พิษรักบัลลังก์เลือด

ตอนที่ 14 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,984 คำ

เสียงอื้ออึงในท้องพระโรงยังคงกึกก้องไม่จางหาย ความตะลึงพรึงเพริดที่หลี่ฮูหยินสร้างไว้ยังคงห้อยแขวนอยู่ในอากาศหนักอึ้งราวกับม่านหมอกพิษ แม้ร่างของนางจะถูกทหารองครักษ์ลากออกไปจากที่นั่นแล้ว แต่รอยยิ้มเย้ยหยันและเสียงหัวร่อเยือกเย็นของนางยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น

ใบหน้าของอี้หมิงซีดเผือดราวกับศพ ดวงตาที่เคยฉายแววเฉียบคมบัดนี้ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง เขามองไปยังประตูที่หลี่ฮูหยินเพิ่งจากไป ‌ราวกับต้องการเผาไหม้มันด้วยเพลิงแค้นในใจ ความโกรธแค้น ความผิดหวัง และความสับสนปะปนกันไปจนยากจะแยกแยะ เขารู้สึกเหมือนถูกควักหัวใจออกมาบดขยี้ต่อหน้าธารกำนัล ความลับส่วนตัวที่เปรียบดังจุดตายของราชบัลลังก์ถูกเปิดเผยอย่างอุกอาจ และคนที่ทำเช่นนั้นคือคนที่เขาเคยเชื่อใจยิ่งกว่าสิ่งใด

บรรดาขุนนางต่างก้มหน้าต่ำ ไม่มีใครกล้าสบตาองค์จักรพรรดิ ​ผู้จงรักภักดีบางคนถึงกับตัวสั่นสะท้านด้วยความกังวลใจในอนาคตของแผ่นดิน แต่ก็มีอีกหลายคนที่แอบลอบชำเลืองมองกันอย่างมีเลศนัย เสียงกระซิบกระซาบเบาหวิวเริ่มเล็ดลอดออกมาจากกลุ่มขุนนางชั้นผู้น้อย ราวกับกระแสธารใต้พิภพที่พร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อ

“ทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสนาบดีฝ่ายซ้าย ซ่งไห่ ซึ่งเป็นขุนนางอาวุโสและจงรักภักดีที่สุดคนหนึ่ง เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่พยายามให้หนักแน่นที่สุด ‍“หลี่ฮูหยินคงเสียสติไปแล้วเพคะ คำกล่าวของนางล้วนเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจพ่ะย่ะค่ะ”

คำพูดของซ่งไห่เป็นเสมือนสัญญาณให้ขุนนางฝ่ายที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างจักรพรรดิเริ่มแสดงท่าทีสนับสนุน แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังคงนิ่งเงียบ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด บางคนถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ออกปากก่อน คำกล่าวอ้างที่ว่าจักรพรรดิไม่ใช่โอรสแท้ๆ นั้นร้ายแรงเกินกว่าที่ใครจะกล้าปฏิเสธอย่างเต็มปากเต็มคำโดยไม่มีหลักฐานหักล้างที่หนักแน่นพอ

อี้หมิงค่อยๆ ‌หันกลับมามองเหล่าขุนนาง ดวงตาของเขายังคงแดงก่ำ แต่แววตาที่ว่างเปล่าเมื่อครู่กลับถูกแทนที่ด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชน เขากำหมัดแน่นจนข้อกระดูกขาวโพลน “หลี่ฮูหยินถูกกักตัวในคุกหลวงแล้ว เรื่องนี้จะต้องถูกสอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน” เสียงของเขาแหบพร่าแต่แฝงด้วยความเด็ดขาด “ข้าขอสั่งให้ทุกคนห้ามเผยแพร่ข่าวลืออันไร้สาระนี้เด็ดขาด ‍ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องโทษประหารสถานเดียว! จงจำไว้ว่าบัลลังก์นี้เป็นของข้า แผ่นดินนี้คือของข้า!”

คำประกาศก้องของอี้หมิงทำให้ทุกคนสงบลงชั่วขณะ บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดจนแทบจะขาดสะบั้น เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงความแข็งแกร่งและอำนาจออกมา แม้ภายในใจจะกำลังพังทลายลงเป็นชิ้นๆ ซูหลิงที่ยืนอยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์ สังเกตเห็นรอยเหงื่อที่ผุดพรายบนขมับของเขา ​และริมฝีปากที่เม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง นางรู้ดีว่าอี้หมิงกำลังต่อสู้กับพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำในตัวเขาเองอย่างหนักหน่วงเพียงใด

เมื่อการประชุมเช้าสิ้นสุดลง เหล่าขุนนางทยอยกันออกจากท้องพระโรงไปอย่างเงียบเชียบ เหลือเพียงอี้หมิงและซูหลิงอยู่ในห้องโถงกว้างใหญ่ที่บัดนี้ดูเวิ้งว้างและมืดมิด ซูหลิงเดินเข้าไปหาอี้หมิงอย่างช้าๆ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความสงสารและเห็นใจ แม้จะเคยเจ็บปวดจากคำพูดของเขา แต่วินาทีนี้ ​อี้หมิงไม่ใช่เพียงจักรพรรดิผู้หยิ่งทะนง แต่เป็นเพียงชายหนุ่มที่เพิ่งถูกหักหลังอย่างสาหัสที่สุด

“ฝ่าบาท…” นางเอ่ยเรียกอย่างแผ่วเบา

อี้หมิงหันกลับมา แววตาที่พบกันเป็นประกายความเจ็บปวดที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ เขาทรุดตัวลงนั่งบนพระที่นั่งอย่างหมดแรง ใบหน้าซบลงกับฝ่ามือที่สั่นเทา ซูหลิงเห็นบ่าของเขาสั่นสะท้านเบาๆ นางรู้ว่าเขาไม่ได้ร้องไห้ ​แต่ความเจ็บปวดนั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่บุรุษผู้เป็นถึงจักรพรรดิจะแบกรับได้เพียงลำพัง

“หลิงเอ๋อร์…” เสียงของเขาแหบพร่า “เจ้าเห็นหรือไม่ว่านางทำอะไรลงไป นางทำลายทุกสิ่ง…ทำลายข้า” “หม่อมฉันเห็นเพคะ” ซูหลิงทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ พระที่นั่ง เอื้อมมือไปแตะแขนของเขาเบาๆ “แต่ฝ่าบาทจะทรงปล่อยให้นางทำลายทุกสิ่งไม่ได้เพคะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเสียใจ ฝ่าบาทต้องทรงลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชนของพระองค์เพคะ”

อี้หมิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธแค้น “เหตุใด…เหตุใดนางจึงทำเช่นนี้? ข้าปฏิบัติต่อนางเยี่ยงมารดาคนที่สองมาตลอด ไม่เคยคิดว่านางจะแอบซ่อนความชั่วร้ายไว้ในใจถึงเพียงนี้” “ความทะเยอทะยานและอำนาจ มักจะบดบังจิตใจผู้คนเพคะฝ่าบาท” ซูหลิงกล่าวอย่างสุขุม “แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของหลี่ฮูหยินอีกต่อไปแล้วเพคะ คำกล่าวของนางสร้างความปั่นป่วนไปทั่วราชสำนัก และกำลังจะลามไปถึงราษฎร หากฝ่าบาทไม่ทรงจัดการอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว บัลลังก์จะสั่นคลอนเพคะ”

อี้หมิงนิ่งฟังคำเตือนของซูหลิง ใบหน้าของเขาค่อยๆ กลับมาฉายแววครุ่นคิด แววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเริ่มกลับมามีความมุ่งมั่นอีกครั้ง “เจ้าพูดถูกหลิงเอ๋อร์ ข้าจะไม่มีวันยอมให้นางทำสำเร็จเด็ดขาด! ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่านางร่วมมือกับผู้ใด และแผนการทั้งหมดมีเบื้องหลังอย่างไร” “เพคะฝ่าบาท” ซูหลิงกล่าว “หม่อมฉันเชื่อว่าหลี่ฮูหยินไม่ใช่ผู้ลงมือเพียงลำพัง นางจะต้องมีเครือข่ายและผู้สมรู้ร่วมคิดอีกมากมาย และการที่นางกล้าเปิดเผยความลับที่ร้ายแรงถึงเพียงนี้ในท้องพระโรง ย่อมแสดงว่านางเตรียมการมาอย่างดี และอาจมีแผนรองรับหากถูกจับกุมเพคะ”

“เช่นนั้นก็แสดงว่านางไม่ได้เสียสติไปจริงๆ” อี้หมิงกำหมัดแน่น “แผนผังและตำราที่เจ้าเคยนำมาให้ข้าดู…” “นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่หม่อมฉันค้นพบเพคะ” ซูหลิงกล่าว “แต่ตอนนี้เราต้องรีบสืบสวนให้ลึกกว่าเดิมเพคะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาหลักฐานหักล้างคำกล่าวอ้างเรื่องสายเลือดของฝ่าบาท และค้นหาว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังหลี่ฮูหยินที่แท้จริง” “แต่จะสืบสวนอย่างไรเล่าหลิงเอ๋อร์?” อี้หมิงถอนหายใจ “ความลับเรื่องชาติกำเนิดของข้า…มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ และบัดนี้ หนึ่งในนั้นคือกบฏที่ถูกจับกุม ส่วนอีกคน…เป็นมารดาที่แท้จริงของข้า…” เขาพูดออกมาอย่างแผ่วเบา ประโยคสุดท้ายคล้ายจะพูดกับตัวเองมากกว่า

ซูหลิงเงียบไปครู่หนึ่ง นางมองเข้าไปในดวงตาของอี้หมิง นางรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นจุดอ่อนไหวที่สุดของเขา “หม่อมฉันเชื่อว่ายังคงมีผู้จงรักภักดีที่รู้ความจริงและพร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างฝ่าบาทเพคะ แต่เราจะต้องหาพวกเขาให้พบก่อนที่ข่าวลือจะแพร่กระจายจนควบคุมไม่ได้” “ข้าจะสั่งให้กรมอาญาและกรมธรรมการเร่งสอบสวนหลี่ฮูหยิน และตามหาหลักฐานให้เร็วที่สุด” อี้หมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดกว่าเดิม เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้าของเขากลับมาฉายแววขององค์จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจอีกครั้ง “เจ้าเองก็ต้องระวังตัวให้ดีหลิงเอ๋อร์ การที่เจ้าเป็นผู้พบเบาะแสแรกเริ่ม ย่อมทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน” “หม่อมฉันทราบดีเพคะ” ซูหลิงกล่าว “แต่หม่อมฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายฝ่าบาทและแผ่นดินนี้ได้เด็ดขาดเพคะ”

เวลาผ่านไปหนึ่งวัน หนึ่งคืน และอีกหนึ่งวัน การสอบสวนหลี่ฮูหยินดำเนินไปอย่างเคร่งเครียดในห้องขังพิเศษของคุกหลวง นายทหารและเจ้าหน้าที่กรมธรรมการพยายามทุกวิถีทางที่จะเค้นความจริงจากนาง แต่หลี่ฮูหยินกลับยังคงมีท่าทีเยือกเย็นและยิ้มเยาะอย่างน่าขนลุก นางปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าสิ่งที่นางพูดในท้องพระโรงนั้นคือความจริงทั้งหมด ส่วนเรื่องแผนการกบฏนั้น นางอ้างว่าถูกใส่ร้าย

“ข้าไม่เคยคิดร้ายต่อองค์จักรพรรดิอี้หมิงเลย!” นางกล่าวเสียงดังลั่นในห้องสอบสวน “ข้าดูแลเขามาตั้งแต่เล็กจนโต รักเขาเยี่ยงบุตรในอุทร ใครกันเล่าจะกล้าใส่ร้ายข้าเช่นนี้” “ท่านหลี่ฮูหยินมีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าสิ่งที่ท่านกล่าวอ้างในท้องพระโรงเป็นความจริง?” เสนาบดีกรมอาญา หลี่เฉิน ถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หลี่ฮูหยินยิ้มเยาะ “หลักฐานหรือ? หลักฐานก็คือความจริงที่ทุกคนไม่กล้าเผชิญหน้าต่างหากเล่า! เจ้าคิดว่าเหตุใดองค์จักรพรรดิอี้หมิงจึงไม่กล้าออกมายืนยันเรื่องชาติกำเนิดของตนเองให้ชัดแจ้งเล่า?”

คำพูดของนางทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนอึ้งไปชั่วขณะ นางฉลาดพอที่จะใช้จุดอ่อนนี้โจมตีกลับ หลี่เฉินหันไปมองตำราลับและแผนผังเครือข่ายที่ซูหลิงมอบให้ ซึ่งขณะนี้วางอยู่บนโต๊ะข้างตัวเขา มันเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าหลี่ฮูหยินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกบฏ แต่คำกล่าวอ้างเรื่องชาติกำเนิดของจักรพรรดินั้นยากที่จะหักล้าง เพราะความจริงมีเพียงไม่กี่คนที่รู้

“เรื่องแผนผังและตำราที่พบในตำหนักของท่านหล่ะ? ท่านจะอธิบายว่าอย่างไร?” หลี่เฉินถามกลับไป หลี่ฮูหยินหัวเราะเบาๆ “นั่นเป็นเพียงของที่ถูกจัดฉากไว้เพื่อใส่ร้ายข้า! ข้าถูกปรักปรำ!” การสอบสวนดำเนินไปอย่างติดขัด หลี่ฮูหยินฉลาดแกมโกงเกินกว่าที่จะถูกจับผิดได้ง่ายๆ และทุกครั้งที่ถูกต้อนจนมุม นางก็จะวกกลับมาที่ประเด็นเรื่องชาติกำเนิดของอี้หมิงเสมอ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่สอบสวนรู้สึกกดดันและสับสนไปตามๆ กัน

อี้หมิงไม่สามารถอดทนรอฟังรายงานจากคนอื่นได้อีกต่อไป ค่ำคืนนั้น เขาตัดสินใจที่จะเข้าไปสอบสวนหลี่ฮูหยินด้วยตนเอง ซูหลิงพยายามทัดทาน แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจเขาได้ “ข้าต้องเผชิญหน้ากับนางหลิงเอ๋อร์ ข้าต้องรู้ความจริงจากปากนาง”

ซูหลิงจึงขอติดตามไปด้วย เพื่อคอยสังเกตการณ์และคอยเตือนสติอี้หมิง หากเขาควบคุมอารมณ์ไม่ได้

บรรยากาศภายในห้องขังพิเศษของคุกหลวงเย็นยะเยือกและชื้นแฉะ แสงเทียนสลัวๆ ส่องให้เห็นเงาตะคุ่มของหลี่ฮูหยินที่นั่งอย่างสงบอยู่บนม้านั่งไม้ นางยังคงสวมชุดที่ถูกจับกุมมา สีหน้ายังคงเยือกเย็น และเมื่อเห็นอี้หมิงก้าวเข้ามา นางก็ฉีกยิ้มบางๆ “มาแล้วหรือเพคะ…ฝ่าบาท” เสียงของนางแฝงด้วยความเย้ยหยัน “คิดถึงข้าหรือไม่เพคะ”

อี้หมิงก้าวเข้าไปหยุดตรงหน้านาง ดวงตาของเขาฉายแววความเจ็บปวดและโกรธแค้นปะปนกัน “เหตุใด…เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้ หลี่ฮูหยิน? ท่านปฏิบัติต่อข้าเยี่ยงบุตรแท้ๆ มาตลอด แล้วเหตุใดจึงหักหลังข้าเช่นนี้!” หลี่ฮูหยินถอนหายใจราวกับเหนื่อยหน่าย “ข้าหักหลังเจ้าหรืออี้หมิง? เจ้าต่างหากที่หักหลังข้า! เจ้าขึ้นเป็นจักรพรรดิโดยไม่ชอบธรรม ครอบครองบัลลังก์ที่ไม่ใช่ของเจ้า!” “บัลลังก์นี้เป็นของข้า!” อี้หมิงคำราม “ข้าคือโอรสสวรรค์!” “โอรสสวรรค์หรือ?” หลี่ฮูหยินหัวเราะเยาะ “เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าเจ้าคือโอรสแท้ๆ ของอดีตจักรพรรดิ? เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้ความจริงถูกปกปิดไปตลอดกาลเชียวหรือ?”

ซูหลิงที่ยืนอยู่ข้างอี้หมิงสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในตัวเขา อี้หมิงกำลังโกรธแค้นจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ นางรีบยื่นมือไปจับแขนของเขาเบาๆ เพื่อเตือนสติ “หลี่ฮูหยิน” ซูหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุขุม “ท่านมีหลักฐานอะไรมายืนยันสิ่งที่ท่านกล่าวอ้าง? หากท่านไม่มีหลักฐาน ก็เท่ากับท่านกล่าวเท็จและปั่นป่วนราชบัลลังก์ ยิ่งเป็นการเพิ่มโทษให้ตนเอง”

หลี่ฮูหยินหันมามองซูหลิงด้วยแววตาเย็นชา “เจ้าเองก็เป็นเพียงเครื่องมือของเขา ซูหลิง เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นคนดีหรือ? เจ้าคิดว่าการที่เจ้าช่วยเขาปิดบังความจริงจะทำให้เจ้าได้อะไรมา? ความรักที่ไม่เคยมีอยู่จริงน่ะหรือ?” คำพูดของหลี่ฮูหยินแทงใจดำซูหลิงอย่างจัง แต่นางพยายามเก็บสีหน้าไว้ “หม่อมฉันทำเพื่อความสงบสุขของแผ่นดินเพคะ” “สงบสุขหรือ?” หลี่ฮูหยินหัวเราะเสียงแหลม “ความสงบสุขบนความเท็จงั้นหรือ? เจ้าคิดว่ามันจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน? ความจริงย่อมเปิดเผยออกมาเสมอ ไม่ช้าก็เร็ว”

อี้หมิงกำหมัดแน่น “ความจริงอันใด! เจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดออกมา อย่ามาเล่นลิ้น!” หลี่ฮูหยินมองอี้หมิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและชัยชนะ “เจ้าอยากรู้ความจริงมากใช่หรือไม่? เจ้าอยากรู้ว่าเหตุใดข้าจึงต้องออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ใช่หรือไม่? ก็เพราะข้าไม่อาจทนเห็นบุตรในไส้ของข้าต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าอีกต่อไป!”

คำพูดของหลี่ฮูหยินทำให้ทั้งอี้หมิงและซูหลิงถึงกับชะงักงันดวงตาของทั้งสองเบิกกว้างด้วยความตกใจ “บุตรในไส้ของท่าน?” อี้หมิงถามเสียงพร่า แทบไม่เชื่อหูตัวเอง “ท่านหมายความว่าอย่างไร?” หลี่ฮูหยินยิ้มเย็น “เจ้าคิดว่าข้าจะยอมเป็นแค่ฮูหยินที่ไร้อำนาจ ไร้ทายาทไปตลอดชีวิตหรือ? ข้ามีบุตร…และบุตรของข้าต่างหากเล่า คือผู้ที่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ที่แท้จริง!” นางหยุดพูดชั่วครู่ ราวกับต้องการให้คำพูดของนางทิ่มแทงหัวใจของอี้หมิงให้ลึกที่สุด “และบุตรของข้าผู้นั้น…” หลี่ฮูหยินเงยหน้าขึ้น มองตรงเข้าไปในดวงตาของอี้หมิงด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายอย่างที่สุด “…ก็คือท่าน…องค์ชายสามแห่งสกุลหลี่…หลี่ซื่อเจี๋ย!”

สิ้นเสียงคำประกาศของหลี่ฮูหยิน โลกทั้งใบของอี้หมิงก็ดูเหมือนจะหยุดหมุน ลมหายใจของเขาติดขัด ภาพของหลี่ซื่อเจี๋ย ชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นสหายสนิทที่สุดคนหนึ่งของเขา ผู้ที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน ผู้ที่คอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนเขาเสมอมา ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ความหมายของคำว่า "องค์ชายสามแห่งสกุลหลี่" ดังก้องอยู่ในหัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลี่ซื่อเจี๋ย...เป็นบุตรของหลี่ฮูหยิน...และมีสิทธิ์ในบัลลังก์? นั่นหมายความว่าอะไร?

ซูหลิงเองก็ตกใจไม่แพ้กัน นางหันไปมองอี้หมิง ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ ไม่มีสีเลือดหลงเหลืออยู่เลย ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ความตกใจและเจ็บปวดแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนซูหลิงสัมผัสได้ “ไม่จริง…เป็นไปไม่ได้!” อี้หมิงพึมพำเสียงแผ่ว “หลี่ซื่อเจี๋ย…เขา…”

หลี่ฮูหยินยังคงยิ้มเยาะ “เป็นไปได้อย่างไร? เจ้าไม่เคยคิดเลยหรือว่าเหตุใดหลี่ซื่อเจี๋ยจึงจงรักภักดีต่อเจ้ามากเกินกว่าขุนนางคนใด? เหตุใดเขาจึงยอมสละทุกสิ่งเพื่อเจ้า? ก็เพราะเขากำลังรอเวลา…รอเวลาที่จะทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของเขาต่างหากเล่า!” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความบ้าคลั่ง “แผนการทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของข้าคนเดียว แต่เป็นแผนของพวกเรา…แผนที่จะโค่นล้มเจ้า และนำบุตรชายอันเป็นที่รักของข้าขึ้นสู่บัลลังก์!”

คำพูดสุดท้ายของหลี่ฮูหยินเป็นเหมือนมีดคมกรีดแทงลงกลางหัวใจของอี้หมิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลี่ซื่อเจี๋ย…สหายสนิทของเขา…คือบุตรชายของหลี่ฮูหยิน…และกำลังวางแผนจะยึดบัลลังก์จากเขามาโดยตลอด? ความจริงที่ถูกเปิดเผยในคุกหลวงแห่งนี้ช่างโหดร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดที่เขาเคยเผชิญมา สายสัมพันธ์ที่เขาเคยมีกับหลี่ซื่อเจี๋ย ความเชื่อใจที่เขามีให้สหายผู้นั้น พังทลายลงในพริบตา เขามองไปยังหลี่ฮูหยินด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ความรู้สึกชาด้านเข้าปกคลุมไปทั่วร่าง

ซูหลิงเองก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วสรรพางค์กาย หากสิ่งที่หลี่ฮูหยินพูดเป็นความจริง นั่นหมายความว่าแผนการกบฏที่นางค้นพบนั้นลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มากนัก และเบื้องหลังของผู้บงการนั้น ไม่ใช่เพียงแค่หลี่ฮูหยิน แต่เป็นถึงสหายสนิทของจักรพรรดิเอง การทรยศหักหลังในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอำนาจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ลึกซึ้งที่สุดของอี้หมิงด้วย ภัยคุกคามในวังหลวงบัดนี้ไม่ได้มาจากคนนอก แต่มาจากคนใกล้ตัวที่สุด จากคนที่พวกเขาไม่เคยระแวง

“หลี่ซื่อเจี๋ย…” ซูหลิงพึมพำชื่อนั้นเบาๆ ภาพขององค์ชายสามผู้เยือกเย็นแต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ปรากฏขึ้นในใจ นางพยายามทบทวนทุกการกระทำของเขาที่ผ่านมา แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ นั่นหมายความว่าเขาเก็บซ่อนความลับนี้ได้แนบเนียนเพียงใด

อี้หมิงยืนนิ่งราวกับถูกสาป ดวงตาของเขามองลอดผ่านกำแพงคุกหลวงไปไกลแสนไกล ราวกับกำลังมองไปยังเงาของสหายที่เขาเคยเชื่อใจที่สุด ซึ่งบัดนี้อาจกลายเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุด

“หลี่ซื่อเจี๋ย…ท่านหมายความว่าอย่างไร…เขาเป็นถึงขุนศึกคู่พระทัยของฝ่าบาท…” ซูหลิงพยายามรวบรวมสติถาม หลี่ฮูหยินส่งยิ้มเย็นเยียบที่สุดเท่าที่ซูหลิงเคยเห็น “คู่พระทัยหรือ? หึ! เขาเพียงแต่รอเวลาที่จะจิ้มแทงเจ้าจากด้านหลังต่างหากเล่า ซูหลิง หากเจ้าฉลาดพอ เจ้าก็จะรู้ว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง!”

ก่อนที่ซูหลิงจะทันได้ตอบโต้อะไร หรืออี้หมิงจะฟื้นจากอาการช็อก หลี่ฮูหยินก็หรี่ตาลง มองตรงมาที่ซูหลิงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากความเย้ยหยันกลายเป็นความลึกลับและจริงจัง “แต่เจ้าก็ระวังตัวไว้ให้ดีเถิด ซูหลิง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ “เจ้าคิดว่าเจ้าบริสุทธิ์ผุดผ่องในเกมนี้หรือ? เจ้าคิดว่าเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความลับดำมืดในวังหลวงนี้เลยหรือ? หึ…ความจริงน่ะ…มันซับซ้อนกว่าที่เจ้าคิดนัก” นางจ้องเข้าไปในดวงตาของซูหลิงอย่างไม่วางตา “แม้แต่เรื่องราวในตระกูลของเจ้าเอง…ก็อาจจะไม่บริสุทธิ์อย่างที่เจ้าเชื่อมาตลอดก็ได้”

คำพูดสุดท้ายของหลี่ฮูหยินราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของซูหลิง ความลับของตระกูลนาง? ตระกูลซูที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน? นางรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง ราวกับมีใครเอามีดเย็นเฉียบมาจ่อที่ลำคอ ความตกใจจากเรื่องหลี่ซื่อเจี๋ยยังไม่ทันจางหาย คำพูดของหลี่ฮูหยินก็เปิดประเด็นใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า

อะไรคือสิ่งที่หลี่ฮูหยินหมายถึง? ตระกูลซูของนางเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ได้อย่างไร? หรือว่าเบื้องหลังของเรื่องทั้งหมดนี้จะใหญ่โตและซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พิษรักบัลลังก์เลือด

พิษรักบัลลังก์เลือด

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!