เสียงอื้ออึงในท้องพระโรงยังคงกึกก้องไม่จางหาย ความตะลึงพรึงเพริดที่หลี่ฮูหยินสร้างไว้ยังคงห้อยแขวนอยู่ในอากาศหนักอึ้งราวกับม่านหมอกพิษ แม้ร่างของนางจะถูกทหารองครักษ์ลากออกไปจากที่นั่นแล้ว แต่รอยยิ้มเย้ยหยันและเสียงหัวร่อเยือกเย็นของนางยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น
ใบหน้าของอี้หมิงซีดเผือดราวกับศพ ดวงตาที่เคยฉายแววเฉียบคมบัดนี้ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง เขามองไปยังประตูที่หลี่ฮูหยินเพิ่งจากไป ราวกับต้องการเผาไหม้มันด้วยเพลิงแค้นในใจ ความโกรธแค้น ความผิดหวัง และความสับสนปะปนกันไปเป็นพายุหมุนโหมกระหน่ำอยู่ภายในจิตใจขององค์จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน มวลอากาศในท้องพระโรงหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างพากันก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิผู้กำลังระเบิดโทสะเงียบงัน
“ปิดประชุม!” เสียงของอี้หมิงแหบพร่าและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ทว่าเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้ทุกคนสะดุ้งสุดตัว “ทุกคนจงกลับไป ใครแพร่งพรายเรื่องราวในวันนี้แม้แต่ครึ่งคำ จะถูกลงโทษสถานหนัก!”
สิ้นเสียงคำสั่งนั้น ท้องพระโรงก็พลันระส่ำระสาย เหล่าขุนนางรีบถอยกลับไปอย่างรวดเร็วราวกับฝูงผึ้งแตกรัง พวกเขาต่างรีบหลบหนีจากบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวนี้ไปให้ไกลที่สุด เหลือไว้เพียงอี้หมิงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กลางท้องพระโรงอันกว้างขวาง สายพระเนตรของเขาจับจ้องไปยังบัลลังก์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันสูงสุด บัดนี้มันกลับดูว่างเปล่าและโดดเดี่ยว ราวกับสะท้อนความรู้สึกภายในใจขององค์จักรพรรดิเอง
ซูหลิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มเชื้อพระวงศ์หญิง ยังคงจดจำรอยยิ้มสุดท้ายของหลี่ฮูหยินได้ดี รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ความบ้าคลั่ง และความลึกลับที่ยากจะหยั่งถึง มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่าง และกระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างให้ตื่นขึ้นภายในใจของซูหลิง นี่ไม่ใช่แค่การทรยศของสตรีผู้หนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงเกมที่กำลังจะดุเดือดขึ้นอีกหลายเท่าตัว
เมื่อท้องพระโรงว่างเปล่าลง ซูหลิงยังคงยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ราวกับต้องการซึมซับบรรยากาศแห่งความพินาศย่อยยับที่หลี่ฮูหยินทิ้งไว้เบื้องหลัง ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจของนาง นี่คือชัยชนะแรกที่เห็นได้ชัดเจน แต่ก็เป็นชัยชนะที่เปื้อนเลือดและน้ำตา ชัยชนะที่แลกมาด้วยความไว้วางใจที่แตกสลาย และความสงบสุขที่ไม่มีวันกลับคืนมา นางเหลือบมองไปยังแผ่นหลังของอี้หมิงที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ความเจ็บปวดที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่านั้นสัมผัสได้แม้ไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ
"ซูหลิง เจ้ายังไม่กลับไปอีกหรือ?" เสียงทุ้มต่ำขององค์จักรพรรดิดังขึ้น ทำให้ซูหลิงสะดุ้งเล็กน้อย นางไม่คิดว่าเขาจะสังเกตเห็นนาง
ซูหลิงก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นประสานกันอย่างนอบน้อม "หม่อมฉันเห็นฝ่าบาททรงโทมนัส จึงยังไม่อยากจากไปเพคะ"
อี้หมิงหันกลับมา ใบหน้าของเขายังคงซีดเผือด แต่แววตาเริ่มกลับมาฉายความเฉียบคมอีกครั้ง ทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าและเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง เขาจ้องมองซูหลิงด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ราวกับกำลังประเมินบางสิ่งบางอย่างในตัวนาง
"เจ้าไม่กลัวหรือซูหลิง? ไม่กลัวว่าวังหลวงแห่งนี้จะกลืนกินเจ้า?" อี้หมิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่คำถามนั้นกลับสะท้อนก้องในใจของซูหลิง
ซูหลิงเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของเขา นางยิ้มเล็กน้อย "หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ จะกล้าไปกลัวอะไรเล่าเพคะ? เพียงแต่... หม่อมฉันเชื่อว่าความจริงย่อมเป็นความจริงเสมอ และความยุติธรรมจะปรากฏ"
อี้หมิงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย ราวกับประหลาดใจกับคำตอบของนาง เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง แล้วเดินจากไปโดยมีองครักษ์ติดตามไปอย่างเงียบเชียบ เหลือไว้เพียงซูหลิงที่ยังคงยืนอยู่กลางท้องพระโรงอันว่างเปล่า นางรับรู้ได้ถึงสายตาอีกหลายคู่ที่แอบมองมาจากมุมมืดของวังหลวง เหล่าผู้คนผู้กระหายอำนาจ ผู้พร้อมจะฉวยโอกาสจากความปั่นป่วนนี้
ซูหลิงไม่ได้กลับไปยังตำหนักของตนเองในทันที นางเลือกที่จะเดินไปตามทางเดินอันคดเคี้ยวของวังหลวง ม่านราตรีเริ่มโรยตัวลง แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ราวกับกำลังเตือนให้นางระลึกถึงความหนาวเหน็บของหัวใจผู้คนในวังแห่งนี้ ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความคิดคำนวณ เมื่อครู่ที่หลี่ฮูหยินถูกลากออกไป รอยยิ้มของนางไม่ใช่แค่การเย้ยหยัน แต่ราวกับเป็นคำท้าทาย เป็นปริศนาที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้
หลี่ฮูหยินไม่น่าจะเป็นเพียงคนเดียวที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ความกล้าบ้าบิ่นของนางในการเปิดโปงความจริงที่สั่นสะเทือนบัลลังก์ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจบางอย่างที่มากกว่าแค่การเอาตัวรอด หรือนี่จะเป็นแผนการที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น? ใครคือผู้บงการที่แท้จริงเบื้องหลังหลี่ฮูหยิน? หรือนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกทิ้งขว้าง?
ซูหลิงถอนหายใจออกมา นางรู้ดีว่าหลังจากพายุลูกนี้ผ่านไป ความสงบสุขจะไม่มีทางกลับคืนมา วังหลวงแห่งนี้จะกลายเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือดกว่าเดิม เพราะเมื่อความไว้วางใจถูกทำลายลง ความหวาดระแวงจะเข้าครอบงำทุกหนแห่ง ทุกคนจะเริ่มมองหาศัตรู ทุกคนจะเริ่มวางแผนป้องกันตัวและโจมตี ผู้ที่เคยเป็นพันธมิตรอาจกลายเป็นศัตรูชั่วข้ามคืน และผู้ที่เคยถูกมองข้ามอาจกลายเป็นผู้กุมอำนาจ
นางเดินมาหยุดที่สวนดอกเหมย ซึ่งบัดนี้เริ่มผลิดอกแรกรับลมหนาว ซูหลิงเอื้อมมือไปสัมผัสกลีบดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ที่บอบบาง นางรู้ดีว่าภายใต้ความงดงามนี้ ดอกเหมยต้องเผชิญกับความหนาวเย็นและน้ำค้างแข็งมาตลอดฤดูหนาว เช่นเดียวกับนางที่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของวังหลวง นางต้องแข็งแกร่งและอดทน หากต้องการจะยืนหยัดอยู่ได้
"ซูหลิงเหมย!" เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ซูหลิงหันไปมอง เป็นองค์ชายเจ็ด เฟยหลงนั่นเอง เขากำลังเดินเข้ามาหานางด้วยสีหน้ากังวล
"ถวายบังคมองค์ชายเจ็ดเพคะ" ซูหลิงโค้งคำนับเล็กน้อย
"ไม่ต้องมากพิธีหรอก ซูหลิงเหมย" เฟยหลงรีบก้าวเข้ามาใกล้ "เจ้าไม่เป็นอะไรนะ? เรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงนั้น..." เขาหยุดพูดราวกับไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดอย่างไร
"หม่อมฉันสบายดีเพคะ องค์ชาย" ซูหลิงตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน "เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนตกใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญไม่ใช่หรือเพคะ?"
เฟยหลงมองเข้าไปในดวงตาของซูหลิง เขาเห็นความสงบนิ่งอยู่ในนั้น แต่ก็สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นที่ซ่อนอยู่ภายใน "เจ้าเข้มแข็งขึ้นมากนะ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชมแกมแปลกใจ "แต่ข้าก็ยังเป็นห่วงเจ้าอยู่ดี วังหลวงแห่งนี้อันตรายเกินไปสำหรับสตรีอย่างเจ้า"
"อันตรายสำหรับทุกคนเพคะ องค์ชาย" ซูหลิงตอบ "แต่หม่อมฉันเชื่อว่าตราบใดที่เรายังคงมีสติและรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เราย่อมเอาตัวรอดได้"
เฟยหลงพยักหน้าเล็กน้อย เขายื่นมือออกไปราวกับจะแตะไหล่ของซูหลิง แต่แล้วก็ชักมือกลับไปกลางคัน "ข้า... ข้าได้ยินข่าวลือบางอย่าง" เขาพูดเสียงเบาลง "เกี่ยวกับตัวเจ้าและหลี่ฮูหยิน"
ซูหลิงเลิกคิ้วเล็กน้อย "ข่าวลืออะไรหรือเพคะ?"
"บางคนบอกว่า เจ้าเป็นคนวางแผนทั้งหมด" เฟยหลงเอ่ยด้วยแววตาสับสน "ว่าเจ้าเป็นคนเปิดโปงเรื่องราวของหลี่ฮูหยิน เพื่อกำจัดนางและแย่งชิงตำแหน่ง"
ซูหลิงหัวเราะเบาๆ "หากหม่อมฉันมีอำนาจและอิทธิพลมากขนาดนั้น ก็คงไม่เป็นแค่สนมไร้ตำแหน่งเช่นนี้หรอกเพคะ องค์ชาย" นางส่ายหน้าช้าๆ "คนในวังหลวงมักจะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาอยากจะเชื่อเสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการกระทำของหลี่ฮูหยินเองต่างหาก ไม่ใช่เพราะใครบงการ"
เฟยหลงยังคงมองซูหลิงด้วยสายตาที่คลางแคลงใจ แต่ก็มีแววแห่งความโล่งใจปะปนอยู่ด้วย "ข้าเชื่อเจ้า ซูหลิงเหมย" เขากล่าวในที่สุด "แต่เจ้าต้องระวังให้มาก หลังจากนี้วังหลวงจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว"
คำเตือนของเฟยหลงไม่ต่างจากเสียงระฆังที่ดังก้องในใจของซูหลิง นางรู้ดีว่าเฟยหลงพูดถูก การกำจัดหลี่ฮูหยินเป็นเพียงการเปิดฉากสู่เกมที่แท้จริง เกมที่ผู้เล่นทุกคนต่างซ่อนคมดาบไว้ภายใต้รอยยิ้ม
เมื่อเฟยหลงจากไปแล้ว ซูหลิงยังคงยืนอยู่ใต้ต้นเหมย นางเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนฟากฟ้า ความมืดมิดของราตรีแผ่ปกคลุมไปทั่ววังหลวง แต่ภายใต้ความมืดนั้นกลับเต็มไปด้วยเงาของผู้คนและแผนการอันซับซ้อน
"ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้วสินะ หลี่ฮูหยิน" ซูหลิงพึมพำกับตัวเอง "เจ้าได้เปิดประตูบานใหม่ให้ข้าแล้ว"
นางกลับมายังตำหนักของตนเอง ความเงียบเหงาเข้าปกคลุมรอบกาย ไร้ซึ่งข้ารับใช้มากมาย มีเพียงเด็กสาวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์นามว่า เสี่ยวเยว่ ที่กำลังจัดเตรียมน้ำชาให้ ซูหลิงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างช้าๆ ร่างกายนางอ่อนล้า แต่จิตใจกลับกระปรี้กระเปร่าด้วยความคิดคำนวณ
"เสี่ยวเยว่ เจ้าส่งคนไปสืบเรื่องของหลี่ฮูหยินเพิ่มหรือไม่?" ซูหลิงเอ่ยถาม
"ส่งไปแล้วเพคะ นายหญิง แต่ดูเหมือนว่านางจะเก็บงำความลับไว้อย่างมิดชิด ผู้คุมคุกหลวงเองก็ยังไม่สามารถเค้นความจริงจากนางได้มากนัก" เสี่ยวเยว่ตอบด้วยน้ำเสียงกังวล "อีกทั้งฝ่าบาทก็ทรงออกคำสั่งให้ดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ ไม่ให้ใครเข้าถึงนางได้ง่ายๆ เพคะ"
ซูหลิงพยักหน้า นางคาดเดาไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ หลี่ฮูหยินไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังนางก็คงเตรียมการรับมือไว้แล้วเช่นกัน
"แล้วเรื่องของอดีตพระสนมจื่อหลินเล่า?" ซูหลิงถามต่อ "มีเบาะแสเพิ่มเติมหรือไม่?"
เสี่ยวเยว่ส่ายหน้า "ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมเลยเพคะ นายหญิง เรื่องของพระสนมจื่อหลินถูกเก็บเป็นความลับอย่างมิดชิดมานานแล้ว การสืบสวนค่อนข้างยากลำบาก"
ซูหลิงหลับตาลง นางคิดทบทวนคำสารภาพของหลี่ฮูหยินอีกครั้ง หลี่ฮูหยินกล่าวว่าอี้หมิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของอดีตพระสนมจื่อหลิน ซึ่งเป็นมารดาขององค์ชายรอง และเป็นสตรีที่อี้หมิงเคยรักมากที่สุด หากเรื่องนี้เป็นจริง มันจะสั่นคลอนบัลลังก์ของอี้หมิงไปมากกว่าที่เห็น และจะเป็นอาวุธร้ายแรงที่สามารถทำลายความชอบธรรมในการปกครองของเขาได้
แต่ทำไมหลี่ฮูหยินถึงเลือกเปิดเผยเรื่องนี้ในเวลานี้? และทำไมนางถึงยอมรับความผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่ดูเหมือนมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง? หรือนี่คือการเสียสละเพื่อบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า?
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก เสี่ยวเยว่รีบออกไปดู และกลับเข้ามาพร้อมกับสีหน้าตื่นตระหนก
"นายหญิงเพคะ! มีข่าวจากสำนักองครักษ์ ฝ่าบาททรงมีราชโองการให้ประหารชีวิตหลี่ฮูหยินในยามรุ่งสางพรุ่งนี้เพคะ!"
คำประกาศิตนี้ทำให้ซูหลิงเบิกตากว้าง นางลุกขึ้นยืนทันที ประหารชีวิต? เร็วเกินไปหรือไม่? อี้หมิงไม่มีทางที่จะประหารชีวิตหลี่ฮูหยินโดยไม่สืบสวนให้แน่ชัดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ นี่ไม่ใช่สไตล์การปกครองของเขา
"เสี่ยวเยว่ เจ้าแน่ใจนะ?" ซูหลิงถามเสียงเข้ม
"แน่ใจเพคะ! ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว ว่าฝ่าบาททรงพิโรธหนัก และไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกขุดคุ้ยไปมากกว่านี้เพคะ"
หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นหมายความว่าอี้หมิงกำลังพยายามปิดบังบางสิ่งบางอย่าง หรือกำลังถูกบีบบังคับให้ทำเช่นนั้น การประหารชีวิตหลี่ฮูหยินอย่างรวดเร็วเป็นการตัดตอนการสืบสวนทั้งหมด และทำลายพยานปากสำคัญที่สุดไปในทันที
ซูหลิงเดินไปที่หน้าต่าง เงยหน้ามองจันทร์กระจ่างบนฟากฟ้า จิตใจนางสับสนอลหม่าน หากหลี่ฮูหยินถูกประหารชีวิต ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับอดีตพระสนมจื่อหลินก็จะถูกฝังไปพร้อมกับนางตลอดกาล และเกมที่ซูหลิงกำลังเล่นอยู่ก็จะขาดเบาะแสสำคัญไป
แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของซูหลิง รอยยิ้มเย้ยหยันของหลี่ฮูหยินเมื่อตอนถูกจับกุม มันไม่ใช่รอยยิ้มของผู้พ่ายแพ้ หรือนี่จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ซับซ้อนกว่านั้น? แผนที่หลี่ฮูหยินยอมเสียสละชีวิต เพื่อเปิดทางให้ใครบางคน หรือบางสิ่งบางอย่าง?
"เสี่ยวเยว่!" ซูหลิงเรียกเสียงหนักแน่น "เจ้าไปบอกคนที่เฝ้าจับตาดูอยู่หน้าคุกหลวง ให้จับตาดูให้ดีเป็นพิเศษ คืนนี้อาจมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น!"
เสี่ยวเยว่รับคำสั่งและรีบออกไป ซูหลิงกลับมานั่งลง ดวงตาของนางจับจ้องไปยังเปลวเทียนที่สั่นไหวอย่างช้าๆ นางรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่เข้ามาในกระดูก ราวกับสัมผัสได้ถึงเงาของความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
หากหลี่ฮูหยินถูกประหารชีวิตจริงๆ อะไรคือเป้าหมายสูงสุดของแผนการทั้งหมดนี้? และใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์จากความตายของนางมากที่สุด?
ทันใดนั้น แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาก็พลันมืดมิดลงชั่วขณะ ราวกับมีบางสิ่งบดบัง ซูหลิงหันขวับไปมอง ก็เห็นเพียงเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าต่าง บดบังแสงจันทร์ไว้มิดชิด ใบหน้าของเขาถูกซ่อนไว้ในเงามืด แต่ดวงตาของเขากลับส่องประกายเย็นชาและคมกริบราวกับใบมีด ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของซูหลิงบีบรัด
“เจ้าฉลาดเกินไป ซูหลิง... หรือบางที... เจ้าอาจจะรู้มากเกินไปแล้ว”

พิษรักบัลลังก์เลือด
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก