รุ่งอรุณที่เจ็ดหลังจากการจลาจล แสงสีทองอ่อนยามเช้าทาบทับลงบนผืนกระเบื้องหลังคาสีชาดของพระราชวังหลวงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบเงียบงันอีกครั้ง ทว่าความสงบนั้นมิได้นำมาซึ่งความผ่อนคลาย หากแต่กลับแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม ร่องรอยของเลือดและเขม่าดินปืนถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น ทว่าแผลเหวอะหวะที่ฉีกขาดกลางใจราชสำนักกลับยังคงเปิดกว้าง พลางเตือนใจถึงความเปราะบางของอำนาจและศรัทธาที่เคยหยั่งรากลึก
หลิวซูเฟยยืนอยู่เบื้องหน้าแผนที่ขนาดใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์กลางห้องบัญชาการทหาร สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของนางกวาดมองไปตามเส้นทางเดินทัพและพรมแดนที่ถูกวาดด้วยหมึกสีแดง สีหน้าของนางดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาคล้ำลงเล็กน้อยจากการอดหลับอดนอนติดต่อกันหลายคืน แต่ทว่าแววตาของนางกลับยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง เสื้อผ้าของนางเป็นชุดขุนนางสีเข้มเรียบง่าย ปราศจากเครื่องประดับใดๆ สะท้อนถึงภาระอันหนักอึ้งที่นางแบกรับไว้บนบ่า
ข่าวการรุกรานของเผ่าอูเจี๋ยทางทิศเหนือได้มาถึงนครหลวงเมื่อสองวันก่อน แม้ราชสำนักจะพยายามปิดบังข่าวเพื่อมิให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่กระแสความวิตกกังวลก็ยังคงแพร่กระจายไปทั่วราวกับไฟลามทุ่ง เผ่าอูเจี๋ยมิใช่เพียงโจรป่าธรรมดา พวกมันคือชนเผ่าเร่ร่อนที่มีกองกำลังแข็งแกร่ง โหดร้าย และเชี่ยวชาญการทำสงครามบนหลังม้า การที่พวกมันเลือกช่วงเวลาที่อาณาจักรกำลังบอบช้ำจากการจลาจลภายในเช่นนี้ ย่อมมิใช่อุบัติเหตุ หากแต่เป็นแผนการที่ถูกวางไว้อย่างแยบยลและไร้ซึ่งความปรานี
“ท่านแม่ทัพ” เสียงของหลี่กงกง หัวหน้าขันทีผู้ซื่อสัตย์ดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง พร้อมกับถ้วยชาอุ่นๆ ที่ถูกวางลงบนโต๊ะข้างแผนที่ “ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงใหญ่เพคะ”
หลิวซูเฟยหันไปพยักหน้าให้หลี่กงกง นางรับถ้วยชาขึ้นจิบเพียงเล็กน้อยเพื่อคลายความแห้งผากในลำคอ ก่อนจะเก็บแผนที่ลงอย่างเรียบร้อย การเข้าเฝ้าครั้งนี้ย่อมไม่พ้นเรื่องการป้องกันพรมแดนทางเหนือ ซึ่งนางได้เตรียมการมาล่วงหน้าแล้ว
ท้องพระโรงใหญ่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องและคมดาบ บัดนี้กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง แต่ความเงียบนั้นกลับยิ่งขับเน้นความหนักอึ้งของสถานการณ์ ขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนเข้าแถวเรียงราย สีหน้าเคร่งเครียดและวิตกกังวล โดยเฉพาะเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นที่มิได้คุ้นเคยกับภัยสงครามเท่าใดนัก เมื่อหลิวซูเฟยก้าวเข้ามา ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่นาง ราวกับนางคือความหวังเดียวของอาณาจักรในยามนี้
พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิยังคงซีดเซียว ร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏชัดเจน แม้จะทรงพยายามประทับอย่างสง่างามบนบัลลังก์มังกร แต่พระวรกายที่ยังคงอ่อนแอจากการถูกลอบปลงพระชนม์ก็ไม่อาจปกปิดได้โดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม แววตาของพระองค์ยังคงฉายแววแห่งความเด็ดเดี่ยวและเป็นห่วงอาณาประชาราษฎร์
“ถวายบังคมฝ่าบาท” หลิวซูเฟยคุกเข่าถวายบังคมอย่างนอบน้อม
“ลุกขึ้นเถิดแม่ทัพหลิว” องค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยสุรเสียงแหบพร่า “วันนี้เราเรียกประชุมเพื่อหารือเรื่องภัยคุกคามจากเผ่าอูเจี๋ยทางเหนือ ข่าวการรุกรานของพวกมันสร้างความไม่สบายใจให้เรายิ่งนัก”
เหล่าขุนนางเริ่มส่งเสียงกระซิบกระซาบ ฝ่ายหนึ่งเสนอให้ส่งทัพไปขับไล่โดยเร็ว อีกฝ่ายหนึ่งกลับเสนอให้เจรจา ส่งเครื่องบรรณาการเพื่อขอสงบศึกชั่วคราว บ้างก็อ้างถึงความอ่อนแอของอาณาจักรหลังจากการจลาจล ว่ามิอาจรับศึกสองด้านได้ หลิวซูเฟยยืนนิ่งฟังการโต้เถียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางเข้าใจดีถึงความหวาดกลัวของเหล่าขุนนาง แต่การตัดสินใจที่ลังเลเช่นนี้มีแต่จะนำพาหายนะมาสู่แผ่นดิน
“แม่ทัพหลิว มีความเห็นเช่นไร?” องค์จักรพรรดิทรงหันมาถามนางโดยตรง ราวกับทรงรู้ว่านางเท่านั้นที่จะให้คำตอบที่แท้จริงได้
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าการเจรจากับเผ่าอูเจี๋ยในยามนี้ มิได้ต่างอะไรกับการยอมสยบเพคะ” หลิวซูเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดถ้อยชัดคำ “พวกมันเห็นความอ่อนแอของเราแล้ว ยิ่งเราแสดงความหวาดกลัวมากเท่าไร พวกมันก็จะยิ่งฮึกเหิมและเรียกร้องมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งตามข่าวกรองที่กระหม่อมได้รับ การรุกรานครั้งนี้มิใช่เพียงการปล้นสะดมตามฤดูกาล แต่เป็นการเคลื่อนทัพครั้งใหญ่ มีการจัดทัพอย่างเป็นระบบ และมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการยึดครองแผ่นดินของเราเพคะ”
คำกล่าวของหลิวซูเฟยสร้างความตกใจให้แก่เหล่าขุนนางหลายคน โดยเฉพาะพวกที่หวังจะหลีกเลี่ยงสงคราม
“เช่นนั้นแม่ทัพหลิวจะทำเช่นไร?” เสนาบดีฝ่ายกลาโหมผู้สูงวัยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เราเพิ่งผ่านพ้นการจลาจล กำลังทหารส่วนใหญ่ยังคงประจำการอยู่ในเมืองหลวงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งทัพไปรบย่อมทำให้เมืองหลวงอ่อนแอลง แล้วหากเกิดการก่อกบฏขึ้นอีก ใครจะรับผิดชอบ?”
“หากเราไม่ส่งทัพไปป้องกันพรมแดน บัดนี้เมืองหลวงอาจจะไม่เหลือให้ใครรักษาอีกแล้วเพคะ” หลิวซูเฟยตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ “กระหม่อมเสนอให้ระดมกำลังพลที่พร้อมรบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่งไปเสริมกำลังที่ปราการหยกเขียวทันที กระหม่อมจะนำทัพไปเองเพคะ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วท้องพระโรง การที่แม่ทัพใหญ่จะนำทัพออกไปเองในยามที่สถานการณ์ภายในยังไม่มั่นคงเช่นนี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง
“แต่...แม่ทัพหลิว” จ้าวซื่อหลาง หนึ่งในขุนนางฝ่ายบุ๋นที่มักจะเห็นต่างกับนางอยู่เสมอเอ่ยขึ้น “ท่านเพิ่งจะปราบปรามกบฏ

จอมทัพหงส์พิชิตมังกร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก