สองสัปดาห์ให้หลังการจลาจลครั้งใหญ่ แสงจันทร์เสี้ยวบางเฉียบแขวนอยู่บนฟ้าสีหมึกราวกับคมเคียวเงินที่รอเกี่ยวเก็บวิญญาณของผู้คนที่ยังคงจมปลักอยู่ในห้วงแห่งความหวาดระแวง พระราชวังหลวงที่เคยเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม บัดนี้กลับเงียบสงบจนน่าขนลุก ราวกับความหวาดกลัวได้กลืนกินทุกสรรพเสียงไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งและลมหายใจของความกังวลที่พัดผ่านโถงทางเดินอันเวิ้งว้าง
หลิวซูเฟยยืนอยู่ริมระเบียงห้องบัญชาการทหาร สายลมเย็นเยียบยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้าพาเอากลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์ที่เผาไหม้ในห้องลอยมาแตะจมูก ชุดเกราะสีเงินที่นางเคยสวมใส่ในยามศึกสงครามถูกเก็บไว้ในหีบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว หากแต่ชุดคลุมยาวสีเข้มที่นางสวมอยู่บัดนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกของภาระหน้าที่อันหนักอึ้งลดลงไปแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้ฉายแววเหนื่อยล้าจนยากจะปกปิด ความอ่อนล้าที่กัดกินไปถึงกระดูกดำ ไม่ใช่แค่จากแรงกายที่ต้องทุ่มเทจัดการกับความวุ่นวายภายใน แต่เป็นความอ่อนล้าจากจิตใจที่ต้องเผชิญหน้ากับความเน่าเฟะของราชสำนัก และความเปราะบางของบัลลังก์ที่นางเคยสาบานจะภักดี
การจลาจลถูกปราบปรามลงได้สำเร็จ แต่บาดแผลที่มันทิ้งไว้กลับลึกเกินกว่าจะเยียวยาได้ในชั่วข้ามคืน ผู้คนยังคงหวาดระแวงกันเอง ขุนนางต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงอำนาจและอิทธิพลกลับคืนมา สถานการณ์ภายในยังคงสับสนอลหม่าน ทว่าในยามที่บ้านเมืองกำลังอ่อนแอเช่นนี้ ศัตรูภายนอกกลับไม่เคยหลับใหล
เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังขึ้นด้านหลัง หลิวซูเฟยหันกลับไปมอง พบว่าเป็นผู้บัญชาการหลี่ อดีตนายกองผู้ซื่อสัตย์ที่ติดตามนางมาร่วมรบในสมรภูมิหลายต่อหลายครั้ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลไม่ต่างจากนาง
"ท่านแม่ทัพ" ผู้บัญชาการหลี่เอ่ยเสียงเบา ความเคารพและภักดีฉายชัดในแววตา "มีอะไรรึ ผู้บัญชาการหลี่" หลิวซูเฟยถาม น้ำเสียงราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่คุ้นเคย "ข่าวจากชายแดนพ่ะย่ะค่ะ เผ่าทมิฬเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว" ผู้บัญชาการหลี่รายงาน ข่าวร้ายที่ทุกคนคาดการณ์ไว้แต่ไม่เคยอยากให้เกิดขึ้น
หัวใจของหลิวซูเฟยกระตุกวูบหนึ่ง หากแต่ใบหน้ายังคงนิ่งสงบ นางเดินกลับมายังโต๊ะบัญชาการขนาดใหญ่ที่กลางห้อง แผนที่อาณาจักรแคว้นหลีที่กางอยู่บนนั้นดูราวกับภาพสะท้อนของชะตากรรมที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
"เช่นนั้นก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้" นางรำพึง "บอกรายละเอียดมา" ผู้บัญชาการหลี่ก้าวเข้ามาใกล้ ชี้ไปยังจุดต่างๆ บนแผนที่ "หน่วยสอดแนมรายงานว่า กองทัพเผ่าทมิฬจำนวนกว่าห้าหมื่นกำลังเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่ป้อมปราการด่านสิงห์คะนองพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่เกินสามวันก็จะถึง อีกทั้งยังมีรายงานการปล้นสะดมหมู่บ้านเล็กๆ บริเวณชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายปี" หลิวซูเฟยพินิจแผนที่อย่างละเอียด "ด่านสิงห์คะนองเป็นปราการธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุด หากต้านทานไว้ได้ กองทัพเผ่าทมิฬก็ยากจะรุกคืบเข้ามาได้ง่ายๆ แต่กองกำลังที่ประจำอยู่ที่นั่นมีเพียงสองหมื่น ห่างจากกำลังพลของเผ่าทมิฬเกือบสามเท่า แถมยังได้รับผลกระทบจากการจลาจลครั้งก่อน ทำให้กำลังพลและเสบียงลดลงไปมาก"
"ใช่พ่ะย่ะค่ะ และที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ทางราชสำนักยังไม่มีคำสั่งใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสริมกำลังหรือส่งเสบียงไปยังแนวหน้าเลยพ่ะย่ะค่ะ" ผู้บัญชาการหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจ "ข้าหลวงฝ่ายเสบียงอ้างว่าคลังหลวงยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และต้องใช้ทรัพยากรไปกับการฟื้นฟูพระราชวังและภายในเมืองหลวงเป็นอันดับแรก" หลิวซูเฟยหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจแผ่วเบาด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ความไร้เดียงสาหรือความตั้งใจของขุนนางบางคนในราชสำนักช่างน่าหวั่นเกรงยิ่งกว่ากองทัพศัตรูเสียอีก พวกเขามัวแต่ช่วงชิงอำนาจภายในจนลืมไปแล้วว่าแผ่นดินกำลังถูกรุกรานจากภายนอก
"พวกเขามองว่านี่คือโอกาสที่จะบั่นทอนอำนาจของข้า" นางกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาเปิดขึ้นอีกครั้งฉายแววเย็นชา "ถ้าข้าไม่สามารถป้องกันชายแดนได้ ข้าก็จะถูกตำหนิ และตำแหน่งแม่ทัพก็จะถูกสั่นคลอน หรือไม่ก็ถูกปลดออกไปเลย" "แต่ท่านแม่ทัพได้กอบกู้แคว้นหลีจากการจลาจลมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ" ผู้บัญชาการหลี่เถียงอย่างอดไม่ได้ "ในสายตาของบางคน การที่ข้ากอบกู้ได้สำเร็จนั่นแหละคือสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุด" หลิวซูเฟยตอบพลางยิ้มเยาะให้กับชะตากรรมของตนเอง "เมื่อภัยคุกคามภายในสงบลง ภัยคุกคามจากอำนาจของข้าก็ถูกมองว่าสำคัญกว่า"
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา ผู้บัญชาการหลี่เปิดประตูออกเผยให้เห็นทหารคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอกพร้อมม้วนสารตราสีแดงฉาน "เรียนท่านแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ มีราชโองการจากองค์จักรพรรดิ" ทหารรายงานพร้อมกับยื่นม้วนสารให้ หลิวซูเฟยรับมาคลี่ออกอ่าน ท่ามกลางความเงียบงันภายในห้อง มีเพียงเสียงกระดาษเสียดสีกันเบาๆ ใบหน้าของนางยังคงนิ่งเฉย แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด "ราชโองการว่าอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ" ผู้บัญชาการหลี่ถามอย่างร้อนใจ "องค์จักรพรรดิทรงมีพระราชบัญชาให้แม่ทัพหลิวซูเฟย ระดมกำลังพลจากส่วนกลางจำนวนสองหมื่นนายเพื่อเสริมกำลังป้องกันเมืองหลวงและรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน มิให้เกิดการจลาจลซ้ำสอง" นางอ่านเสียงเรียบ หากแต่ทุกคำที่เปล่งออกมากลับแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นที่น่ากลัว
ผู้บัญชาการหลี่ถึงกับหน้าซีด "แต่กำลังพลส่วนกลางที่เหลืออยู่มีเพียงสามหมื่นนายเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ หากระดมไปสองหมื่น ก็จะเหลือเพียงหนึ่งหมื่น แล้วกำลังที่จะส่งไปช่วยด่านสิงห์คะนองเล่าพ่ะย่ะค่ะ" "ไม่มี" หลิวซูเฟยตอบสั้นๆ "ราชโองการระบุชัดเจนว่า 'การรักษาความมั่นคงภายในคือสิ่งสำคัญสูงสุดในยามนี้ การส่งกำลังพลออกไปยังแนวหน้าอาจทำให้เมืองหลวงตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง' " "นี่มันบ้าชัดๆ พ่ะย่ะค่ะ! พวกเผ่าทมิฬกำลังจะบุกเข้ามาถึงประตูเมืองแล้ว" ผู้บัญชาการหลี่สบถอย่างไม่อาจทนได้ "ใครกันพ่ะย่ะค่ะที่ทูลเสนอราชโองการเช่นนี้" "อำมาตย์เหว่ย" หลิวซูเฟยเอ่ยชื่อนั้นอย่างช้าๆ ราวกับลิ้มรสความขมขื่นของมัน "เขาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาการฟื้นฟูราชสำนัก"
อำมาตย์เหว่ยเป็นขุนนางเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่เกลียดชังนางมานาน ด้วยความที่นางเป็นสตรีแต่กลับได้รับความไว้วางใจให้เป็นแม่ทัพใหญ่ และมีอำนาจล้นฟ้าในยามศึกสงคราม บัดนี้เมื่อสถานการณ์ผันผวน เขาจึงฉวยโอกาสนี้เพื่อบั่นทอนกำลังของนางอย่างเต็มที่ การส่งกำลังพลไปป้องกันเมืองหลวงเป็นการผูกมือนางไว้ ไม่ให้สามารถส่งกำลังไปช่วยชายแดนได้ โดยอ้างความชอบธรรมในการรักษาความมั่นคงภายใน
"ท่านแม่ทัพแล้วเราจะทำอย่างไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ ด่านสิงห์คะนองจะต้านทานไว้ได้ไม่นานแน่" ผู้บัญชาการหลี่ถามด้วยความสิ้นหวัง หลิวซูเฟยพับราชโองการเก็บลง นางเดินไปที่แผนที่อีกครั้ง ดวงตาจับจ้องไปยังเส้นทางที่ทอดยาวจากด่านสิงห์คะนองเข้าสู่ใจกลางแคว้นหลี หากด่านสิงห์คะนองแตก เมืองชายแดนหลายแห่งก็จะตกอยู่ในอันตราย และเส้นทางสู่เมืองหลวงก็จะเปิดกว้างขึ้น
"เราจะส่งกำลังไปช่วยด่านสิงห์คะนองไม่ได้ในตอนนี้" นางกล่าว "แต่เราก็ไม่สามารถปล่อยให้ด่านนั้นแตกได้เช่นกัน" "เช่นนั้นแล้ว..." "เราจะใช้กำลังพลที่มีอยู่น้อยนิดนี้ จัดตั้งกองกำลังพิเศษ" หลิวซูเฟยพูดพลางชี้ไปยังจุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนแผนที่ เส้นทางลับที่พาดผ่านหุบเขาและป่าลึก "กองกำลังนี้จะต้องซุ่มโจมตี ตัดเส้นทางเสบียงของเผ่าทมิฬ ทำลายขวัญกำลังใจ และสร้างความสับสนให้แก่พวกมัน" "แต่เส้นทางนั้นอันตรายมากพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งยังเป็นเส้นทางที่ไม่มีใครรู้จัก หากพลาดพลั้งอาจถูกล้อมโจมตีและถูกกวาดล้างได้ง่ายๆ" ผู้บัญชาการหลี่ท้วง "นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นทางเลือกเดียวที่เรามี" หลิวซูเฟยตอบ น้ำเสียงของนางแข็งกร้าวขึ้น "และผู้ที่จะนำทัพกองกำลังพิเศษนี้ ก็คือข้าเอง"
ผู้บัญชาการหลี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ "ท่านแม่ทัพ ท่านจะไปแนวหน้าด้วยตัวเองไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ! หากเกิดอันตรายกับท่านขึ้นมา แคว้นหลีจะตกอยู่ในความโกลาหลยิ่งกว่าเดิม" "แคว้นหลีจะตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่าหากข้านั่งอยู่เฉยๆ ในเมืองหลวงที่กำลังถูกกลืนกินด้วยความเห็นแก่ตัวของพวกขุนนาง" นางตอบอย่างเด็ดเดี่ยว "นี่คือทางเลือกเดียวที่จะสร้างความแตกต่างได้ในตอนนี้" คำพูดของนางหนักแน่นจนผู้บัญชาการหลี่ไม่อาจโต้แย้งได้อีก เขารู้ดีว่าเมื่อใดที่หลิวซูเฟยตัดสินใจแล้ว ไม่มีสิ่งใดจะสามารถเปลี่ยนใจนางได้
"เลือกทหารที่เก่งที่สุด มีวินัยที่สุด และภักดีที่สุดมาห้าร้อยนาย เตรียมเสบียงและอาวุธที่จำเป็นให้พร้อมที่สุด เราจะออกเดินทางในคืนพรุ่งนี้" หลิวซูเฟยออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว ผู้บัญชาการหลี่โค้งคำนับ "รับทราบพ่ะย่ะค่ะท่านแม่ทัพ" เมื่อผู้บัญชาการหลี่จากไปแล้ว หลิวซูเฟยกลับมายังแผนที่อีกครั้ง ดวงตาของนางกวาดมองไปทั่วแผ่นดินแคว้นหลีที่กำลังจะถูกกลืนกินโดยเปลวเพลิงแห่งสงคราม นางถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้ายังคงเกาะกุม หากแต่ประกายแห่งความมุ่งมั่นกลับลุกโชนขึ้นในแววตา
นางก้มลงมองไปยังราชโองการที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง ข้อความที่ระบุว่า "การรักษาความมั่นคงภายในคือสิ่งสำคัญสูงสุด" ผุดขึ้นมาในความคิด นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การบั่นทอนอำนาจ แต่เป็นการบังคับให้นางต้องเลือก ระหว่างการรักษากฎระเบียบที่ไร้แก่นสารของราชสำนัก กับการปกป้องแผ่นดินอย่างแท้จริง
ทันใดนั้น ดวงตาของนางก็เหลือบไปเห็นรอยหมึกจางๆ ใต้ตราประทับของอำมาตย์เหว่ยบนราชโองการ เป็นสัญลักษณ์เล็กๆ คล้ายรูปงูเลื้อยที่ไม่ใช่ตราประจำตระกูลของเขา หลิวซูเฟยขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นางเคยเห็นสัญลักษณ์นี้มาก่อน... ใช่แล้ว! มันคือสัญลักษณ์ลับของกลุ่มพ่อค้าเถื่อนที่ค้าขายอาวุธกับเผ่าทมิฬเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งในตอนนั้นทางการเคยตามสืบแต่ไม่พบตัวผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง
ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวของนาง รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด หากอำมาตย์เหว่ยเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ นั่นหมายความว่าการรุกรานของเผ่าทมิฬอาจไม่ใช่แค่การฉวยโอกาสจากความอ่อนแอภายใน แต่เป็นแผนการที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล และที่สำคัญที่สุด...ราชโองการที่สั่งให้นางตรึงกำลังพลไว้ในเมืองหลวง ไม่ใช่แค่การบั่นทอนอำนาจ แต่เป็นการเปิดทางให้เผ่าทมิฬรุกคืบเข้ามาได้โดยสะดวก และในขณะเดียวกันก็เป็นการบีบบังคับให้นางต้องออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูเพียงลำพัง โดยที่ไม่มีกำลังเสริมใดๆ จากราชสำนัก
แผนการนี้ลึกซึ้งและชั่วร้ายยิ่งนัก พวกมันต้องการกำจัดนางให้พ้นทาง และอาจจะรวมถึงการล้มล้างราชวงศ์ในคราวเดียวกัน แต่การจะเปิดโปงความจริงนี้ในตอนนี้เป็นไปไม่ได้ นางไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน และการกระทำของอำมาตย์เหว่ยก็ถูกปกปิดด้วยราชโองการจากองค์จักรพรรดิ ทำให้ยากที่จะคัดค้าน
หลิวซูเฟยกำหมัดแน่น หากสิ่งที่นางคิดเป็นความจริง นั่นหมายความว่านางกำลังเดินเข้าสู่กับดักที่ถูกวางไว้อย่างประณีต ไม่ใช่แค่สงครามกับเผ่าทมิฬ แต่เป็นสงครามที่ซ้อนอยู่ในสงคราม และศัตรูที่แท้จริงอาจไม่ใช่แค่ผู้ที่อยู่เบื้องหน้า แต่เป็นผู้ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังในเงามืดของราชสำนัก
นางหันกลับไปที่แผนที่อีกครั้ง ดวงตาของนางจับจ้องไปยังเส้นทางที่นางจะใช้ในการเคลื่อนพลไปยังแนวหน้า เส้นทางลับที่พาดผ่านหุบเขาและป่าลึกที่น้อยคนนักจะล่วงรู้ บัดนี้มันไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางแห่งความหวัง แต่เป็นเส้นทางที่อาจนำพานางไปสู่ความตาย หรือนำไปสู่การเปิดเผยความลับอันดำมืดที่อาจสั่นคลอนรากฐานของแคว้นหลีไปตลอดกาล
ในความเงียบงันยามค่ำคืน หลิวซูเฟยตัดสินใจแล้ว นางจะนำทัพออกไปเผชิญหน้ากับอันตรายเบื้องหน้า ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องแผ่นดิน แต่เพื่อสืบหาความจริงเบื้องหลังแผนการร้ายที่ซ่อนเร้นนี้ให้ได้ นางมองไปยังแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ราวกับรอคอยการมาถึงของรุ่งอรุณที่เต็มไปด้วยเดิมพันอันใหญ่หลวง
ทว่าในอีกมุมหนึ่งของพระราชวัง อำมาตย์เหว่ยกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชา ขณะที่สัญลักษณ์รูปงูเลื้อยที่สลักไว้บนแหวนของเขากะพริบวาววับในแสงเทียน แผนการทั้งหมดกำลังดำเนินไปตามที่เขาต้องการ หลิวซูเฟยกำลังเดินเข้าสู่กับดักที่เขาและพันธมิตรผู้ลึกลับได้วางเอาไว้ และเมื่อนางจากไปแล้ว การเปลี่ยนอำนาจภายในก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น
"จอมทัพหงส์ แม้เจ้าจะเก่งกาจเพียงใด แต่ก็ไม่อาจต้านทานกระแสลมแห่งเล่ห์กลนี้ได้หรอก" อำมาตย์เหว่ยพึมพำกับตัวเอง "และเมื่อเจ้าจากไป แคว้นหลีก็จะกลายเป็นของเราโดยสมบูรณ์"
ในคืนนั้นเอง ขณะที่หลิวซูเฟยกำลังเตรียมตัวออกเดินทางในยามรุ่งสาง นางได้รับสารลับฉบับหนึ่งที่ถูกส่งมาโดยนกพิราบสื่อสาร ใบหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือดเมื่อได้อ่านข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดในจดหมายนั้น
'ระวังตัวให้ดีท่านแม่ทัพ เส้นทางที่ท่านเลือกนั้น ไม่ได้มีแค่ศัตรูจากเผ่าทมิฬรออยู่เบื้องหน้า... แต่ยังมีผู้ที่รู้จักเส้นทางลับนั้นดี กำลังรอคอยที่จะปิดล้อมและกำจัดท่านอยู่แล้ว!'

จอมทัพหงส์พิชิตมังกร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก