จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

ตอนที่ 7 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

34 ตอน · 1,048 คำ

รุ่งอรุณแรกหลังจากราตรีแห่งการนองเลือดสาดแสงสีทองอ่อนโยนอาบไล้ตำหนักหยกขาวที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลจากการศึก โถงทางเดินที่เคยประดับประดาด้วยผ้าไหมและเครื่องลายคราม งัดตอนนี้กลับมีร่องรอยคราบเขม่าและสะเก็ดหินที่กระเด็นจากแรงระเบิด ทว่า ท่ามกลางซากปรักหักพังและความเงียบงันที่เข้าแทนที่เสียงกรีดร้องและคมดาบ ชัยชนะอันหอมหวานก็ฉายชัดอยู่ในแววตาของผู้รอดชีวิต

หลิวซูเฟยยืนอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ทองคำที่ยังคงความสง่างามแม้จะถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันและเศษปูนที่ร่วงหล่น ชุดเกราะสีเงินของนางยังคงมีรอยเลือดแห้งกรัง ไม่ใช่เลือดของนาง ‌แต่เป็นของศัตรูที่นางสยบลงด้วยคมดาบและไหวพริบ ผมยาวดำขลับหลุดลุ่ยจากมวยผม ดวงตาหงส์คู่งามฉายแววอ่อนล้า แต่ก็ฉายประกายแห่งชัยชนะและความภาคภูมิใจ

องค์ฮ่องเต้ประทับยืนอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ ไม่ใช่ประทับนั่งอย่างเคย พระองค์ทรงก้าวลงมาจากแท่นบัลลังก์ ทอดพระเนตรไปยังหลิวซูเฟยด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ท่ามกลางความเงียบงันของเหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีที่ยืนรายล้อมอยู่เบื้องหลัง

"แม่ทัพหลิวซูเฟย" ​สุรเสียงขององค์ฮ่องเต้ดังกังวานขึ้นแผ่วเบา แต่เปี่ยมด้วยพลัง "เจ้าได้กอบกู้แผ่นดิน กอบกู้ราชบัลลังก์นี้ไว้ด้วยความกล้าหาญและความสามารถอันหาใดเทียบ แผนการของหลี่เจิ้นถูกทำลายลงสิ้น กองทัพกบฏถูกปราบปรามราบคาบ ความดีความชอบของเจ้าในครั้งนี้ สมควรได้รับการตอบแทนอย่างยิ่งยวด"

หลิวซูเฟยคุกเข่าลงทันที ‍ศีรษะก้มต่ำลงจนจรดพื้น "เป็นบุญของหม่อมฉันที่ได้ถวายชีวิตรับใช้ใต้ฝ่าพระบาทพ่ะย่ะค่ะ"

องค์ฮ่องเต้เสด็จลงมาประทับยืนตรงหน้านาง ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นจับไหล่ของนางเบาๆ "ลุกขึ้นเถิด แม่ทัพหงส์"

เมื่อหลิวซูเฟยลุกขึ้นยืน องค์ฮ่องเต้ก็ทรงหยิบตราหยกรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพ ออกมาจากซองผ้าไหมที่ขันทีน้อยถวายมาให้

"นับแต่นี้เป็นต้นไป ‌เจ้าคือผู้บัญชาการทัพบูรพาพยัคฆ์ดำ ข้าขอแต่งตั้งเจ้าเป็นจอมทัพสูงสุดแห่งพยัคฆ์พิทักษ์แผ่นดิน มีอำนาจบัญชาการกองทัพทั้งหมดทุกหน่วยในยามศึกสงคราม บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวง จักต้องฟังคำสั่งของเจ้าดังเช่นคำสั่งของข้า" องค์ฮ่องเต้ตรัสเสียงหนักแน่น พร้อมกับวางตราหยกอันศักดิ์สิทธิ์ลงบนฝ่ามือของหลิวซูเฟย ตราหยกที่เย็นเฉียบราวกับจะหลอมรวมกับกระดูกของนาง

เสียงฮือฮาแผ่วเบาเกิดขึ้นในหมู่ขุนนาง ‍ตำแหน่งจอมทัพสูงสุดแห่งพยัคฆ์พิทักษ์แผ่นดินนี้ เป็นตำแหน่งที่ไม่เคยมีสตรีใดได้ครอบครองมาก่อน และเป็นตำแหน่งที่เคยว่างเว้นมานานนับสิบปี การที่องค์ฮ่องเต้พระราชทานให้สตรีผู้หนึ่ง ยิ่งบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นที่เปี่ยมล้น และความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีผู้กอบกู้แผ่นดินอย่างแท้จริง

หลิวซูเฟยกอบกำตราหยกไว้แน่น นางสัมผัสได้ถึงพลังและความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่ถาโถมเข้ามา "หม่อมฉันขอรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ ​ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะภักดีต่อแผ่นดินและใต้ฝ่าพระบาทจนกว่าชีวิตจะหาไม่"

ทว่า ความสุขจากชัยชนะและเกียรติยศนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก

ในห้องประชุมลับที่เต็มไปด้วยแผนที่และตำราพิชัยสงคราม แสงเทียนสลัวสะท้อนเงาของเหล่าแม่ทัพและขุนนางผู้ใหญ่ที่นั่งล้อมโต๊ะกลม เบื้องหน้าพวกเขาคือแผนที่ขนาดใหญ่ของแคว้นต้าหลง ที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกสีแดงและสีดำ

"ข่าวกรองล่าสุดยืนยันว่า หลี่เจิ้นมิได้ถูกจับกุมตัวตาย พรรคพวกของมันสามารถช่วยเหลือมันให้หลบหนีออกไปได้" แม่ทัพเฉินเหว่ย ​ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ กองกำลังที่ภักดีต่อมันยังคงกระจายตัวอยู่ตามหัวเมืองชายแดนบางแห่ง โดยเฉพาะทางทิศเหนือและทิศตะวันตก พวกมันกำลังรวมตัวกันใหม่ และได้ส่งคนไปติดต่อกับพวกอนารยชนทางเหนือ"

หัวใจของหลิวซูเฟยรู้สึกวูบไหวราวกับถูกกระชากลงสู่ห้วงเหว พวกอนารยชนทางเหนือ… ชนเผ่าเร่ร่อนผู้ดุร้ายที่เคยเป็นภัยคุกคามของแคว้นต้าหลงมานานนับศตวรรษ ​พวกมันถูกปราบปรามและสงบลงไปช่วงหนึ่ง แต่การที่หลี่เจิ้นไปสมคบคิดกับพวกมัน ย่อมหมายถึงหายนะครั้งใหญ่หลวง

"พวกอนารยชนทางเหนือได้ทำการเคลื่อนไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ" แม่ทัพทัพหน้าอีกคนรายงานเสียงสั่นเครือ "กองกำลังเล็กๆ ของพวกมันได้รุกล้ำเข้ามาในเขตชายแดนหลายครั้งในช่วงสิบวันที่ผ่านมา และเมื่อสองวันก่อนนี้ พวกมันได้เข้าโจมตีค่ายพิทักษ์ชิงหลง ที่เป็นด่านหน้าสำคัญของเรา ผู้บัญชาการค่ายและทหารกว่าห้าร้อยนาย เสียชีวิตทั้งหมด"

ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนต่างทราบดีถึงความหมายของการสูญเสียค่ายชิงหลง นั่นคือประตูบานแรกที่เปิดออกสู่ใจกลางแคว้น การที่พวกอนารยชนสามารถยึดได้ แสดงว่าพวกมันไม่ได้โจมตีแบบฉาบฉวยอีกต่อไปแล้ว แต่มุ่งมั่นที่จะรุกรานอย่างเต็มรูปแบบ

"ใต้ฝ่าพระบาททรงมีพระราชโองการให้จัดทัพใหญ่ขึ้นสู่ทิศเหนือโดยด่วน" จิ้นหวาง องค์ชายรองผู้เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้และเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ ตรัสด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "และทรงมอบหมายให้จอมทัพหลิวซูเฟยเป็นผู้บัญชาการทัพหลวงทั้งหมด"

สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่หลิวซูเฟย แววตาที่มองมามีทั้งความเคารพ ความกังวล และบางคนก็มีความอิจฉาปะปนอยู่ สตรีผู้หนึ่งต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งขนาดนี้ได้อย่างไร

หลิวซูเฟยลุกขึ้นยืน นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ดวงตาหงส์กลับมาฉายแววเฉียบคมอีกครั้ง "แผนที่มา" นางออกคำสั่งเสียงเรียบ "ข้าต้องการข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับกำลังทัพของศัตรู แหล่งเสบียงเส้นทางลำเลียง และจุดอ่อนของพวกมันทั้งหมด"

ตลอดสัปดาห์ต่อมา หลิวซูเฟยแทบมิได้หลับนอน นางทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการวางแผนการรบ ประชุมกับเหล่าแม่ทัพนายกอง พิจารณาการจัดกำลังพล การฝึกซ้อมทหารที่ยังเหลืออยู่ เสบียงอาหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ทุกชิ้นถูกตรวจสอบและจัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน กองทัพของต้าหลงบอบช้ำอย่างหนักจากการรบภายใน การฟื้นฟูและเตรียมพร้อมสำหรับการศึกครั้งใหม่นี้เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

"แม่ทัพหลิว ท่านต้องพักผ่อนบ้างเถิดพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หลิง รองแม่ทัพคู่ใจและสหายสนิทของนางเอ่ยอย่างเป็นห่วง "ท่านไม่ได้หลับมาสามวันเต็มแล้ว"

หลิวซูเฟยเงยหน้าขึ้นจากแผนที่ ดวงตาแดงก่ำจากการอดนอน "ข้าจะพักผ่อนได้อย่างไร ในเมื่อแผ่นดินกำลังถูกคุกคาม สหายของเราถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ข้าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องพวกเขา ปกป้องแคว้นต้าหลงนี้" นางเอ่ยเสียงแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไร้ขีดจำกัด

ภายนอกค่ายหลวง เสียงกลองศึกดังกึกก้อง สายลมพัดธงหงส์สีทองผงาดคู่กับธงมังกรขององค์ฮ่องเต้บนยอดเสาสูง กองทัพสามแสนนายเคลื่อนพลจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ เสียงฝีเท้าม้าและเสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วแผ่นดิน ราวกับจะสะท้อนถึงความหวาดหวั่นที่เกาะกุมอยู่ในใจของผู้คน

หลิวซูเฟยนั่งอยู่บนหลังม้าสีดำสนิทนำทัพ ใบหน้าของนางเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความตื่นตัวทุกขณะจิต นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบกาย สังเกตทุกการเคลื่อนไหวของทหารและสภาพแวดล้อม นางรู้ดีว่าการศึกครั้งนี้จะไม่ง่ายดายนัก หลี่เจิ้นผู้ทรยศยังคงมีชีวิตอยู่ และอิทธิพลของมันยังคงแฝงเร้นอยู่ในทุกหย่อมหญ้า

ขบวนทัพเคลื่อนผ่านหุบเขาและป่าทึบไปได้สองวัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดผิดปกติ หลิวซูเฟยเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล สัญชาตญาณของแม่ทัพผู้ผ่านศึกโชกโชนของนางส่งสัญญาณเตือนภัย

"ส่งหน่วยลาดตระเวนไปสำรวจเส้นทางข้างหน้าให้ถี่ขึ้น!" นางออกคำสั่งเสียงเข้ม

แต่ก่อนที่หน่วยลาดตระเวนจะทันได้กลับมา รายงานด่วนที่สุดก็ถูกส่งตรงมาถึงมือของนาง เป็นจดหมายปิดผนึกด้วยตราประจำตระกูลลับของหน่วยข่าวกรองที่นางสร้างขึ้นมาเอง

เมื่อหลิวซูเฟยแกะผนึกออกอ่าน ดวงตาหงส์คู่งามของนางก็เบิกกว้างขึ้นทันที โลหิตในกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง รายงานระบุว่า "ค่ายหน้าพิทักษ์ฉางอาน" ซึ่งเป็นค่ายแรกที่ตั้งขึ้นเพื่อป้องกันการบุกของพวกอนารยชน ได้ถูกโจมตีและแตกพ่ายลงอย่างรวดเร็ว กองกำลังทัพหน้าที่ถูกส่งไปประจำการล่วงหน้ากว่าหนึ่งหมื่นนาย สังเวยชีวิตทั้งหมด แต่สิ่งที่ทำให้หลิวซูเฟยแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองคือ รูปแบบการโจมตีและอาวุธที่ใช้ ไม่ใช่ของพวกอนารยชน หากแต่เป็นอาวุธและยุทธวิธีการรบที่คุ้นเคย ราวกับว่า... ราวกับว่าพวกมันคือทหารของต้าหลงเอง!

และที่สำคัญที่สุด รายงานยังระบุอีกว่า ผู้นำที่บุกโจมตีค่ายฉางอานนั้น ไม่ใช่แม่ทัพอนารยชน แต่เป็นบุคคลที่เคยเป็นสหายร่วมรบของหลิวซูเฟยเอง... เป็นรองแม่ทัพหลินจือ ผู้ที่นางไว้วางใจและเป็นผู้ที่รับผิดชอบการจัดตั้งค่ายฉางอานด้วยตัวเอง!

หลิวซูเฟยกำจดหมายในมือแน่นจนยับย่น ความรู้สึกเจ็บปวดเสียดแทงราวกับมีดกรีดลงไปกลางใจ แผนการทั้งหมดที่นางวางไว้พังทลายลงในพริบตา ศัตรูไม่ได้อยู่แค่เบื้องหน้า แต่ได้แทรกซึมเข้ามายืนอยู่เบื้องหลังนางมาโดยตลอด... ไม่ใช่แค่หลี่เจิ้นที่ยังรอดชีวิต แต่ขบวนการกบฏยังคงมีเครือข่ายที่ซ่อนเร้นลึกกว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก และบัดนี้ หนึ่งในผู้ที่นางเชื่อใจที่สุดได้กลายเป็นหอกข้างแคร่ พุ่งตรงเข้าใส่จากข้างหลัง!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!