พิษรักบัลลังก์เลือด

ตอนที่ 19 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,844 คำ

ท้องพระโรงจมดิ่งสู่ความเงียบงันอันหนักอึ้ง ผิดแผกจากความวุ่นวายโกลาหลเมื่อครู่ราวกับคนละภพ เสียงหัวร่อเยือกเย็นของหลี่ฮูหยินยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของผู้คน คล้ายวิญญาณร้ายที่ฝังตัวอยู่ในทุกซอกมุมของท้องพระโรง บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างยืนตัวแข็งทื่อราวรูปปั้น บางคนใบหน้าซีดเผือดราวคนตาย บางคนหลุบตาต่ำซ่อนแววตาสั่นคลอน บ้างก็เหลือบมององค์จักรพรรดิและองค์ชายอี้หมิงด้วยความระแวงระวัง

องค์ชายอี้หมิงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ‌ดวงตาของเขาว่างเปล่า แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝอยที่ขมับ แววตาที่เคยฉายแววเฉียบคมและเยือกเย็นบัดนี้กลับวูบไหวไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวจากการถูกหักหลัง เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดทางกายที่พอจะช่วยเบี่ยงเบนความเจ็บปวดทางใจออกไปได้บ้าง

องค์จักรพรรดิเหลียงเฉิน ผู้ประทับบนบัลลังก์มังกรสูงสง่า ทอดพระเนตรมองลงมายังเหล่าขุนนางด้วยพระพักตร์ที่ยากจะคาดเดา ​เบื้องลึกในแววพระเนตรคู่นั้นฉายแววพิโรธอย่างเห็นได้ชัด ความอัปยศอดสูที่หลี่ฮูหยินสร้างไว้มิได้ส่งผลเพียงต่อองค์ชายอี้หมิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการหยามเกียรติราชสำนักและองค์จักรพรรดิเองอย่างร้ายแรง

“บังอาจ!” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิเจือด้วยไอสังหารเย็นยะเยือก “นำตัวนางไปจองจำในคุกหลวง รอการไต่สวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ใครก็ตามที่ให้การสนับสนุนนาง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการชั่วร้ายนี้ ‍จะต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างสาสม!”

เสียงรับสั่งที่หนักแน่นราวฟ้าผ่า ทำให้ท้องพระโรงที่เงียบงันอยู่แล้วยิ่งไร้สุ้มเสียงลงไปอีก เหล่าขุนนางก้มหน้าต่ำ ไม่มีใครกล้าสบพระเนตรองค์จักรพรรดิแม้แต่คนเดียว พวกเขาต่างรู้ดีว่าเมื่อองค์จักรพรรดิทรงพิโรธถึงเพียงนี้ ผลลัพธ์ที่จะตามมานั้นมิใช่เรื่องเล่นๆ และสิ่งที่หลี่ฮูหยินเปิดเผยออกมานั้น แม้จะสร้างความตกตะลึง ‌แต่ก็ยังคลุมเครือ ไม่ได้เปิดเผยทั้งหมด แต่ก็มากพอที่จะจุดชนวนความสงสัยและระแวงในหมู่ขุนนาง

ซูหลิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าสตรีในวังหลวง นางเฝ้าสังเกตเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา นางมองไปยังองค์ชายอี้หมิง เห็นถึงความเจ็บปวดและแค้นเคืองที่ฉายชัดบนใบหน้าของเขา นางจำได้ถึงวันที่องค์จักรพรรดิทรงตรัสคำสารภาพอันเย็นชาว่า “เขาไม่เคยรักนางเลย” ‍หัวใจของนางในวันนั้นแตกสลายไม่ต่างจากที่องค์ชายอี้หมิงกำลังเผชิญอยู่ ณ ตอนนี้

‘ความรักเป็นเครื่องมือ อำนาจคือเป้าหมาย และการเอาชีวิตรอดคือเดิมพันสูงสุด’ คำพูดนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของซูหลิงเสมอมา นางตระหนักดีว่าในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครสามารถไว้ใจได้ ​แม้แต่คนที่เคยใกล้ชิดที่สุด หลี่ฮูหยินเองก็เคยเป็นหนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่ใกล้ชิดกับองค์ชายอี้หมิง แต่บัดนี้นางกลับกลายเป็นผู้ที่ทิ่มแทงเขาอย่างโหดเหี้ยมที่สุด

สิ่งที่หลี่ฮูหยินเปิดเผยออกมาในท้องพระโรง แม้จะยังไม่ถูกเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด แต่ก็เป็นที่โจษจันกันไปทั่ววังหลวงแล้วว่า นางได้กล่าวอ้างถึงความไม่ชอบมาพากลในการขึ้นสู่ตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทขององค์ชายอี้หมิง และยังพาดพิงถึงความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างองค์ชายอี้หมิงกับสตรีชั้นต่ำผู้หนึ่งที่เคยถูกเนรเทศออกจากวังไปเมื่อหลายปีก่อน ​ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง มันจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความชอบธรรมขององค์ชายอี้หมิงอย่างรุนแรง

ซูหลิงถอนหายใจแผ่วเบา นางรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหม่ที่กำลังจะถาโถมเข้าใส่ราชสำนัก นางจะต้องระมัดระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น และอาจจะต้องใช้โอกาสนี้ในการสร้างฐานอำนาจให้ตัวเอง

หลังจากองค์จักรพรรดิทรงมีรับสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกลับไป อี้หมิงก็ยังคงยืนนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อเดินออกจากท้องพระโรงไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาบึ้งตึงจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ​ซูหลิงเห็นเขาเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองนางแม้แต่น้อย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับเขา นางไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่านี้อยู่แล้ว

กลับมายังเรือนของตนเอง ซูหลิงให้นางกำนัลออกไปทั้งหมด แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเงียบงัน ความคิดมากมายประเดประดังเข้ามาในหัวของนาง

“หลี่ฮูหยิน… นางทำไปเพื่ออะไรกันแน่” ซูหลิงพึมพำกับตัวเอง แผนการของหลี่ฮูหยินดูซับซ้อนและมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเพียงแค่การแก้แค้นส่วนตัว นางกำลังพยายามสั่นคลอนรากฐานขององค์ชายอี้หมิง ซึ่งหมายถึงการสั่นคลอนบัลลังก์ในอนาคต

นางเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบกล่องไม้เล็กๆ ที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้นชักออกมา ภายในนั้นมีจดหมายเก่าๆ สองสามฉบับที่นางแอบเก็บไว้ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กสาว ก่อนที่จะถูกเลือกให้เข้ามาเป็นสนมขององค์จักรพรรดิ จดหมายเหล่านั้นเป็นของพี่สาวต่างมารดาของนาง ซูเยว่ ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความงามและความสามารถในการร่ายรำ แต่กลับหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อหลายปีก่อน

‘มีคนบอกว่าพี่สาวของข้าถูกเนรเทศออกจากวังหลวง เพราะไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวบางอย่าง’ ซูหลิงคิด ‘หรือเรื่องที่หลี่ฮูหยินกล่าวอ้าง... จะเกี่ยวข้องกับพี่สาวของข้า?’

ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงของซูหลิง ภาพเลือนรางของชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งที่มักจะแอบมาพบพี่สาวของนางยามค่ำคืนในสวนดอกไม้ เขาดูสง่างามและมีอำนาจ นางจำได้ว่าเคยเห็นเขาเพียงแวบๆ จากระยะไกล แต่แววตาและรอยยิ้มของเขาดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ “ฝ่าบาท… องค์ชายอี้หมิงขอเข้าพบเพคะ” เสียงของหลินหลิน นางกำนัลคนสนิทดังขึ้นจากด้านนอก

ซูหลิงถึงกับชะงักมือที่กำลังจะเปิดอ่านจดหมาย ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ อี้หมิงมาหานาง? ในสถานการณ์เช่นนี้? เป็นไปไม่ได้! นับตั้งแต่ที่นางถูกเลือกเข้ามาในวังหลวง เขาก็ไม่เคยสนใจนางเลยแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดเล่าวันนี้เขาจึงมา?

นางรีบเก็บจดหมายเหล่านั้นซ่อนไว้ในกล่องเดิม แล้วจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะตอบกลับไป “ให้เขาเข้ามา”

เมื่ออี้หมิงก้าวเข้ามาในห้อง ซูหลิงก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้ง เขาดูเปลี่ยนไปจากที่เห็นในท้องพระโรงเล็กน้อย ความโกรธแค้นยังคงฉายชัดในแววตา แต่ก็มีความมืดมิดบางอย่างแฝงอยู่ ราวกับพายุที่กำลังก่อตัว

เขาไม่พูดอะไร เพียงแค่เดินเข้ามาใกล้ แล้วจ้องมองนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา

“องค์ชายอี้หมิงมีเรื่องอันใดจะรับสั่งหรือเพคะ” ซูหลิงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง นางไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวันที่เขาจะมาที่เรือนของนางด้วยตัวเองเช่นนี้

อี้หมิงยังคงเงียบงัน ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซูหลิง ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่างในตัวนาง มันไม่ใช่แววตาที่เต็มไปด้วยความรัก หรือความเสน่หา หากแต่เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เคลือบแคลง และความต้องการที่จะควบคุม

“เจ้า…” อี้หมิงเริ่มเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่า “...เจ้ากับหลี่ฮูหยิน… มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่”

คำถามนั้นทำให้ซูหลิงนิ่งไปชั่วขณะ นางรู้ว่าเขาคงระแวงทุกคนที่เคยเกี่ยวข้องกับหลี่ฮูหยิน หรือมีท่าทีที่น่าสงสัย

“หม่อมฉันไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับหลี่ฮูหยินเพคะ” ซูหลิงตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง พยายามสงบสติอารมณ์ให้ถึงที่สุด “นอกจากความเป็นสนมขององค์จักรพรรดิผู้หนึ่ง กับฮูหยินของขุนนางผู้ใหญ่”

อี้หมิงยังคงไม่ละสายตาไปจากนาง เขาย่างก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว จนซูหลิงสัมผัสได้ถึงไอเย็นจากตัวเขา

“อย่าโกหกข้า” อี้หมิงเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าหลี่ฮูหยินเคยพยายามติดต่อเจ้าหลายครั้ง ก่อนหน้านางจะก่อเรื่องอุกอาจในวันนี้”

ซูหลิงถึงกับใจหายวาบ นางจำได้ว่าหลี่ฮูหยินเคยส่งคนมาเชิญนางไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาหลายครั้ง แต่นางก็ปฏิเสธไปทุกครั้งด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เพราะนางระแวงในตัวหลี่ฮูหยินมาตั้งแต่แรกแล้ว เหตุใดองค์ชายอี้หมิงจึงทรงทราบเรื่องนี้? หรือว่าเขาได้เฝ้าจับตาดูนางมาตลอด?

“เป็นความจริงที่หลี่ฮูหยินเคยส่งคนมาเชิญหม่อมฉันไปร่วมงานเลี้ยงเพคะ” ซูหลิงยอมรับ “แต่หม่อมฉันก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง ด้วยเห็นว่าหม่อมฉันเป็นเพียงสนมชั้นต่ำ ไม่คู่ควรที่จะไปร่วมงานกับท่านฮูหยินผู้สูงศักดิ์เช่นนาง”

อี้หมิงหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน “ข้อแก้ตัวที่ไร้สาระ ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครปฏิเสธคำเชิญของหลี่ฮูหยินได้ง่ายๆ โดยไม่มีเหตุผลอันควร เว้นเสียแต่ว่า… เจ้ากำลังซ่อนเร้นบางสิ่ง”

ซูหลิงพยายามควบคุมสีหน้าของตนเองไม่ให้เผยพิรุธ นางรู้ดีว่าหากแสดงความกลัวออกมาแม้แต่น้อย อี้หมิงก็จะใช้จุดอ่อนนั้นเล่นงานนางทันที

“หม่อมฉันไม่รู้ว่าองค์ชายอี้หมิงทรงหมายถึงสิ่งใดเพคะ” ซูหลิงตอบอย่างใจเย็น “แต่หม่อมฉันสาบานด้วยชีวิตว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการของหลี่ฮูหยิน และไม่เคยคิดร้ายต่อราชวงศ์เลยแม้แต่น้อย”

อี้หมิงยังคงจ้องมองนางอย่างไม่วางตา เขาเดินวนรอบๆ ตัวซูหลิงช้าๆ ราวกับพญาหมาป่ากำลังตรวจสอบเหยื่อ ใบหน้าของเขาไร้อารมณ์ แต่แววตาเต็มไปด้วยความมืดมิดที่น่าหวาดหวั่น

“เจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดนักหรือซูหลิง” อี้หมิงหยุดยืนตรงหน้านางอีกครั้ง แสงเทียนสลัวๆ ทำให้ใบหน้าของเขาดูคมเข้มและน่ากลัวยิ่งขึ้น “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังเล่นเกมอะไรอยู่”

ซูหลิงสะท้านไปทั่วร่าง แต่พยายามยืนหยัดอย่างมั่นคง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แม้จะรู้สึกหวาดกลัวอยู่ภายในลึกๆ

“เกมที่หม่อมฉันกำลังเล่นอยู่คือเกมของการเอาชีวิตรอดเพคะ องค์ชาย” ซูหลิงตอบกลับไปอย่างกล้าหาญ “ในวังหลวงแห่งนี้ หากไม่แข็งแกร่งพอ ก็มีแต่จะถูกเหยียบย่ำ”

คำพูดของนางทำให้อี้หมิงชะงักไปเล็กน้อย แววตาของเขาฉายแววประหลาดใจ แต่ก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

“เอาชีวิตรอดอย่างนั้นหรือ” อี้หมิงหัวเราะเสียงต่ำอีกครั้ง “บางทีการเอาชีวิตรอดของเจ้า อาจจะกำลังเป็นภัยต่อตัวข้า”

เขาเอื้อมมือออกไป คว้าต้นแขนของซูหลิงอย่างรวดเร็วและแรง ใบหน้าของเขาโน้มลงมาใกล้จนซูหลิงรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่รินรดอยู่ข้างหู

“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาด มีไหวพริบ ไม่เหมือนสตรีโง่ๆ ในวังหลังคนอื่นๆ” อี้หมิงกระซิบเสียงต่ำราวกับงูพิษ “และด้วยเหตุผลนั้นเอง ข้าจึงยิ่งต้องระวังเจ้าให้มาก”

ซูหลิงพยายามดึงแขนออก แต่เขากลับจับนางไว้แน่นกว่าเดิม แรงบีบที่ต้นแขนทำให้นางเจ็บ แต่ความเจ็บปวดนั้นยังน้อยกว่าความหวาดกลัวที่กำลังคืบคลานเข้าสู่หัวใจ

“สิ่งที่หลี่ฮูหยินเปิดเผยออกไปเมื่อครู่ อาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริง” อี้หมิงพูดต่อ “และข้ารู้ว่าความจริงที่เหลือ… อาจจะซ่อนอยู่ในมือของคนที่ไม่คาดคิด”

เขาปล่อยแขนของซูหลิงออกอย่างกะทันหัน ทำให้นางเซถอยหลังไปเล็กน้อย เขาก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องของซูหลิง ราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง

“ข้าจะให้โอกาสเจ้าซูหลิง” อี้หมิงพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “หากเจ้ามีความจริงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลี่ฮูหยิน หรือเรื่องราวที่นางกล่าวอ้าง… จงบอกข้าเสียตอนนี้”

ซูหลิงเม้มปากแน่น นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำขู่ หากนางไม่พูด เขาก็คงไม่เชื่อใจนาง และหากนางพูด... นางก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร

‘ควรจะบอกเรื่องพี่สาวออกไปดีหรือไม่’ ซูหลิงคิดในใจ ความจริงที่หลี่ฮูหยินกล่าวอ้างเรื่องสตรีชั้นต่ำที่ถูกเนรเทศออกไปนั้น มันช่างคลับคล้ายคลับคลาเรื่องราวของซูเยว่เหลือเกิน

อี้หมิงเห็นความลังเลในดวงตาของซูหลิง เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย

“หรือเจ้ากำลังรอโอกาสที่จะใช้ความลับนั้นเพื่อต่อรองกับข้า” อี้หมิงเอ่ยเสียงเย็น “อย่าคิดทำเช่นนั้นซูหลิง เพราะสิ่งที่เจ้าจะได้รับ มิใช่ตำแหน่งหรืออำนาจ… หากแต่เป็นความตาย”

คำขู่ของเขาทำให้ซูหลิงใจหายวาบ นางรู้ดีว่าอี้หมิงเป็นคนที่พูดจริงทำจริง และในสถานการณ์ที่เขากำลังถูกหักหลังและเต็มไปด้วยความแค้น เขาจะไม่ลังเลที่จะกำจัดใครก็ตามที่ขวางทางเขา

“หม่อมฉันไม่มีอะไรจะบอกองค์ชายเพคะ” ซูหลิงตัดสินใจเลือกที่จะปฏิเสธในตอนนี้ แม้จะรู้ว่ากำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่บางเฉียบก็ตาม นางยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องราวของพี่สาวออกไป โดยที่ยังไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร และจะส่งผลกระทบต่อนางอย่างไรบ้าง

แววตาของอี้หมิงวูบไหวด้วยความผิดหวังระคนโกรธ เขาจ้องมองซูหลิงด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ซูหลิงยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด

ซูหลิงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกเมื่อเขาจากไป แต่แล้วความรู้สึกหนักอึ้งก็เข้ามาแทนที่ นางรู้ดีว่าการปฏิเสธในครั้งนี้ จะทำให้นางตกเป็นเป้าหมายขององค์ชายอี้หมิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขามิใช่คนที่จะเชื่อใจใครได้ง่ายๆ และคงจะสั่งให้คนจับตานางอย่างใกล้ชิด

นางเดินไปยังกล่องไม้เล็กๆ ที่ซ่อนจดหมายของพี่สาวเอาไว้ คราวนี้นางหยิบมันออกมาอย่างไม่ลังเลอีกแล้ว มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะเปิดจดหมายฉบับหนึ่งออกอ่าน

ตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือของพี่สาวปรากฏขึ้นบนกระดาษเก่าๆ ใจความในจดหมายเล่าถึงความรักที่ต้องเก็บซ่อน ความหวังที่จะได้อยู่เคียงข้างกับชายคนรัก และความลับที่มิอาจเปิดเผยได้

‘ที่รักของข้า… ข้ารู้ว่าเราไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ แต่โปรดเชื่อเถิดว่าข้ารักท่านหมดหัวใจ และข้าจะรักษาสัญญาของเราไว้ แม้จะต้องแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง’

ซูหลิงอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ จดหมายฉบับนี้ไม่ได้ระบุชื่อชายคนรัก แต่แววตาที่อี้หมิงมองนางเมื่อครู่ ความโกรธแค้นในดวงตาที่เขามีต่อหลี่ฮูหยิน และคำกล่าวอ้างของหลี่ฮูหยินเรื่องสตรีชั้นต่ำผู้หนึ่ง…

ความสงสัยผุดขึ้นในใจของซูหลิงราวกับดอกเห็ด มันเป็นความคิดที่บ้าบิ่น แต่กลับไม่อาจสลัดทิ้งไปได้

‘หรือว่า… สตรีชั้นต่ำที่หลี่ฮูหยินกล่าวอ้าง… คือพี่สาวของข้า ซูเยว่?’

และหากเป็นเช่นนั้น… ชายคนรักที่พี่สาวของนางกล่าวถึง… จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก…

จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากนอกหน้าต่าง ซูหลิงรีบเก็บจดหมายซ่อนไว้ใต้เสื้ออย่างรวดเร็ว นางเดินไปที่หน้าต่างอย่างเงียบเชียบแล้วแง้มผ้าม่านออกเล็กน้อย

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านาง ทำให้ลมหายใจของนางสะดุด

ชายผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นหลิวในเงามืด เขาหันหลังให้นาง แต่รูปร่างสูงสง่าและเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่งบอกว่าเขาไม่ใช่นางกำนัลหรือขันทีธรรมดา

เป็นอี้หมิง… เขายังไม่จากไป!

เขาไม่ได้มองมาที่หน้าต่างของนาง แต่กลับเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่เหนือท้องฟ้า ใบหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและมืดมิด บัดนี้กลับฉายแววเจ็บปวดรวดร้าวอย่างลึกซึ้ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอาดูร ราวกับกำลังจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความทรงจำอันขมขื่น

ซูหลิงจับจ้องภาพนั้นนิ่งนาน หัวใจของนางเต้นแรงกว่าเดิมเป็นเท่าทวีคูณ

‘เขา… กำลังคิดถึงใครกันแน่?’

ในขณะที่ซูหลิงกำลังจ้องมองเขาด้วยความสงสัยอย่างที่สุด อี้หมิงก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นสัมผัสสร้อยหยกชิ้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อ ซึ่งเป็นสร้อยหยกที่สลักรูปดอกบัวเอาไว้อย่างประณีต และสร้อยหยกชิ้นนั้น… มันคือสร้อยหยกที่ซูหลิงจำได้ดีว่าพี่สาวของนาง ซูเยว่ เคยสวมติดตัวอยู่เสมอ!

ความจริงอันน่าตกตะลึงราวกับฟ้าผ่ากลางใจ ซูหลิงยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ภาพของอี้หมิงที่ยืนอย่างโดดเดี่ยวใต้แสงจันทร์ กับสร้อยหยกดอกบัวบนคอของเขา…

ทุกอย่างปะติดปะต่อกันอย่างน่าสะพรึงกลัว!

‘ไม่จริง… หรือว่า… องค์ชายอี้หมิง… คือชายคนรักของพี่สาวข้าอย่างนั้นหรือ?!’

ความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวทำให้ซูหลิงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง… ทุกเกมที่กำลังจะเกิดขึ้นในวังหลวงแห่งนี้… จะซับซ้อนและอันตรายยิ่งกว่าที่นางเคยจินตนาการไว้หลายเท่า! นางจะสามารถเอาชีวิตรอดจากเกมรัก เกมแค้น และเกมแห่งบัลลังก์ที่ซ่อนความลับอันดำมืดนี้ได้อย่างไร? และความจริงที่หลี่ฮูหยินเปิดเผยออกไปนั้น… มันคืออะไรกันแน่!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พิษรักบัลลังก์เลือด

พิษรักบัลลังก์เลือด

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!