ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนพร้อมกับความงดงามของดอกไม้นานาพันธุ์ที่เบ่งบานสะพรั่งทั่วพระราชวังหลวง แต่ความงดงามภายนอกนั้นมิอาจบดบังเพลิงริษยาที่กำลังลุกโชนอยู่ในใจของเหล่าสตรีในวังหลังได้ ซูหลิงยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมในตำหนักฉงเยว่ แต่เบื้องหลังความสงบนั้น แผนการของนางกำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและแยบยล
ข่าวลือเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของท่านเสนาบดีหลี่จงเริ่มแพร่กระจายไปทั่วราชสำนักอย่างช้าๆ หลี่หมิงทำหน้าที่ของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม เขาใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับเหล่าขุนนางชั้นผู้น้อยและเชื้อพระวงศ์ที่ไม่พอใจตระกูลหลี่ ค่อยๆ ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตและการใช้อำนาจในทางที่ผิดของท่านเสนาบดีหลี่จง ข่าวลือเหล่านี้ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นที่จะโค่นล้มท่านเสนาบดีได้ในทันที แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามและเกิดความสงสัยในความซื่อสัตย์ของตระกูลหลี่
ในขณะเดียวกัน ซูหลิงก็เริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับองค์ฮองเฮาหลี่เยว่ นางแสร้งทำเป็นสหายที่หวังดี คอยให้คำแนะนำและปลอบโยนองค์ฮองเฮาในเรื่องต่างๆ ซูหลิงรู้ดีว่าองค์ฮองเฮาหลี่เยว่แม้จะดูเพียบพร้อมและเข้มแข็ง แต่ภายในใจของนางก็ยังคงมีความกังวลและความไม่มั่นคงอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการที่องค์จักรพรรดิยังคงให้ความสนใจกับซูหลิงอยู่บ้างในบางโอกาส
วันหนึ่ง องค์ฮองเฮาหลี่เยว่เชิญซูหลิงมาจิบชาที่ตำหนักของนาง “พระสนมซูหลิงเพคะ หม่อมฉันรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้สนทนากับพระสนม” องค์ฮองเฮากล่าวด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน
“หม่อมฉันก็เช่นกันเพคะองค์ฮองเฮา” ซูหลิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมาย “องค์ฮองเฮาทรงเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดและมีเมตตา หม่อมฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นสหายของพระองค์”
องค์ฮองเฮาหลี่เยว่ดูพอใจกับคำชมเชยนั้น “หม่อมฉันได้ยินมาว่าพระสนมซูหลิงทรงโปรดปรานการประพันธ์บทกวีและมีความรู้เรื่องตำราโบราณมากมาย”
“หม่อมฉันเพียงแค่ชอบอ่านหนังสือเพื่อคลายความเหงาเท่านั้นเพคะ” ซูหลิงกล่าวอย่างถ่อมตัว “ในวังหลวงแห่งนี้ บางครั้งก็รู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกินเพคะ”
องค์ฮองเฮาหลี่เยว่พยักหน้าช้าๆ “หม่อมฉันเข้าใจความรู้สึกของพระสนมดีเพคะ แม้จะอยู่ในตำแหน่งฮองเฮา แต่บางครั้งหม่อมฉันก็รู้สึกโดดเดี่ยวไม่ต่างกัน”
ซูหลิงมองเข้าไปในดวงตาขององค์ฮองเฮา นางเห็นแววตาของความกังวลและความไม่มั่นคงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มที่สง่างาม
“องค์ฮองเฮาทรงกังวลเรื่องใดอยู่หรือเพคะ” ซูหลิงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
องค์ฮองเฮาหลี่เยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “หม่อมฉันกังวลเรื่ององค์จักรพรรดิเพคะ บางครั้งหม่อมฉันก็รู้สึกว่าพระองค์ยังคงคิดถึงพระสนมซูหลิงอยู่”
ซูหลิงยิ้มบางๆ “องค์ฮองเฮาทรงคิดมากไปแล้วเพคะ องค์จักรพรรดิรักและเทิดทูนองค์ฮองเฮาเพียงผู้เดียว”
“แต่หม่อมฉันก็ยังอดคิดไม่ได้เพคะ” องค์ฮองเฮากล่าว “พระสนมซูหลิงเป็นสตรีที่งดงามและเฉลียวฉลาด หากองค์จักรพรรดิจะทรงคิดถึงพระสนมบ้าง ก็คงไม่แปลก”
“องค์ฮองเฮาเพคะ” ซูหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “ความรักขององค์จักรพรรดิที่มีต่อองค์ฮองเฮานั้นเป็นของจริง หม่อมฉันเชื่อเช่นนั้นเพคะ”
คำพูดของซูหลิงทำให้องค์ฮองเฮาหลี่เยว่รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย แต่ความกังวลในใจของนางก็ยังคงอยู่ ซูหลิงรู้ดีว่านี่คือจุดอ่อนขององค์ฮองเฮา ความไม่มั่นคงในความรักขององค์จักรพรรดิ
หลังจากวันนั้น ซูหลิงก็เริ่มใช้กลยุทธ์ที่แยบยลมากขึ้น นางไม่ได้พยายามแย่งชิงความรักจากองค์จักรพรรดิโดยตรง แต่กลับพยายามสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความบาดหมางระหว่างองค์จักรพรรดิกับองค์ฮองเฮา
ซูหลิงเริ่มปรากฏตัวในสถานที่ที่องค์จักรพรรดิจะเสด็จไปบ่อยๆ เช่น สวนหลวง ห้องสมุดหลวง หรือแม้กระทั่งท้องพระโรง นางไม่ได้พยายามเข้าหาองค์จักรพรรดิโดยตรง แต่กลับแสร้งทำเป็นบังเอิญพบเจอ และพูดคุยกับองค์จักรพรรดิด้วยท่าทีที่สุภาพและอ่อนโยน
องค์จักรพรรดิหลงอี้เองก็รู้สึกประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของซูหลิง นางดูสงบเสงี่ยมและอ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิมมาก อีกทั้งยังดูเฉลียวฉลาดและมีความรู้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน องค์จักรพรรดิเริ่มรู้สึกสนใจในตัวซูหลิงอีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงระมัดระวังตัว เพราะเขารู้ดีว่าซูหลิงเคยเจ็บปวดจากเขามาก่อน
องค์ฮองเฮาหลี่เยว่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ นางรู้สึกไม่สบายใจและเริ่มรู้สึกอิจฉาซูหลิงมากขึ้นเรื่อยๆ นางพยายามที่จะใช้ตำแหน่งและอำนาจของนางเพื่อกีดกันซูหลิงออกจากองค์จักรพรรดิ แต่ซูหลิงก็ฉลาดพอที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง
วันหนึ่ง องค์ฮองเฮาหลี่เยว่จัดงานเลี้ยงน้ำชาในสวนหลวง นางเชิญเหล่าพระสนมและขุนนางหญิงชั้นสูงมาร่วมงาน ซูหลิงก็ได้รับเชิญเช่นกัน
ในงานเลี้ยง องค์ฮองเฮาหลี่เยว่พยายามที่จะแสดงอำนาจและบารมีของนาง นางพูดคุยกับเหล่าพระสนมและขุนนางหญิงด้วยท่าทีที่สง่างามและมั่นใจ แต่สายตาของนางก็ยังคงจับจ้องไปที่ซูหลิง
ซูหลิงยังคงใช้ท่าทีที่สงบเสงี่ยมและอ่อนโยน นางพูดคุยกับผู้คนรอบข้างด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ ทำให้ผู้คนรู้สึกดีกับนาง
“พระสนมซูหลิงเพคะ หม่อมฉันได้ยินมาว่าพระสนมทรงโปรดปรานการประพันธ์บทกวีมาก” องค์ฮองเฮากล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความท้าทาย “ไม่ทราบว่าวันนี้พระสนมจะทรงประพันธ์บทกวีให้พวกเราฟังบ้างได้หรือไม่เพคะ”
คำขอขององค์ฮองเฮาทำให้ทุกคนในงานเลี้ยงหันมามองซูหลิงด้วยความสนใจ ซูหลิงรู้ดีว่านี่คือการทดสอบจากองค์ฮองเฮา
“หม่อมฉันไม่กล้าหรอกเพคะองค์ฮองเฮา” ซูหลิงกล่าวอย่างถ่อมตัว “ความสามารถในการประพันธ์ของหม่อมฉันยังห่างไกลจากองค์ฮองเฮามากเพคะ”
“ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกเพคะพระสนม” องค์ฮองเฮากล่าวด้วยรอยยิ้ม “หม่อมฉันอยากจะฟังบทกวีจากพระสนมจริงๆ เพคะ”
ซูหลิงยิ้มบางๆ นางรู้ดีว่าหากนางปฏิเสธ ก็จะดูเหมือนนางไม่เคารพองค์ฮองเฮา และหากนางประพันธ์บทกวีที่ไม่ดีพอ ก็จะถูกเยาะเย้ย
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ “เช่นนั้นหม่อมฉันจะขอประพันธ์บทกวีสั้นๆ บทหนึ่งเพคะ”
ซูหลิงเริ่มประพันธ์บทกวีด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานและไพเราะ บทกวีของนางกล่าวถึงความงดงามของดอกเหมยที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะ ความโดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความงดงาม และความแข็งแกร่งที่สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางความหนาวเย็น
บทกวีของซูหลิงทำให้ทุกคนในงานเลี้ยงรู้สึกประทับใจ หลายคนถึงกับน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง องค์จักรพรรดิหลงอี้ที่เสด็จมาร่วมงานเลี้ยงโดยบังเอิญ ก็ได้ยินบทกวีของซูหลิงเช่นกัน พระองค์ทรงมองซูหลิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
องค์ฮองเฮาหลี่เยว่รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก นางไม่คิดว่าซูหลิงจะสามารถประพันธ์บทกวีที่ไพเราะได้ถึงเพียงนี้ นางรู้สึกเหมือนถูกซูหลิงแย่งชิงความสนใจไปจากนาง
“บทกวีของพระสนมซูหลิงช่างไพเราะนักเพคะ” องค์ฮองเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะควบคุมอารมณ์ “แต่หม่อมฉันก็ยังคิดว่าบทกวีของหม่อมฉันนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าเพคะ”
คำพูดขององค์ฮองเฮาทำให้บรรยากาศในงานเลี้ยงตึงเครียดขึ้นมาทันที ซูหลิงยิ้มบางๆ “แน่นอนเพคะองค์ฮองเฮา บทกวีขององค์ฮองเฮาย่อมมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าของหม่อมฉันอยู่แล้วเพคะ”
ซูหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง คำพูดของนางทำให้องค์ฮองเฮารู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำถึงความไม่มั่นคงในใจของนาง
หลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลง องค์ฮองเฮาหลี่เยว่ก็กลับไปที่ตำหนักของนางด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความริษยาและความไม่พอใจ นางรู้สึกเหมือนถูกซูหลิงแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากนาง
ซูหลิงกลับมาที่ตำหนักฉงเยว่ เหมยฮวากำลังรอคอยนางอยู่ “นายหญิงเพคะ วันนี้องค์ฮองเฮาดูไม่พอใจนายหญิงมากเลยนะเพคะ”
“ข้ารู้เหมยฮวา” ซูหลิงกล่าว “และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”
นางมองออกไปยังพระราชวังหลวงที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดอีกครั้ง เพลิงริษยาในวังหลวงกำลังลุกโชนขึ้น และซูหลิงก็พร้อมแล้วที่จะใช้เพลิงนั้นเป็นอาวุธในการโค่นล้มศัตรูของนาง
‘องค์จักรพรรดิหลงอี้ ท่านคิดว่าท่านเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของข้า แต่ท่านคิดผิดแล้ว’ ซูหลิงคิดในใจ ‘เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และข้าจะทำให้ท่านเสียใจที่เคยดูถูกและทำลายข้า’

พิษรักบัลลังก์เลือด
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก