พิษรักบัลลังก์เลือด

ตอนที่ 16 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,768 คำ

เสียงอื้ออึงในท้องพระโรงยังคงกึกก้องไม่จางหาย ความตะลึงพรึงเพริดที่หลี่ฮูหยินสร้างไว้ยังคงห้อยแขวนอยู่ในอากาศหนักอึ้งราวกับม่านหมอกพิษ แม้ร่างของนางจะถูกทหารองครักษ์ลากออกไปจากที่นั่นแล้ว แต่รอยยิ้มเย้ยหยันและเสียงหัวร่อเยือกเย็นของนางยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น

ใบหน้าของอี้หมิงซีดเผือดราวกับศพ ดวงตาที่เคยฉายแววเฉียบคมบัดนี้ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง เขามองไปยังประตูที่หลี่ฮูหยินเพิ่งจากไป ‌ราวกับต้องการเผาไหม้มันด้วยเพลิงแค้นในใจ ความโกรธแค้นประดังประเดเข้ามาในอกจนแทบจะสำลัก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความหวาดกลัวอันลึกล้ำที่กัดกินหัวใจ ความลับที่เขารักษาไว้เหนือชีวิต ถูกเปิดเผยออกไปแล้ว และบัลลังก์ที่เขายึดมั่นก็กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง

ซูหลิงยืนนิ่งอยู่ในมุมหนึ่งของท้องพระโรง สายตาของนางกวาดมองไปทั่วใบหน้าของเหล่าขุนนาง พ่อค้า ​และเชื้อพระวงศ์ที่มารวมตัวกัน ทุกคนต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป ตั้งแต่ความตกใจ ความสับสน ความไม่เชื่อ ไปจนถึงความโล่งใจที่แฝงเร้น และความกระหายอำนาจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาที่แวววาว

‘เกมเริ่มขึ้นแล้วจริงๆ’ ซูหลิงคิดในใจ ‍นางรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่กำลังจะปะทุขึ้นมา ความสัมพันธ์ที่เคยเปราะบางอยู่แล้วในราชสำนักแห่งนี้ กำลังจะถูกฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยน้ำมือของหลี่ฮูหยิน ผู้หญิงที่นางเคยเห็นว่าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานของอี้หมิง บัดนี้ได้กลายเป็นผู้พลิกกระดานเกมเสียเอง

“เงียบ!” เสียงคำรามของอี้หมิงดังก้องไปทั่วท้องพระโรง คมชัดและเต็มไปด้วยอำนาจที่แฝงด้วยความสิ้นหวัง ‌“สิ่งใดที่หลี่ฮูหยินกล่าวล้วนเป็นเท็จ! นางเป็นบ้า! ถูกปีศาจเข้าสิง! นี่คือการใส่ร้ายป้ายสีราชบัลลังก์! ผู้ใดที่เผยแพร่ข่าวลืออันเป็นเท็จนี้ จะต้องโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร! ข้าคือโอรสที่แท้จริงขององค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับ! บัลลังก์นี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”

คำกล่าวของเขานั้นดังกังวาน ‍แต่แววตาของเขากลับเผยให้เห็นถึงความไม่มั่นคง ซูหลิงเห็นมัน เธอเห็นความกลัวที่ซ่อนอยู่หลังความโกรธเกรี้ยว ซูหลิงรู้ว่าคำพูดของอี้หมิงนั้นไม่มีทางหยุดยั้งเสียงกระซิบกระซาบที่เริ่มแพร่สะพัดออกไปจากท้องพระโรงแห่งนี้ได้เลย บัลลังก์ที่สูงส่งกำลังจะกลายเป็นเป้าหมายของคมหอกนับพัน

อี้หมิงสั่งให้ทหารองครักษ์ปิดทางเข้าออกทุกแห่งของวังหลวงอย่างเข้มงวด ห้ามผู้ใดเข้าออกโดยเด็ดขาด สั่งให้จับกุมขุนนางบางคนที่แสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนทันทีโดยไม่มีการไต่สวน นี่คือการแสดงอำนาจที่รุนแรงและฉับพลัน ​เพื่อสยบความวุ่นวายที่อาจจะลุกลามจนควบคุมไม่ได้

“หลี่จง! เจ้าจงนำกำลังไปสอบสวนหลี่ฮูหยินให้ถึงที่สุด! เค้นความจริงจากนางทุกคำ! และถ้าหากนางยังปากแข็ง...ก็ให้ทรมานจนกว่านางจะคายความจริงออกมาให้หมด!” อี้หมิงหันไปออกคำสั่งกับแม่ทัพองครักษ์ หลี่จง ผู้ซึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน

หลี่จงค้อมกายรับคำสั่ง ก่อนจะเร่งออกไปพร้อมกับทหารกลุ่มหนึ่ง

ท้องพระโรงกลับมาอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ​ทว่าความเงียบนี้กลับหนักอึ้งกว่าเดิม ราวกับทุกคนกำลังกลั้นลมหายใจรอฟังคำตัดสินชะตาของตนเอง ซูหลิงรับรู้ได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาที่นาง บ้างก็มองด้วยความสงสาร บ้างก็มองด้วยความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่นางเป็นพระชายาของอี้หมิง แม้จะไร้ความรักก็ตาม

อี้หมิงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่บัลลังก์ ดวงตาของเขากวาดมองไปทั่วท้องพระโรง ก่อนจะหยุดลงที่ซูหลิง ​แววตาที่จับจ้องมานั้นยากจะคาดเดา มีทั้งความโกรธ ความเจ็บปวด และความระแวงสงสัยปะปนกัน เขากำลังสงสัยนางหรือเปล่า? สงสัยว่านางอาจจะมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้? เป็นไปได้ เขาไม่เคยเชื่อใจใคร แม้กระทั่งตัวนางเอง

“ซูหลิง” เสียงของเขาแหบพร่า “เจ้าจงกลับไปตำหนักก่อน ข้ามีเรื่องต้องจัดการ”

นี่ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นคำขับไล่ ซูหลิงโค้งกายลงอย่างสงบ “เพคะ ฝ่าบาท”

นางหมุนตัวเดินออกไปจากท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องนับร้อยคู่ ทุกย่างก้าวของนางมั่นคงและสง่างาม ไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัวหรือความประหวั่นพรั่นพรึงปรากฏบนใบหน้า นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุครั้งใหญ่ และนางจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับมัน

เมื่อกลับมาถึงตำหนักเฟิ่งหวง ซูหลิงก็ไล่ขันทีและนางกำนัลออกไปจนหมด ตำหนักแห่งนี้บัดนี้เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง นางเดินไปยังหน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปยังสวนดอกไม้ที่เคยเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดินีองค์ก่อน

‘หลี่ฮูหยิน… นางทำได้อย่างไร?’ นี่คือคำถามแรกที่ผุดขึ้นในใจ ซูหลิงรู้จักหลี่ฮูหยินดีพอที่จะรู้ว่านางไม่ใช่คนโง่เขลา การที่นางกล้าเปิดเผยความลับที่สั่นสะเทือนบัลลังก์เช่นนี้ ย่อมไม่ใช่การกระทำที่คิดเพียงชั่ววูบ ย่อมต้องมีการวางแผนมาอย่างดี และต้องมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน

“ช่างน่าสนใจจริงๆ” ซูหลิงพึมพำกับตัวเอง “เกมนี้พลิกผันเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้”

เดิมทีนางคิดว่าเกมนี้เป็นเพียงเกมแห่งความรักและความแค้นระหว่างนางกับอี้หมิง เป็นเกมที่นางต้องเอาชีวิตรอดและหาทางแก้แค้น แต่บัดนี้เกมได้ขยายวงกว้างออกไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กลายเป็นเกมชิงบัลลังก์ที่เดิมพันด้วยชีวิตและความมั่นคงของอาณาจักร

ซูหลิงหลับตาลง พยายามรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่นางมีอยู่ในหัว หลี่ฮูหยินเคยเป็นคนสนิทของอี้หมิง นางรู้จักความลับของเขาได้อย่างไร? และทำไมถึงเลือกที่จะเปิดเผยมันในวันนี้? ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังนาง? หรือนางทำเพื่อตนเอง?

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของซูหลิง ‘หรือความลับที่หลี่ฮูหยินกล่าวจะเป็นความจริง?’ หากอี้หมิงไม่ใช่โอรสแท้จริงขององค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับ นั่นหมายความว่าบัลลังก์ที่เขานั่งอยู่นั้นเป็นบัลลังก์ปลอม ตำแหน่งจักรพรรดิของเขาก็ไม่ชอบธรรม และนั่นจะนำไปสู่ความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของอาณาจักร

นางนึกถึงอี้หมิง ใบหน้าของเขาที่ซีดเผือด เต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง และความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ ซูหลิงเคยคิดว่านางจะสะใจที่ได้เห็นเขาเจ็บปวด แต่ในตอนนี้ ความรู้สึกนั้นกลับซับซ้อนกว่าที่คิด มันไม่ใช่ความสะใจอย่างเดียว แต่มันคือความเข้าใจในธรรมชาติของอำนาจที่เปราะบาง และความตระหนักว่าภัยคุกคามนี้อาจลุกลามมาถึงนางด้วยเช่นกัน

‘ข้าจะต้องหาข้อมูล’ ซูหลิงตัดสินใจ นางไม่สามารถนั่งรอคอยชะตากรรมอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป ถ้าบัลลังก์สั่นคลอน ชีวิตของพระชายาอย่างนางก็ย่อมสั่นคลอนด้วยเช่นกัน นางจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือนิยาย และใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะหาทางเอาชีวิตรอดและพลิกสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์แก่นางเอง

ตลอดช่วงบ่ายนั้น ซูหลิงใช้เวลาอยู่กับการคิดวิเคราะห์ นึกย้อนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในวังหลวง ย้อนไปถึงเรื่องราวขององค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับ และบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่เคยถูกเนรเทศหรือหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทุกเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ อาจมีความสำคัญในสถานการณ์เช่นนี้

ในยามค่ำคืน อี้หมิงยังคงไม่กลับมาตำหนัก แน่นอนว่าเขากำลังวุ่นอยู่กับการจัดการกับวิกฤตที่หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิต ซูหลิงรู้ดีว่าคืนนี้เขาคงไม่หลับไม่นอน นางเองก็เช่นกัน นางสั่งให้กงกงชงชาสมุนไพรมาให้ แล้วนั่งอ่านบันทึกเก่าๆ ของวังหลวงที่นางเคยขอมาจากหอตำราหลวง เพื่อหาเบาะแสบางอย่างที่อาจเชื่อมโยงกับเรื่องที่เกิดขึ้น

เวลาล่วงเลยไปจนดึกสงัด แสงเทียนเริ่มริบหรี่ลง ทั่วทั้งตำหนักเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง ซูหลิงรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า แต่สมองของนางยังคงทำงานอย่างหนัก

จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่เบาบางก็ดังขึ้นนอกตำหนัก พร้อมกับเสียงเคาะประตูที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ซูหลิงชะงักมือจากบันทึก นางไม่ได้สั่งให้ใครเข้ามาในเวลานี้ นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินไปยังประตูอย่างระมัดระวัง

“ใครอยู่ข้างนอก?” ซูหลิงถามเสียงเรียบ พร้อมกับมือที่เอื้อมไปหยิบปิ่นปักผมที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ

“พระชายาเพคะ ข้าน้อยคืออันซี จากตำหนักของฮองเฮาเพคะ” เสียงกระซิบตอบกลับมา แผ่วเบาจนแทบจะเป็นลม

ซูหลิงขมวดคิ้ว อันซีเป็นนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮา เธอมาทำอะไรที่นี่ในเวลานี้? และมาทำไมถึงดึกดื่นเช่นนี้?

นางเปิดประตูออกเพียงช่องว่างพอให้เห็นใบหน้าของอันซีที่ซีดเผือด ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและวิตกกังวล

“มีเรื่องอะไร” ซูหลิงถาม

อันซีรีบก้าวเข้ามาในตำหนัก ปิดประตูลงอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าจะมีใครเห็น แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าซูหลิง

“พระชายาเพคะ ข้าน้อยมีเรื่องด่วนจะกราบทูลเพคะ” เสียงของอันซีสั่นเครือ “ฮองเฮา... ฮองเฮาทรงประชวรหนักเพคะ”

ซูหลิงมองนางกำนัลด้วยสายตาเย็นชา ฮองเฮาประชวรหนักในเวลานี้? มันช่างบังเอิญเกินไป

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?” ซูหลิงถาม

“ฮองเฮาทรงมีเรื่องสำคัญจะตรัสกับพระชายาเพคะ พระนาง... พระนางตรัสว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ... ความลับของวังหลวง และ... และชะตาชีวิตของพระชายาเองเพคะ” อันซีเงยหน้าขึ้นมองซูหลิงด้วยแววตาอ้อนวอน “โปรดเสด็จไปเถิดเพคะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

ซูหลิงจ้องมองอันซีนิ่งงัน นางกำนัลผู้นี้กำลังพูดความจริงหรือกำลังถูกใครบางคนบงการอยู่เบื้องหลัง? การไปหาฮองเฮาในยามวิกาลเช่นนี้ อาจเป็นกับดักที่อันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าสิ่งที่อันซีพูดเป็นความจริง เรื่องราวที่ฮองเฮาต้องการจะบอก อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะคลี่คลายปริศนาทั้งหมด

เสียงกระซิบของฮองเฮาที่กำลังป่วยหนัก... ความลับของวังหลวง... ชะตาชีวิตของนางเอง...

คำพูดเหล่านั้นเหมือนมีพลังดึงดูด ซูหลิงรู้ดีว่าการเดินเข้าสู่ตำหนักฮองเฮาในคืนนี้คือการเดินเข้าสู่ปากเหยี่ยวปากกา แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นการเปิดประตูสู่ความจริงที่นางกำลังตามหา

และเมื่อนางกำลังจะเอ่ยปากตอบ อันซีก็พูดออกมาอีกประโยคหนึ่งที่ทำให้ซูหลิงถึงกับตัวแข็งทื่อ

“ฮองเฮาตรัสว่า... หากพระชายาไม่ไป... เรื่องราวที่แท้จริงเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ขององค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับ... จะไม่มีวันถูกเปิดเผยเพคะ”

ดวงตาของซูหลิงเบิกกว้าง นางมองอันซีด้วยความตกใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คำพูดนี้ได้จุดประกายความสงสัยและความมุ่งมั่นในใจของนางให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง การสิ้นพระชนม์ขององค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับ... นี่คือความลับที่ถูกปกปิดมาอย่างยาวนาน และอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับความจริงเรื่องชาติกำเนิดของอี้หมิง

ซูหลิงชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยของตนเอง กับโอกาสที่จะได้รู้ความจริงอันดำมืดที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง

สุดท้าย นางก็ตัดสินใจ

“นำทางข้าไป” ซูหลิงกล่าวเสียงเรียบ แต่แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

อันซีพยักหน้า ก่อนจะรีบลุกขึ้นนำทางออกไปจากตำหนักเฟิ่งหวง ซูหลิงเดินตามหลังไปอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืนที่ปกคลุมวังหลวง

ทางเดินสู่ตำหนักฮองเฮานั้นมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของทั้งสองที่ย่ำไปบนพื้นหิน อันซีดูจะรีบร้อนและตื่นตระหนก ซูหลิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวนางกำนัล

เมื่อมาถึงหน้าตำหนักฮองเฮา บรรยากาศก็ยิ่งอึมครึมและหนักอึ้ง มีทหารองครักษ์ไม่กี่นายยืนเฝ้าประตูอยู่ ซูหลิงสังเกตเห็นว่าพวกเขาดูผ่อนคลายเกินไป ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อันซีนำทางเข้าไปด้านในทันที ซูหลิงก้าวตามเข้าไปอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความระแวง

ภายในตำหนักฮองเฮา มีเพียงแสงตะเกียงที่สลัวริบหรี่ ทำให้เงาทะมึนทอดยาวไปทั่วห้องกลายเป็นภาพที่น่าขนลุก ฮองเฮาประทับอยู่บนเตียงบรรทม ใบหน้าของนางซีดเซียวราวกับคนไร้ชีวิต ดวงตาที่เคยเฉียบคมบัดนี้หรี่ลงอย่างอ่อนแรง

“ซูหลิง... เจ้ามาแล้วหรือ...” เสียงของฮองเฮาแหบพร่า ราวกับออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก

ซูหลิงเดินเข้าไปใกล้เตียงบรรทม นางยืนมองฮองเฮาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา นางไม่รู้ว่าฮองเฮาเป็นพันธมิตรหรือศัตรู แต่นางรู้ว่าฮองเฮามีบางอย่างที่นางจำเป็นต้องรู้

“เพคะ เสด็จแม่” ซูหลิงตอบรับตามมารยาท

ฮองเฮาไอออกมาเบาๆ ก่อนจะพยายามยื่นมือที่สั่นเทาออกมาจากใต้ผ้าห่ม

“ข้า... ข้ามีบางอย่างจะบอกเจ้า... ก่อนที่ข้าจะ... จากไป” ฮองเฮากล่าวเสียงแผ่ว “เรื่องที่หลี่ฮูหยินพูด... เป็นความจริง... อี้หมิง... เขาไม่ใช่โอรสขององค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับ”

ซูหลิงนิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ คำยืนยันจากฮองเฮาเอง ได้ตอกย้ำความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนี้

“แล้วใคร... ใครคือโอรสที่แท้จริง?” ซูหลิงถามเสียงกระซิบ

ฮองเฮาพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีอยู่ทั้งหมด ดวงตาของนางจ้องมองซูหลิงอย่างลึกซึ้ง ราวกับต้องการจะถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างผ่านสายตานั้น

“โอรสที่แท้จริง... เขายังมีชีวิตอยู่” ฮองเฮากล่าว พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างประหลาดใจ รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความดีใจ แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและเจ็บปวด “และเขา... คือผู้ที่จะมาทวงบัลลังก์คืน”

ซูหลิงรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นเฉียบราดรดลงมาทั้งตัว บัลลังก์จะถูกทวงคืน? ใครคือโอรสที่แท้จริงผู้นั้น? และเขามีแผนการอะไร?

ฮองเฮาขยับปากอีกครั้ง ราวกับต้องการจะบอกชื่อ แต่ทันใดนั้นเอง ประตูตำหนักก็ถูกเปิดผางออกอย่างรุนแรง

ร่างของอี้หมิงปรากฏขึ้นที่หน้าประตู ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธแค้นและเหนื่อยล้า เขากวาดสายตามองไปที่ซูหลิงและฮองเฮา ก่อนจะหยุดลงที่มือของฮองเฮาที่ชี้ไปยังซูหลิง

“เจ้ากำลังทำอะไร ฮองเฮา!” เสียงของอี้หมิงดังก้องไปทั่วห้อง

ฮองเฮาชะงักไป ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างสุดขีด มือที่ชี้ค้างอยู่กลางอากาศก็ร่วงหล่นลงข้างตัว

“ไม่... ไม่ใช่... อี้หมิง...” ฮองเฮากล่าวเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มที่เคยปรากฏบนใบหน้าเมื่อครู่ได้หายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวอย่างที่สุด

อี้หมิงก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีคุกคาม ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังฮองเฮาด้วยความสงสัยระคนกับความโกรธ ซูหลิงยืนนิ่งอยู่ข้างเตียง ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนตร์สะกด นางไม่รู้ว่าเขาได้ยินอะไรไปบ้าง และนางไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้คืออะไร

ฮองเฮาหายใจหอบแรงขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ สายตาของนางจ้องมองไปยังอี้หมิงด้วยความหวาดกลัว และในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่เปลือกตาของนางจะปิดลงไปตลอดกาล ซูหลิงสาบานได้ว่านางเห็นแววตาของฮองเฮาที่หันมามองนางอีกครั้ง ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำเตือน... และความลับที่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย

“เสด็จแม่!” อี้หมิงคำราม เมื่อเห็นฮองเฮาแน่นิ่งไป

ซูหลิงยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายแข็งทื่อ หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึก ความลับยังคงเป็นความลับ ฮองเฮาจากไปพร้อมกับคำเฉลย และตอนนี้ ซูหลิงเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด นางอยู่กับฮองเฮาในวินาทีสุดท้าย และอี้หมิงก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี

เขาจะคิดว่านางเป็นคนทำอะไรฮองเฮาหรือไม่? หรือเขาได้ยินอะไรไปบ้าง?

และใครคือโอรสที่แท้จริงผู้นั้น?

ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนา และตอนนี้ ซูหลิงรู้ตัวดีว่านางได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกมนี้อย่างเต็มตัวแล้ว... เกมที่เดิมพันด้วยชีวิต และความลับที่อาจทำลายทุกสิ่ง.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พิษรักบัลลังก์เลือด

พิษรักบัลลังก์เลือด

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!