วันเวลาในวังหลวงไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าเต็มไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกราก หลังจากเหตุการณ์ที่ตำหนักวารีทิพย์ กุ้ยเฟยหลินก็ดูเหมือนจะเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกมาแสดงตัวหรือกระทำการอันใดที่โจ่งแจ้งนัก นางกำไลหยกเลือดหงส์ก็ถูกเก็บซ่อนไว้ในกล่องเครื่องประดับ ไม่ปรากฏให้เห็นบนข้อมือของนางอีกเลย นี่เป็นสัญญาณเล็กๆ ที่บ่งบอกว่าแผนของซูหลิงได้ผลในระดับหนึ่ง สร้างความหวาดระแวงให้แก่คู่แข่งผู้ทะเยอทะยาน
ทว่าซูหลิงมิได้ประมาท นางรู้ดีว่ากุ้ยเฟยหลินเป็นสตรีที่เจ้าเล่ห์และมิอาจประเมินค่าต่ำไปได้ ความสงบที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นเพียงการซ่อนคมเขี้ยวไว้รอโอกาสจู่โจมก็เป็นได้ ดังนั้น ซูหลิงจึงใช้ช่วงเวลานี้ในการลับคมดาบของตนเองให้คมกริบยิ่งขึ้น
"เหมยลี่ เจ้าได้ข้อมูลอันใดมาบ้างเกี่ยวกับกุ้ยเฟยหลิน" ซูหลิงเอ่ยถามขณะนั่งปักผ้าบนระเบียงตำหนักจื่อเวย แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมากระทบผืนผ้าไหมสีทองอร่าม
เหมยลี่รินชาถวายพลางตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม "ทูลฮองเฮา จากการสืบสวนของหม่อมฉัน กุ้ยเฟยหลินมาจากตระกูลหลินซึ่งเป็นตระกูลขุนนางระดับกลางที่เพิ่งได้เลื่อนฐานะขึ้นมาไม่นานนัก บิดาของนางคือท่านเสนาบดีหลิน ที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจจากองค์จักรพรรดิให้ดูแลเรื่องการจัดซื้อเสบียงสำหรับกองทัพเพคะ"
ซูหลิงเลิกคิ้วเล็กน้อย "เสบียงสำหรับกองทัพ... น่าสนใจยิ่งนัก แล้วเรื่องส่วนตัวของนางเล่า มีอะไรผิดปกติบ้างหรือไม่"
"หม่อมฉันได้ยินมาว่า กุ้ยเฟยหลินมีน้องชายคนหนึ่งชื่อหลินเจิ้ง เป็นคนเจ้าสำราญ ชอบใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และมักจะสร้างปัญหาให้กับตระกูลอยู่เสมอเพคะ" เหมยลี่รายงานต่อ "นอกจากนี้ หม่อมฉันยังสังเกตเห็นว่าช่วงนี้มีพ่อค้าจากต่างเมืองหลายคนเดินทางเข้าออกตำหนักวารีทิพย์บ่อยครั้งกว่าปกติเพคะ"
ซูหลิงวางเข็มปักผ้าลงในตะกร้า ดวงตาคู่สวยฉายแววครุ่นคิด ข้อมูลเหล่านี้เป็นดั่งชิ้นส่วนปริศนาที่กำลังจะถูกนำมาประกอบกัน "พ่อค้าจากต่างเมือง... และน้องชายที่ชอบใช้จ่ายฟุ่มเฟือย... ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือแผนการอันใด ข้าจะต้องสืบให้ลึกกว่านี้"
"ฮองเฮาจะทรงให้หม่อมฉันทำอย่างไรต่อไปเพคะ" เหมยลี่ถาม
"เจ้าจงหาทางแทรกซึมเข้าไปในตำหนักวารีทิพย์ให้ลึกกว่าเดิม สังเกตทุกการเคลื่อนไหวของกุ้ยเฟยหลินและคนสนิทของนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อกับบุคคลภายนอก และเจ้าจงไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าขันทีจาง ให้เขาช่วยสืบเรื่องของเสนาบดีหลินและน้องชายของกุ้ยเฟยหลินอย่างลับๆ" ซูหลิงสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
หัวหน้าขันทีจางเป็นบุรุษสูงวัยผู้มากประสบการณ์ เขารับใช้ราชสำนักมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิองค์ก่อน มีอำนาจและเครือข่ายข้อมูลที่กว้างขวางทั่วทั้งวังหลวงและนอกวัง ซูหลิงรู้ดีว่าหากจะต่อกรกับอำนาจที่ซ่อนเร้น นางจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง หัวหน้าขันทีจางเป็นผู้ที่ดูเหมือนจะวางตัวเป็นกลาง แต่ซูหลิงสัมผัสได้ว่าเขามีความเคารพต่อนางในฐานะฮองเฮา และอาจจะเป็นหมากตัวสำคัญที่นางจะสามารถใช้ในการช่วงชิงอำนาจกลับคืนมาได้
เย็นวันนั้น ซูหลิงได้นัดหมายหัวหน้าขันทีจางให้มาเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัวในตำหนักจื่อเวย
"คารวะฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ" หัวหน้าขันทีจางคุกเข่าลงถวายความเคารพด้วยความนอบน้อม
"ท่านลุกขึ้นเถิดหัวหน้าขันทีจาง" ซูหลิงเอ่ย "ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องการให้ท่านช่วยสืบ"
หัวหน้าขันทีจางเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์มองมาที่ซูหลิงอย่างพิจารณา "ฮองเฮาโปรดมีพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันใด กระหม่อมยินดีรับใช้"
ซูหลิงเล่าเรื่องที่เหมยลี่สืบมาได้เกี่ยวกับกุ้ยเฟยหลิน บิดาของนาง และน้องชาย รวมถึงเรื่องที่พ่อค้าจากต่างเมืองเข้าออกตำหนักวารีทิพย์บ่อยครั้ง
"ท่านจงสืบให้ละเอียดว่าเสนาบดีหลินมีการทุจริตในการจัดซื้อเสบียงหรือไม่ และน้องชายของกุ้ยเฟยหลินมีความเกี่ยวข้องกับพ่อค้าเหล่านั้นอย่างไร ข้าต้องการทุกรายละเอียด ทุกหลักฐานที่สามารถใช้เป็นประโยชน์ได้" ซูหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เรื่องนี้ต้องเป็นความลับที่สุด ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด"
หัวหน้าขันทีจางพยักหน้าอย่างเข้าใจ "กระหม่อมจะจัดการให้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮาโปรดวางพระทัย"
หลังจากหัวหน้าขันทีจางกลับไปแล้ว ซูหลิงก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ การจะโค่นล้มตระกูลหลินที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้นมิใช่เรื่องง่าย แต่หากนางสามารถหาหลักฐานการทุจริตมาได้ อำนาจของกุ้ยเฟยหลินก็จะสั่นคลอนลงอย่างแน่นอน และนั่นจะเป็นก้าวแรกในการช่วงชิงบัลลังก์แห่งอำนาจกลับคืนมา
หลายวันผ่านไป เหมยลี่ได้นำข่าวมาแจ้งซูหลิงอีกครั้ง "ทูลฮองเฮา หม่อมฉันได้ยินมาว่ากุ้ยเฟยหลินกำลังจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นที่ตำหนักวารีทิพย์ในวันพรุ่งนี้เพคะ เพื่อฉลองวันเกิดของน้องชายของนาง"
ซูหลิงยิ้มมุมปาก "งานเลี้ยงวันเกิดหรือ... ช่างเป็นโอกาสอันดีเสียจริง"
"ฮองเฮาจะทรงเสด็จไปร่วมงานเลี้ยงด้วยหรือเพคะ" เหมยลี่ถามด้วยความสงสัย
"แน่นอนสิ" ซูหลิงตอบ "ข้าในฐานะฮองเฮาย่อมต้องไปแสดงความยินดีกับน้องชายของน้องสาวของข้าอยู่แล้วมิใช่หรือ"
ในวันรุ่งขึ้น ซูหลิงในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้ม ประดับด้วยปิ่นปักผมหงส์ทองสง่างาม เสด็จไปยังตำหนักวารีทิพย์พร้อมด้วยเหมยลี่และนางกำนัลอีกสองสามคน งานเลี้ยงดูอบอุ่นและเป็นกันเอง มีสนมคนอื่นๆ และขุนนางบางส่วนมาร่วมงานด้วย กุ้ยเฟยหลินในชุดสีแดงสดดูโดดเด่นสะดุดตา นางยืนต้อนรับแขกเหรื่อด้วยรอยยิ้มที่ดูสดใสกว่าปกติ
เมื่อเห็นฮองเฮาเสด็จมา กุ้ยเฟยหลินก็รีบเข้ามาถวายความเคารพ "หม่อมฉันถวายพระพรฮองเฮาเพคะ ไม่คิดว่าฮองเฮาจะทรงให้เกียรติเสด็จมาในงานเลี้ยงเล็กๆ ของหม่อมฉัน"
"เหตุใดข้าจะไม่มาเล่า" ซูหลิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น "วันเกิดของน้องชายเจ้า ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี ข้าขอแสดงความยินดีด้วย" ซูหลิงมอบกล่องผ้าไหมบรรจุของขวัญให้แก่กุ้ยเฟยหลิน "นี่คือของขวัญเล็กน้อยจากข้า ขอให้น้องชายของเจ้ามีความสุขความเจริญ"
กุ้ยเฟยหลินรับของขวัญด้วยความประหลาดใจ นางไม่คิดว่าฮองเฮาจะมาด้วยท่าทีที่เป็นมิตรเช่นนี้ "ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันจะนำไปมอบให้น้องชายเพคะ"
ซูหลิงเดินเข้าไปในงานเลี้ยง สายตากวาดมองไปรอบๆ พยายามสังเกตทุกรายละเอียด เธอมองเห็นหลินเจิ้ง น้องชายของกุ้ยเฟยหลิน กำลังหัวเราะอย่างรื่นเริงอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆ ของเขา บุรุษหนุ่มผู้นี้ดูเจ้าสำราญและไม่ระมัดระวังตัวเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนับเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ
"เหมยลี่ เจ้าจงไปสังเกตหลินเจิ้งให้ดี" ซูหลิงกระซิบ "ดูว่าเขาสนทนากับผู้ใดบ้าง และมีท่าทีอย่างไร"
เหมยลี่พยักหน้าและแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มนางกำนัลที่กำลังปรนนิบัติแขกเหรื่อ ซูหลิงเดินไปทักทายสนมคนอื่นๆ พลางจิบชาและชิมขนมที่จัดเตรียมไว้ นางวางตัวได้อย่างสง่างามและเป็นธรรมชาติ จนไม่มีใครสามารถจับพิรุธได้
ไม่นานนัก หัวหน้าขันทีจางก็ปรากฏตัวขึ้นในงานเลี้ยง เขานำของกำนัลมามอบให้หลินเจิ้งในนามขององค์จักรพรรดิ การมาของเขาทำให้งานเลี้ยงดูมีเกียรติมากขึ้น ซูหลิงแอบส่งสายตาให้หัวหน้าขันทีจาง เขามองตอบกลับมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหมาย ราวกับต้องการจะบอกว่าเขากำลังดำเนินการตามคำสั่งของนางอยู่
ระหว่างที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับงานเลี้ยง ซูหลิงสังเกตเห็นว่าหลินเจิ้งแอบออกไปจากงานเลี้ยงพร้อมกับชายแปลกหน้าคนหนึ่ง พวกเขาเดินไปยังมุมที่ลับตาคน และเริ่มพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด ซูหลิงส่งสายตาให้เหมยลี่ เหมยลี่เข้าใจในทันทีและแอบตามชายทั้งสองคนไปอย่างเงียบเชียบ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เหมยลี่กลับมาพร้อมกับสีหน้าที่ตื่นเต้นระคนหวาดระแวง
"ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันได้ยินเรื่องสำคัญมาเพคะ" เหมยลี่กระซิบเสียงเบาหวิว "หลินเจิ้งกำลังเจรจากับพ่อค้าคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อเสบียงสำหรับกองทัพเพคะ พวกเขากำลังวางแผนที่จะโกงเงินหลวง โดยการจัดซื้อเสบียงที่ไม่มีคุณภาพในราคาที่สูงเกินจริง และแบ่งส่วนต่างกันเพคะ"
หัวใจของซูหลิงเต้นระรัวในอก นี่คือหลักฐานที่นางต้องการ! หลักฐานที่จะใช้โค่นล้มตระกูลหลินและกุ้ยเฟยหลินได้อย่างหมดจด
"เจ้าแน่ใจหรือเหมยลี่" ซูหลิงถาม
"เพคะ หม่อมฉันได้ยินด้วยหูของตัวเอง พวกเขากำลังพูดถึงรายละเอียดของแผนการอย่างชัดเจนเพคะ" เหมยลี่ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ซูหลิงมองไปยังกุ้ยเฟยหลินที่กำลังหัวเราะอย่างรื่นเริงอยู่ท่ามกลางแขกเหรื่อ รอยยิ้มของนางดูสดใส แต่ซูหลิงรู้ดีว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นซ่อนเร้นความทะเยอทะยานและสกปรก นางกำลังใช้ความโปรดปรานขององค์จักรพรรดิเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และนั่นคือสิ่งที่ซูหลิงจะไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้น
"ดีมากเหมยลี่" ซูหลิงเอ่ย "เจ้าจงไปบอกหัวหน้าขันทีจางให้เตรียมการทุกอย่างให้พร้อม ข้าต้องการให้เรื่องนี้ถูกเปิดโปงออกไปในเวลาที่เหมาะสมที่สุด"
เหมยลี่พยักหน้าและรีบเดินออกไป ซูหลิงยกจอกชาขึ้นจิบ แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีที่กำลังจ้องมองเหยื่อ นางรู้ดีว่าเกมนี้ยังไม่จบ แต่ชัยชนะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว การลับคมดาบในเงามืดกำลังจะสิ้นสุดลง และถึงเวลาที่ดาบนั้นจะถูกชักออกมาฟาดฟันศัตรูให้ราบคาบ
ในค่ำคืนนั้น ซูหลิงนอนไม่หลับ นางทบทวนแผนการในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกก้าวเดินจะต้องระมัดระวัง ทุกหมากที่วางลงจะต้องแม่นยำ หากผิดพลาดแม้เพียงก้าวเดียว อาจหมายถึงความพ่ายแพ้และหายนะของนางได้ แต่ซูหลิงก็มิได้รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว ความเจ็บปวดในอดีตได้หล่อหลอมให้นางแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยว นางจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายชีวิตของนางได้อีก นางจะต่อสู้เพื่ออำนาจ เพื่อการเอาชีวิตรอด และเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำไป
แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในตำหนักจื่อเวย ส่องต้องใบหน้าของฮองเฮาผู้กำลังวางแผนการอันแยบยล แววตาของนางฉายแววอันตราย ดุจพยัคฆ์ที่กำลังจะออกล่า ไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งนางได้อีกแล้ว

พิษรักบัลลังก์เลือด
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก