จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

ตอนที่ 12 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

34 ตอน · 1,649 คำ

รุ่งอรุณที่สี่หลังจากการจลาจล แสงสีทองอ่อนทาบทับลงบนพระราชวังหลวงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นอีกครั้ง ทว่าความสงบนั้นเปรียบดั่งผืนน้ำนิ่งที่ซ่อนกระแสน้ำเชี่ยวกรากเบื้องล่าง แม้คราบเลือดและเขม่าดินปืนจะถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น แต่บาดแผลที่ฝังลึกในจิตใจของผู้คนกลับยังคงฉกรรจ์เกินกว่าจะเยียวยาได้ในชั่วข้ามคืน

หลิวซูเฟยนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานไม้จันทน์หอมในห้องส่วนตัวของกรมบัญชาการทหาร สีหน้าของนางดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้ทอประกายความเหนื่อยอ่อนที่ยากจะปกปิด ‌อาภรณ์สีเข้มเรียบง่ายที่นางสวมใส่ยิ่งขับเน้นความซีดเซียวบนใบหน้าให้เด่นชัดขึ้น เบื้องหน้านางคือกองเอกสารที่พอกพูนไปด้วยรายงานสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร แผนที่ขนาดใหญ่แผ่กางอยู่บนโต๊ะ แสดงเส้นประของแนวรบด้านเหนือที่บัดนี้กลับมาตึงเครียดอีกครั้งหลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายภายใน

“ท่านแม่ทัพ สิ่งที่ท่านให้ตรวจสอบเกี่ยวกับกำลังพลที่เข้าร่วมก่อการจลาจล พบบันทึกการเคลื่อนไหวของกองกำลังพยัคฆ์ทมิฬ ซึ่งเป็นหน่วยกองโจรที่เคลื่อนไหวอยู่ตามชายแดนทิศเหนือมาโดยตลอด พลเอกชางแห่งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬได้ถูกจับกุมแล้ว ​เขายืนยันว่าได้รับการว่าจ้างจากใครบางคนในราชสำนัก” ผู้บัญชาการหลี่ นายทหารหนุ่มผู้ภักดีเอ่ยขึ้นขณะยื่นรายงานฉบับหนึ่งให้แก่นาง

หลิวซูเฟยรับรายงานมาเปิดอ่านอย่างเงียบเชียบ ทุกตัวอักษรบนกระดาษหยาบนั้นหนักอึ้งดุจก้อนหิน ใบหน้าของนางเรียบเฉย หากแต่ภายในใจกลับกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก

“ใครคือ ‘ใครบางคน’ ที่เขาเอ่ยถึง” ‍นางถามเสียงเรียบ เงยหน้าขึ้นมองผู้บัญชาการหลี่

“เขาปฏิเสธที่จะเอ่ยชื่อท่านแม่ทัพ แม้จะถูกทรมานอย่างหนัก ทว่า เขากลับสำทับว่า ‘ผู้ที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่ผู้ที่ท่านคิด’ และนั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่เขาจะสิ้นใจ ท่านแม่ทัพ” ‌ผู้บัญชาการหลี่ตอบด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง

หลิวซูเฟยหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจแผ่วเบา ร่องรอยความเจ็บปวดบางอย่างฉายผ่านแววตาเพียงเสี้ยววินาที “กองกำลังพยัคฆ์ทมิฬเป็นที่รู้จักกันดีว่าไม่เคยรับใช้ราชสำนัก ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม พวกมันเป็นเพียงโจรปล้นสะดมที่เร่ร่อนไปตามชายแดน การที่พวกมันมาปรากฏตัวใจกลางเมืองหลวง แถมยังจัดระเบียบการโจมตีได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ ‍แสดงว่าเบื้องหลังย่อมไม่ใช่เพียงแค่เงินตรา”

“ท่านแม่ทัพหมายความว่า…” ผู้บัญชาการหลี่เว้นวรรค ท่าทางฉงน

“หมายความว่ามีอำนาจที่เหนือกว่าเข้ามาเกี่ยวข้อง อำนาจที่สามารถบงการกองโจรให้กลายเป็นทัพหน้า และปิดปากคนของตัวเองได้แม้ความตายจะมาเยือน” หลิวซูเฟยกล่าว ดวงตาของนางเปิดขึ้นอีกครั้ง ความเหนื่อยล้ายังคงมีอยู่ ​แต่แฝงด้วยประกายแห่งความเด็ดเดี่ยว “ตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมดของพลเอกชาง และคนสนิทของเขา ยิ่งละเอียดได้เท่าไรยิ่งดี”

“รับทราบขอรับ” ผู้บัญชาการหลี่คำนับและถอยออกไป

หลิวซูเฟยเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาจับจ้องไปที่แผนที่เบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย ภายใต้ความสงบที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบ ความแตกแยกและรอยร้าวที่ฝังลึกในราชสำนักกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น ​นางรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมายังนาง นับตั้งแต่การปราบปรามกบฏสำเร็จ นางได้กลายเป็นเสาหลักของแผ่นดินในสายตาประชาชน แต่ในราชสำนัก นางได้กลายเป็นเป้าสายตาของทั้งผู้ที่ชื่นชมและผู้ที่ริษยา ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหงส์ที่เคยเป็นของบิดา บัดนี้ได้ตกมาสู่นางอย่างเต็มตัว พร้อมกับอำนาจที่เพิ่มขึ้นและภาระที่หนักอึ้งกว่าเดิม

เมื่อการประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนสิ้นสุดลง ​หลิวซูเฟยยังคงอยู่ในห้องทำงาน นางรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เกาะกุมทั้งกายและใจ ยามนี้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว แสงจันทร์สีนวลสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ เผยให้เห็นคราบเขม่าจางๆ ที่ยังคงเกาะติดอยู่ตามซอกมุมของห้อง

นางลุกขึ้นยืน เดินไปยังหน้าต่างบานใหญ่ พลางมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด เสียงลมหวีดหวิวพัดพาความหนาวเย็นเข้ามา กลิ่นอายของฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ในใจของนางเต็มไปด้วยความกังวล แม้ภายนอกจะสงบลงแล้ว แต่ภายในยังคงคุกรุ่นด้วยเพลิงแห่งความไม่ไว้วางใจ นางจำต้องแข็งแกร่งเพื่อปกป้องทุกสิ่ง แต่นางก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง มีความรู้สึกและหัวใจที่อ่อนล้าเป็น

คืนนั้น หลิวซูเฟยใช้เวลาส่วนใหญ่กับการพิจารณาเอกสารลับที่ถูกนำมาส่งให้นางโดยตรง เป็นบันทึกที่รวบรวมคำให้การจากเหล่ากบฏที่ถูกจับเป็นและยังคงมีชีวิตอยู่ ทุกคำพูดถูกกลั่นกรองและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน หลิวซูเฟยจดจ่ออยู่กับการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายเหล่านี้ หลายชื่อถูกเอ่ยถึง หลายคนถูกสงสัย แต่ไม่มีใครที่สามารถเชื่อมโยงโดยตรงไปยัง “ผู้บงการ” ที่พลเอกชางกล่าวถึง

เวลาล่วงเลยไปจนดึกดื่น หลิวซูเฟยขยับตัวเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้า พลางหยิบกล่องไม้เก่าๆ ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือขึ้นมา มันเป็นกล่องที่บรรจุสิ่งของส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่นางเก็บรักษาไว้ สิ่งของเหล่านั้นเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจถึงวันเวลาที่พ้นผ่านและผู้คนในอดีตที่ครั้งหนึ่งเคยสำคัญกับนาง ในกล่องมีปิ่นปักผมที่บิดาเคยให้เมื่อครั้งยังเยาว์ ผ้าเช็ดหน้าปักลายผีเสื้อที่มารดาเคยทิ้งไว้ให้ และจี้หยกขนาดเล็กที่สลักลายมังกรโอบอุ้มหงส์อย่างงดงาม มันเป็นจี้ที่...

ทันใดนั้น ดวงตาของหลิวซูเฟยก็เบิกกว้างขึ้น เมื่อนางพินิจมองจี้หยกในมืออีกครั้ง ลายสลักมังกรโอบอุ้มหงส์นี้ ไม่ใช่ของแปลกสำหรับนาง แต่มันกลับเป็นสิ่งที่นางเห็นบ่อยครั้งในเครื่องประดับของ…

“เป็นไปได้อย่างไร…” นางพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าแทบไม่ได้ยิน

จี้หยกในมือหลิวซูเฟยเป็นของคู่กันกับจี้อีกชิ้นหนึ่งที่นางเคยเห็น จี้ที่ประดับอยู่บนอาภรณ์ของ ‘สนมเหมย’ สนมเอกขององค์จักรพรรดิ ผู้ที่ได้ชื่อว่างดงามและอ่อนโยนที่สุดในวังหลวง จี้ของสนมเหมยมีลายสลักเป็นรูปหงส์ ส่วนจี้ของนางเป็นรูปมังกร สื่อถึงจักรพรรดิและจักรพรรดินี แต่ทว่าสนมเหมยเป็นเพียงสนมเอก ไม่ใช่จักรพรรดินี และจี้ที่นางเห็นนั้นก็ไม่ใช่จี้ราชวงศ์ หากแต่เป็นจี้ส่วนตัวที่สนมเหมยมักจะสวมติดกายอยู่เสมอ

หลิวซูเฟยพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับสนมเหมย นางเป็นสตรีที่งามสง่า อ่อนหวาน และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง นางมักจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และมักจะใช้ชีวิตอย่างสันโดษในตำหนักจันทร์กระจ่าง การที่จี้ที่มีลวดลายใกล้เคียงกับจี้ที่พบในตำหนักของหัวหน้ากบฏปรากฏอยู่ในมือของนางนั้น สร้างความสับสนอย่างใหญ่หลวงให้กับหลิวซูเฟย

นางรีบพลิกกล่องไม้เก่าๆ นั้นอย่างรวดเร็วเพื่อหาเศษกระดาษที่ติดมากับจี้หยกเมื่อครั้งที่บิดาของนางนำมาให้เมื่อหลายปีก่อน บนเศษกระดาษเล็กๆ ที่เหลืองกรอบตามกาลเวลา มีตัวอักษรจีนโบราณเขียนไว้ด้วยหมึกสีจางๆ ว่า “จี้มังกรคู่นี้ จงเก็บรักษาไว้ให้ดี มันคือสัญลักษณ์แห่งพันธะสัญญาที่เคยมีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้”

หลิวซูเฟยจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด ความสับสนปะปนกับความกังวล จี้หยกนี้เป็นของเก่าแก่ที่ตกทอดมาในตระกูลหลิว บิดาของนางเคยเล่าว่ามันเป็นของขวัญจากมิตรสหายในอดีต แต่ไม่เคยระบุชัดเจนว่าจากใคร

จี้หงส์ของสนมเหมย… และจี้มังกรของตระกูลหลิว… ความเชื่อมโยงที่ไม่อาจมองข้ามได้

หากสนมเหมยเกี่ยวข้องกับการจลาจลครั้งนี้จริง นั่นย่อมหมายความว่าการทรยศครั้งนี้ไม่ได้มาจากภายนอก หรือจากพวกขุนนางที่โลภโมโทสันเท่านั้น แต่มันมาจาก ‘ภายใน’ อย่างแท้จริง จากบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิที่สุด

แต่ทำไม? สนมเหมยมีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำเช่นนั้น นางดูเหมือนไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองใดๆ เลย

หลิวซูเฟยตัดสินใจแล้ว นางจะไม่สามารถนอนหลับอย่างสงบได้หากยังไม่ไขข้อข้องใจนี้ให้กระจ่าง นางลุกขึ้นยืน จัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย ใบหน้าฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“หลิงหลง” นางเรียกหาบ่าวคนสนิทที่เฝ้าอยู่นอกห้อง

“เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ” หลิงหลงตอบ พลางก้าวเข้ามาในห้อง

“เจ้าไปเตรียมชุดที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับข้า และเตรียมรถม้าส่วนตัวคันเล็ก ข้าจะไปเยี่ยมเยียนสนมเหมยที่ตำหนักจันทร์กระจ่าง” หลิวซูเฟยสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ซ่อนความหนักแน่นเอาไว้

หลิงหลงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางไม่คิดว่าท่านแม่ทัพจะอยากไปเยี่ยมเยียนสนมเหมยในยามวิกาลเช่นนี้ แต่ก็มิได้ซักถามอันใด “เจ้าค่ะ ข้าจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้”

ไม่นานนัก หลิวซูเฟยในชุดอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมผืนบาง ก็เดินทางมาถึงตำหนักจันทร์กระจ่าง ตำหนักแห่งนี้ตั้งอยู่ในส่วนที่เงียบสงบที่สุดของพระราชวัง รายล้อมไปด้วยหมู่ไม้โบราณและสระบัวที่บัดนี้กลายเป็นน้ำแข็งบางๆ ยามนี้เงียบสงัดราวกับไม่มีผู้คนอาศัยอยู่

นางเดินผ่านประตูตำหนักที่เปิดแง้มเล็กน้อยเข้าไปอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศภายในตำหนักดูมืดสลัว แสงเทียนจากโคมไฟในห้องโถงสาดส่องเพียงริบหรี่ หลิวซูเฟยรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ตำหนักของสนมเอกไม่ควรจะเงียบเหงาและมืดมิดเช่นนี้

“ท่านแม่ทัพหลิวซูเฟยมาเยี่ยมเยียนสนมเหมย โปรดให้สนมเหมยออกมาพบ” หลิวซูเฟยเอ่ยขึ้นเสียงดังพอที่จะได้ยินไปถึงด้านใน

แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ หลิวซูเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย นางก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปอีก ภายในตำหนักเงียบงันจนน่าขนลุก ราวกับไม่มีผู้ใดอยู่เลยแม้แต่คนเดียว หลิวซูเฟยสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นเดียวกับที่สนมเหมยมักจะใช้

เมื่อเดินมาถึงห้องโถงกลาง นางเห็นประตูห้องนอนของสนมเหมยเปิดอ้าอยู่เล็กน้อย แสงจันทร์สาดส่องเข้าไปภายใน เผยให้เห็นเงาร่างเลือนรางบางอย่าง

หลิวซูเฟยก้าวเข้าไปใกล้ประตูช้าๆ หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างประหลาด ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นางผลักประตูให้เปิดออกกว้างขึ้น ภายในห้องนั้นมืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เผยให้เห็นเตียงนอนที่ว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้เรียบร้อย ราวกับไม่มีใครเคยนอน

ทันใดนั้น ดวงตาของหลิวซูเฟยก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง มันคือจี้หยกรูปหงส์อันคุ้นตาของสนมเหมย วางคู่กันกับจี้มังกรขนาดเล็กอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นจี้มังกรที่บิดาของนางเคยบอกว่าเป็นของคู่กันกับจี้หยกมังกรของตระกูลหลิว!

หลิวซูเฟยก้าวเข้าไปใกล้ หยิบจี้ทั้งสองขึ้นมาพินิจ จี้หยกมังกรชิ้นเล็กนี้มีลักษณะคล้ายกับจี้มังกรของนางอย่างน่าประหลาด เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ราวกับเป็นแบบจำลอง

ขณะที่นางกำลังพินิจจี้หยกทั้งสองชิ้นอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังมาจากด้านหลัง หลิวซูเฟยหันขวับไปตามเสียงนั้นอย่างรวดเร็ว ด้วยสัญชาตญาณของนักรบ

เบื้องหลังนางคือเงาร่างสูงโปร่งของสตรีผู้หนึ่ง ยืนอยู่กลางประตูห้อง นางสวมชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ผมดำขลับยาวสลวย ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติ หากแต่ดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายเย็นชาผิดจากความอ่อนหวานที่หลิวซูเฟยเคยรู้จัก

“ท่านแม่ทัพหลิวซูเฟย ช่างบังเอิญนักที่มาเยี่ยมเยียนข้าในยามวิกาลเช่นนี้” สนมเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความเยือกเย็นจนน่าขนลุก ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูคล้ายจะเย้ยหยันมากกว่าเป็นมิตร

หลิวซูเฟยจ้องมองสนมเหมยอย่างไม่กะพริบตา ในมือของสนมเหมยถือพัดขนนกสีขาวบริสุทธิ์ แต่ปลายพัดนั้นกลับมีเงาสะท้อนของโลหะบางอย่างที่คมกริบซ่อนอยู่

“สนมเหมย… จี้หยกคู่นี้มีความหมายอันใด” หลิวซูเฟยถาม น้ำเสียงสงบนิ่ง หากแต่แฝงด้วยความกดดัน

สนมเหมยหัวเราะเบาๆ “ท่านแม่ทัพช่างสังเกตยิ่งนัก… จี้คู่นี้มีความหมายมากมายเกินกว่าที่ท่านจะจินตนาการได้” นางก้าวเข้ามาใกล้หลิวซูเฟยอีกก้าวหนึ่ง ดวงตาของนางจับจ้องไปที่จี้หยกในมือหลิวซูเฟย “มันคือสัญลักษณ์ของ ‘ความภักดี’… และ ‘การทรยศ’ ที่เกี่ยวพันกันมานานนับร้อยปี”

ขณะที่หลิวซูเฟยกำลังประมวลผลคำพูดอันลึกลับของสนมเหมยอยู่นั้น หางตาของนางก็เห็นบางสิ่งบางอย่างที่สะท้อนแสงจากเงามืดหลังสนมเหมย มันคือเงาของคมดาบที่วาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว ตรงมายังแผ่นหลังของนาง!

หลิวซูเฟยไม่มีเวลาแม้แต่จะคิด นางเบี่ยงตัวหลบคมดาบที่ฟาดฟันลงมาอย่างเฉียดฉิว พร้อมกับผลักสนมเหมยออกไปจากระยะประชิดด้วยแรงทั้งหมดที่มี เพื่อสร้างระยะห่างระหว่างพวกเขากับเงาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง สนมเหมยล้มลงไปกองกับพื้น พัดขนนกหลุดจากมือ เผยให้เห็นมีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ในนั้น

“เจ้า!” หลิวซูเฟยอุทานออกมาอย่างตกใจ เมื่อหันไปเผชิญหน้ากับผู้ที่ลอบทำร้ายนาง… บุรุษผู้สวมหน้ากากเหล็กสีดำสนิท ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูทางเข้าห้อง ในมือของเขากำดาบที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง ดวงตาภายใต้หน้ากากนั้นทอประกายดุดันราวกับสัตว์ร้ายที่กระหายเลือด

“ท่านแม่ทัพหลิวซูเฟย… ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย” เสียงจากใต้หน้ากากนั้นแหบพร่า ฟังดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด แต่หลิวซูเฟยไม่สามารถระบุได้ว่าคือใคร “บางครั้ง… ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดก็คือคนที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด”

บุรุษสวมหน้ากากพุ่งเข้าใส่หลิวซูเฟยอีกครั้ง ดาบในมือของเขาถูกวาดออกเป็นประกายคมกริบ หลิวซูเฟยหลบคมดาบด้วยความว่องไว นางหยิบปิ่นปักผมเงินที่ซ่อนอยู่ในมวยผมออกมา ปิ่นนั้นถูกออกแบบมาให้เป็นอาวุธยามฉุกเฉิน มันวาววับและแหลมคม

สนมเหมยที่ล้มลงบนพื้น บัดนี้ลุกขึ้นยืนช้าๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น ดวงตาของนางจ้องมองการต่อสู้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ

“ท่านแม่ทัพ ท่านไม่อาจรอดไปจากที่นี่ได้หรอก” สนมเหมยเอ่ยขึ้น เสียงของนางกังวานในความเงียบงัน “ทุกย่างก้าวของท่าน… อยู่ภายใต้การจับจ้องของเรามาโดยตลอด”

หลิวซูเฟยรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง นี่ไม่ใช่การลอบสังหารธรรมดา แต่มันคือแผนการที่ถูกวางไว้อย่างแยบยลเพื่อดักล่อนางมายังที่แห่งนี้ และสนมเหมย… นางเป็นมากกว่าสนมเอกผู้อ่อนหวานที่นางรู้จัก

จี้หยกในมือของหลิวซูเฟยบัดนี้ร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผาผลาญ นางมองไปยังบุรุษสวมหน้ากากที่กำลังรุกคืบเข้ามา ดาบของเขาส่องประกายเย็นยะเยือก

ก่อนที่หลิวซูเฟยจะทันได้ตั้งตัว บุรุษสวมหน้ากากก็วาดดาบเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ คมดาบพุ่งตรงมายังหัวใจของนางอย่างอำมหิต!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!