีเท้าของทหารจำนวนมากดังกระหึ่มเข้ามาใกล้ เสียงระฆังเตือนภัยดังลั่นไปทั่วทั้งวังหลวง!
“ดูเหมือนแขกของข้าจะมาถึงแล้ว!” หลี่ฮูหยินประกาศด้วยรอยยิ้มสะใจ “พวกเจ้าไม่มีทางรอดพ้นไปได้หรอก!”
ซูหลิงรีบหันไปมองอี้หมิง ใบหน้าของเขาซีดเผือด แต่แววตาของเขาเริ่มมีประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวกลับคืนมา
“ฝ่าบาท!” ซูหลิงกล่าวอย่างเร่งรีบ “เราต้องเตรียมรับมือ! บัดนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาจมอยู่กับความเจ็บปวดแล้ว!”
อี้หมิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้จิตใจจะบอบช้ำ แต่หน้าที่ของจักรพรรดิยังคงอยู่
เสียงดังโครมครามจากภายนอกดังขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่ากองกำลังลึกลับได้บุกเข้ามาในวังแล้วจริงๆ ซูหลิงรีบสั่งให้องครักษ์พาตัวหลี่ฮูหยินออกไปคุมขังให้แน่นหนา ก่อนที่จะหันไปทางอี้หมิง
“ฝ่าบาท เราต้องไปที่ตำหนักหลักโดยเร็วที่สุด เพื่อบัญชาการกองทัพหลวง!” ซูหลิงกล่าว
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวออกจากห้องสอบสวน ทันใดนั้นก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาจากมุมมืดอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด ชายผู้นั้นสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าถูกปิดบังด้วยผ้าคลุมสีดำ เหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่วาวโรจน์ด้วยความแค้น!
“ในที่สุดข้าก็ได้พบเจ้า อี้หมิง!” ชายชุดดำประกาศเสียงดุดัน “บัลลังก์นี้คือของข้า! และเจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เจ้า ช่วงชิงไปจากข้า!”
ซูหลิงและอี้หมิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ องครักษ์ต่างพากันชักดาบออกมารายล้อม แต่ก่อนที่ใครจะได้ลงมือ ชายชุดดำผู้นั้นก็ถอดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ซูหลิงถึงกับเข่าอ่อน และอี้หมิงถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจสุดขีด
ใบหน้าของชายผู้นั้น… ช่างเหมือนกับอี้หมิงราวกับแกะ! แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความอำมหิตและชิงชังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“เจ้า… เจ้าเป็นใคร!” อี้หมิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
ชายผู้นั้นยิ้มเยาะอย่างบ้าคลั่ง “ข้าคือ ‘หลงเหวิน’ โอรสที่แท้จริงขององค์จักรพรรดิองค์ก่อน! และข้ากลับมาเพื่อทวงคืนบัลลังก์ของข้า!”
คำสารภาพของหลงเหวินทำให้อี้หมิงแทบทรุดตัวลงอีกครั้ง ไม่เพียงแต่หลี่ฮูหยินจะเป็นผู้บงการ แต่เธอยังได้เลี้ยงดู “โอรสที่แท้จริง” เอาไว้ข้างกายมาตลอด เพื่อรอวันที่จะโค่นล้มเขา! ซูหลิงเองก็รู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เกมนี้ซับซ้อนและอันตรายกว่าที่นางคิดไว้มากนัก ตอนนี้นางกับอี้หมิงกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่มาพร้อมกับกองกำลังลึกลับ และที่สำคัญที่สุดคือ ศัตรูที่มีใบหน้าเหมือนกับจักรพรรดิราวกับฝาแฝด!
ก่อนที่ซูหลิงจะทันได้คิดหาทางออก ทันใดนั้น หลงเหวินก็เงื้อดาบในมือขึ้นสูงเหนือศีรษะ พุ่งเป้าหมายไปยังอี้หมิงโดยตรง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่สะสมมานานนับสิบปี…
“ถึงเวลาจบเกมของเจ้าแล้ว อี้หมิง!” เสียงของหลงเหวินดังลั่น และดาบในมือของเขาก็ฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรงไร้ความปรานี!

พิษรักบัลลังก์เลือด
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก