ฤดูหนาวเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งวังหลวง ลมหนาวพัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นไอของความเยือกเย็น ดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์เริ่มแย้มบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ ดุจดั่งความหวังเล็กๆ ที่ยังคงมีอยู่ในใจของซูหลิง แม้ว่าวังวนแห่งอำนาจจะยังคงเต็มไปด้วยเล่ห์กลและยาพิษ แต่สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ
หลังจากสนมหลิวได้นำความลับเรื่องแผนการแก้แค้นของกุ้ยเฟยหลินมาบอก ซูหลิงก็มิได้นิ่งนอนใจ นางได้สั่งการให้หัวหน้าขันทีจางเพิ่มการจับตาดูกุ้ยเฟยหลินและผู้ที่เกี่ยวข้องกับนางอย่างเข้มงวด ผลจากการสืบสวนทำให้ซูหลิงได้รู้ว่ากุ้ยเฟยหลินมิได้ยอมแพ้จริงอย่างที่นางคาดไว้ นางยังคงพยายามที่จะรวบรวมพรรคพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดานางกำนัลและขันทีเก่าแก่ที่เคยภักดีต่อตระกูลหลิน เพื่อเตรียมการที่จะโค่นล้มซูหลิงให้ได้
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ องค์จักรพรรดิหลิงเทียนทรงเริ่มมีท่าทีที่เปลี่ยนไป พระองค์ทรงเรียกซูหลิงเข้าไปถวายงานบ่อยครั้งขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการบริหารวังหลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรึกษาหารือเรื่องราชกิจบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ไม่เคยทำมาก่อนนับตั้งแต่วันอภิเษกสมรส
ในบ่ายวันหนึ่ง องค์จักรพรรดิหลิงเทียนทรงเรียกซูหลิงให้ไปที่ห้องทรงพระอักษร ซูหลิงในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม เดินเข้าไปในห้องทรงพระอักษรด้วยความสงบ นางโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ถวายพระพรองค์จักรพรรดิเพคะ"
องค์จักรพรรดิหลิงเทียนทรงเงยพระพักตร์ขึ้นจากกองฎีกา พระองค์ทอดพระเนตรซูหลิงด้วยแววตาที่ลึกล้ำ ยากจะคาดเดาความรู้สึกของพระองค์ได้ "ลุกขึ้นเถิดฮองเฮา"
ซูหลิงลุกขึ้นยืนตรง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ส่องต้องใบหน้าขององค์จักรพรรดิให้ดูคมคาย หากแต่ยังคงเย็นชา
"วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องการจะปรึกษาเจ้า" องค์จักรพรรดิทรงกล่าวด้วยพระสุรเสียงราบเรียบ "เรื่องการแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดีคนใหม่"
ซูหลิงเลิกคิ้วเล็กน้อย นี่เป็นเรื่องราชกิจที่สำคัญยิ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วองค์จักรพรรดิจะไม่ทรงปรึกษาหารือกับฮองเฮาเลย
"ทูลองค์จักรพรรดิเพคะ เรื่องการแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดีเป็นเรื่องใหญ่ หม่อมฉันคงไม่มีความสามารถพอที่จะให้คำแนะนำได้เพคะ" ซูหลิงกล่าวอย่างถ่อมตน
"เจ้าอย่าได้ถ่อมตนไปเลยฮองเฮา" องค์จักรพรรดิทรงกล่าว "ช่วงนี้เจ้าได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการวังหลังได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีความเฉลียวฉลาดและสายตาที่แหลมคม เรื่องการโค่นล้มตระกูลหลินก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว"
หัวใจของซูหลิงเต้นระรัวในอก พระองค์กำลังชมเชยนางอย่างนั้นหรือ? นี่เป็นครั้งแรกที่องค์จักรพรรดิทรงกล่าวชมเชยนางอย่างเปิดเผย นับตั้งแต่วันที่คำสารภาพเย็นชาได้ทำลายหัวใจของนาง
"หม่อมฉันเพียงทำตามหน้าที่ของฮองเฮาเพคะ" ซูหลิงกล่าว
"หน้าที่ของฮองเฮานั้นมิใช่เพียงแค่การดูแลวังหลังเท่านั้น" องค์จักรพรรดิทรงกล่าว "แต่ยังรวมถึงการเป็นที่ปรึกษาและเป็นคู่คิดของจักรพรรดิด้วย" พระองค์ทรงทอดพระเนตรมาที่ซูหลิงอย่างลึกซึ้ง "เจ้ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับท่านเสนาบดีจ้าวและท่านเสนาบดีหวง"
ซูหลิงพยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านในใจ นางเริ่มวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียของเสนาบดีทั้งสองคนอย่างรอบคอบ "ทูลองค์จักรพรรดิเพคะ เสนาบดีจ้าวเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและยึดมั่นในคุณธรรม แต่บางครั้งก็อาจจะขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ส่วนเสนาบดีหวงเป็นผู้ที่มีความสามารถและเฉลียวฉลาด แต่บางครั้งก็อาจจะมากเล่ห์เพทุบายไปบ้างเพคะ"
องค์จักรพรรดิทรงฟังคำวิเคราะห์ของซูหลิงอย่างตั้งพระทัย พระองค์พยักหน้าเล็กน้อย "เจ้าวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องยิ่งนัก แล้วเจ้าคิดว่าผู้ใดเหมาะสมที่จะเป็นอัครมหาเสนาบดีมากกว่ากัน"
ซูหลิงเงียบไปครู่หนึ่ง นางรู้ดีว่าคำตอบของนางจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของราชสำนัก และอาจจะส่งผลต่อตำแหน่งของนางเองด้วย
"ทูลองค์จักรพรรดิเพคะ หากเป็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและความจงรักภักดี เสนาบดีจ้าวเป็นผู้ที่เหมาะสมกว่า แต่หากเป็นเรื่องความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา เสนาบดีหวงเป็นผู้ที่เหนือกว่าเพคะ" ซูหลิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา "แต่หากองค์จักรพรรดิทรงต้องการผู้ที่สามารถนำพาแผ่นดินให้รุ่งเรืองและมั่นคง หม่อมฉันคิดว่าการผสานจุดแข็งของทั้งสองท่านเข้าด้วยกัน อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพคะ"
องค์จักรพรรดิหลิงเทียนทรงจ้องมองซูหลิงอย่างไม่กะพริบตา พระองค์ทรงทอดพระเนตรนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและชื่นชม พระองค์ไม่คาดคิดว่าซูหลิงจะสามารถให้คำแนะนำที่ชาญฉลาดและลึกซึ้งได้ถึงเพียงนี้
"การผสานจุดแข็งของทั้งสองท่านเข้าด้วยกัน... ช่างเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก" องค์จักรพรรดิทรงกล่าวด้วยพระสุรเสียงที่อ่อนโยนขึ้นกว่าปกติ "เจ้าช่างเป็นสตรีที่ฉลาดเฉลียวเกินกว่าที่ข้าจะคาดคิดเสียอีก"
คำชมเชยขององค์จักรพรรดิทำให้หัวใจของซูหลิงอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางพยายามที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย
"ขอบพระทัยองค์จักรพรรดิเพคะ" ซูหลิงกล่าว
"เจ้าไปพักผ่อนเถิดฮองเฮา" องค์จักรพรรดิทรงกล่าว "ข้าจะเก็บคำแนะนำของเจ้าไปพิจารณา"
ซูหลิงโค้งคำนับและเดินออกจากห้องทรงพระอักษรด้วยหัวใจที่เต้นระรัว นางไม่รู้ว่าทำไมองค์จักรพรรดิถึงทรงเปลี่ยนไปเช่นนี้ แต่สิ่งที่นางรู้คือ นี่เป็นโอกาสที่ดีที่นางจะสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพระองค์ และอาจจะช่วงชิงอำนาจกลับคืนมาได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อกลับมาถึงตำหนักจื่อเวย ซูหลิงก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เหมยลี่ฟัง เหมยลี่แสดงความยินดีกับฮองเฮาอย่างออกนอกหน้า
"ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่งนักเพคะ" เหมยลี่กล่าว "องค์จักรพรรดิทรงเริ่มมองเห็นความสามารถของฮองเฮาแล้วเพคะ"
ซูหลิงยิ้มบางๆ "ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้นเหมยลี่ ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดที่จะแน่นอนได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่ประมาท"
ในคืนนั้น ซูหลิงนอนไม่หลับ นางทบทวนคำพูดขององค์จักรพรรดิซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกที่เคยเจ็บปวดและเคียดแค้นเริ่มจางหายไปเล็กน้อย เหลือทิ้งไว้เพียงความหวังที่ริบหรี่ แต่ก็มากพอที่จะจุดประกายให้จิตใจของนางลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
นางมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนผืนหิมะที่ปกคลุมทั่วบริเวณวังหลวง แสงนั้นดูบริสุทธิ์และงดงามราวกับคำสัญญาแห่งการเริ่มต้นใหม่ ซูหลิงรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ายังคงยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ในยามนี้ นางกลับรู้สึกมีพลังและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่าง
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักวารีทิพย์ กุ้ยเฟยหลินที่ถูกกักบริเวณอยู่ ได้รับจดหมายลับฉบับหนึ่งจากผู้ภักดีของนาง ในจดหมายนั้นระบุถึงแผนการที่จะลอบทำร้ายฮองเฮาในพิธีบวงสรวงประจำปีที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า กุ้ยเฟยหลินฉีกยิ้มเย็นเยียบ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความแค้น และความทะเยอทะยานที่ยังคงไม่มอดดับ
นางรู้ดีว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของนาง หากนางสามารถโค่นล้มฮองเฮาได้ นางก็จะสามารถกลับมามีอำนาจอีกครั้ง แต่หากแผนการนี้ล้มเหลว นางก็จะไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีกต่อไป
แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนใบหน้าของกุ้ยเฟยหลิน แววตาของนางฉายแววอันตราย ดุจงูพิษที่กำลังจะฉกกัดเหยื่อของตนเอง
ในอีกด้านหนึ่ง องค์จักรพรรดิหลิงเทียนทรงประทับอยู่หน้าโต๊ะทรงพระอักษร พระองค์ทรงถือภาพวาดภาพหนึ่งไว้ในพระหัตถ์ ภาพนั้นเป็นภาพของซูหลิงในวัยเยาว์ ที่เคยร่าเริงและสดใส แต่บัดนี้แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความแข็งแกร่ง พระองค์ทรงทอดพระเนตรภาพนั้นอย่างเงียบงัน พระพักตร์ของพระองค์ฉายแววครุ่นคิดและซับซ้อน ยากจะคาดเดาความรู้สึกที่แท้จริงของพระองค์ได้
"ซูหลิง..." องค์จักรพรรดิทรงพึมพำกับตัวเอง "เจ้าได้เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน"
พระองค์ทรงวางภาพวาดลงบนโต๊ะ ดวงตาของพระองค์มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามค่ำคืนดูมืดมิดและลึกลับ แต่ภายใต้ความมืดมิดนั้น กลับซ่อนเร้นความลับที่ยากจะหยั่งถึง
สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และไม่มีใครรู้ว่าอนาคตของวังหลวงแห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เกมแห่งอำนาจที่เต็มไปด้วยพิษรักและบัลลังก์เลือด กำลังจะเข้าสู่บทบาทที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

พิษรักบัลลังก์เลือด
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก