จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

ตอนที่ 24 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

34 ตอน · 1,283 คำ

สองเดือนเต็มหลังจากเหตุจลาจลครั้งใหญ่ แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอประกายเรืองรองต้องผืนกระเบื้องหลังคาสีชาดของพระราชวังหลวงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบเยียบเย็น หากทว่าความสงบนั้นหาใช่ความผ่อนคลายไม่ มันกลับเป็นความสงบที่หนักอึ้งราวกับภูเขาน้ำแข็งลอยเด่นกลางมหาสมุทรแห่งความหวาดระแวง บาดแผลที่ฉีกขาดกลางใจราชสำนักมิได้สมานลง กลับยิ่งเรื้อรังและฝังลึก บ่มเพาะเชื้อแห่งความไม่ไว้วางใจให้แพร่กระจายไปทั่วทุกอณูของแผ่นดิน เสียงฝีเท้าของเหล่าขุนนางที่เคยเดินกันขวักไขว่ในท้องพระโรงยามนี้เบาบางลงอย่างน่าใจหาย ‌ราวกับเงาแห่งความตายยังคงห้อมล้อม บีบคั้นให้ทุกคนต้องเดินอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

แม่ทัพหลิวซูเฟยยืนอยู่เบื้องหน้าแผนที่ขนาดใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์กลางห้องบัญชาการทหาร ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วผืนแผนที่ที่เต็มไปด้วยจุดสีแดงและเส้นประสีน้ำเงินอย่างเคร่งเครียด คราบหมึกที่เปื้อนปลายนิ้วบ่งบอกถึงการทำงานอย่างหนักหน่วงมาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นางไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่นับตั้งแต่เหตุจลาจลสิ้นสุดลง ภารกิจในการกวาดล้างกบฏภายใน แม้จะประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่ง ​แต่รากเหง้าแห่งความชั่วร้ายยังคงฝังลึก ยากจะถอนให้สิ้นซากได้ในคราวเดียว

องค์ฮ่องเต้หนุ่มซึ่งเพิ่งพ้นจากพระชนม์ชีพที่หวุดหวิด ยังคงประทับอยู่ในพระตำหนัก มิได้ออกมาว่าราชการบ่อยครั้งนัก ทำให้การบริหารราชกิจส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การดูแลของคณะเสนาบดีและแม่ทัพหลิวซูเฟย ภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ อำนาจที่รวบเข้าสู่ศูนย์กลางกลับกลายเป็นดาบสองคม มันทั้งเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูบ้านเมือง ‍แต่ก็เป็นจุดล่อแหลมให้เหล่าผู้ที่ทะเยอทะยานใช้เป็นช่องทางในการช่วงชิงอำนาจ สร้างความแตกแยก และบั่นทอนเสถียรภาพของราชสำนักให้สั่นคลอนยิ่งกว่าเดิม

“เรียนท่านแม่ทัพ รายงานด่วนจากชายแดนเหนือขอรับ!” เสียงองครักษ์นายหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมยื่นม้วนสารตราประทับเร่งด่วนให้แก่นาง

หลิวซูเฟยรับม้วนสารมาคลี่อ่าน สีหน้าของนางเคร่งขรึมขึ้นทุกขณะ ดวงตาจับจ้องไปที่ตัวอักษรที่บรรยายถึงสถานการณ์ชายแดนที่เลวร้ายลง ‌เผ่าหิมะทมิฬจากแดนเหนือ ซึ่งเคยสงบเงียบไปพักใหญ่ กลับเคลื่อนไหวอีกครั้ง การโจมตีครั้งนี้มิใช่แค่การปล้นสะดมเล็กน้อย หากแต่เป็นการระดมพลครั้งใหญ่ นำทัพโดยข่านผู้กระหายสงคราม กองทัพของพวกเขามีจำนวนมหาศาล ราวกับมดดำที่หลั่งไหลลงมาจากเทือกเขาหิมะสูง ‍ยึดครองเมืองหน้าด่านไปแล้วสองแห่ง และกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลงเหมิน ซึ่งเป็นประตูสำคัญสู่ใจกลางอาณาจักร

“นี่มัน… พวกมันรอเวลานี้มาตลอด” นางพึมพำกับตัวเอง เสียงเรียบแต่แฝงความโกรธ

การโจมตีจากภายนอกในยามที่บ้านเมืองยังบอบช้ำจากสงครามกลางเมืองเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน หลิวซูเฟยก็รู้ดีว่านี่คือสิ่งที่ราชสำนักต้องเผชิญ ​ไม่ช้าก็เร็ว ศัตรูภายนอกย่อมฉวยโอกาสจากความอ่อนแอภายใน และดูเหมือนว่าพวกมันจะเลือกช่วงเวลาที่ “เหมาะสม” ที่สุด

“จัดประชุมฉุกเฉินเดี๋ยวนี้! เรียกประชุมเสนาบดีทั้งหมด รวมถึงแม่ทัพนายกองระดับสูงทุกคน! เตรียมกำลังเสริมให้พร้อมสำหรับชายแดนเหนือ!” ​หลิวซูเฟยออกคำสั่งเสียงกังวาน สายตาของนางฉายแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แม้ในยามที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด นางก็ไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาให้ผู้ใดเห็น

เพียงชั่วครู่ ห้องประชุมฉุกเฉินก็เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางและแม่ทัพนายกอง บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียดและกระแสเสียงซุบซิบนินทาที่ดังอื้ออึง หลายคนแสดงความกังวลอย่างออกนอกหน้า หลายคนแสดงความไม่พอใจที่ต้องมารวมตัวกันกะทันหัน ​ในขณะที่บางคนฉวยโอกาสนี้ในการโยนความผิดให้ผู้อื่น หรือเสนอแนวทางที่เข้าข้างตนเอง

มหาเสนาบดีหลี บุรุษวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากเหตุจลาจลไม่มากก็น้อย ใบหน้าของเขายังคงซีดเซียว และดวงตามักจะกวาดมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง เขาคือหัวหน้าคณะเสนาบดีฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่มักจะคัดค้านแนวคิดใหม่ๆ ของหลิวซูเฟย และมักจะพยายามบั่นทอนอำนาจของนางอยู่เสมอ

“เรียนท่านแม่ทัพ” มหาเสนาบดีหลีเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่า “สถานการณ์ที่ชายแดนเหนือนั้นน่าเป็นห่วงยิ่งนัก แต่กระหม่อมคิดว่าเราไม่ควรเร่งรีบส่งกำลังทหารออกไปทั้งหมดในตอนนี้ กองทัพของเราเพิ่งผ่านศึกหนักจากเหตุจลาจล กำลังพลยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อีกทั้งคลังเสบียงก็ร่อยหรอ การบุกโจมตีเผ่าหิมะทมิฬในตอนนี้…อาจเป็นการเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า”

“แล้วท่านมหาเสนาบดีมีทางเลือกอื่นหรือพ่ะย่ะค่ะ?” หลิวซูเฟยถามกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเยือกเย็น “ปล่อยให้พวกมันยึดครองเมืองหน้าด่านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประชิดถึงกำแพงนครหลวงงั้นหรือ? หรือส่งสารไปเจรจาขอเป็นพันธมิตรกับพวกมันที่เพิ่งสังหารทหารและชาวบ้านของเราไปเป็นร้อยเป็นพัน?”

“เราอาจจะต้องพิจารณาการส่งทูตไปเจรจากับเผ่าหิมะทมิฬชั่วคราว เพื่อซื้อเวลาให้เราได้เตรียมการพ่ะย่ะค่ะ” มหาเสนาบดีหลีเสนอ

เสียงคัดค้านดังอื้ออึงขึ้นจากเหล่าแม่ทัพนายกองที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดอ่อนแอเช่นนั้น หลิวซูเฟยยกมือขึ้น เป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง

“การเจรจากับศัตรูที่กำลังเหยียบย่ำแผ่นดินเราไม่ใช่ทางเลือก” หลิวซูเฟยกล่าวหนักแน่น “พวกมันเห็นเราเป็นเพียงเหยื่อที่อ่อนแอ และการเจรจาในยามนี้จะยิ่งทำให้พวกมันฮึกเหิม กองทัพของเราอาจจะเหนื่อยล้า แต่ความภาคภูมิใจและขวัญกำลังใจยังคงอยู่ เราจะแสดงให้พวกมันเห็นว่าแม้บ้านเมืองจะประสบภัย แต่จิตวิญญาณของชาวต้าเจี้ยนมิได้อ่อนแอลงแม้แต่น้อย”

นางกางแผนที่ออก ชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญ “กองทัพหลักสามหมื่นนายจะเคลื่อนพลจากนครหลวงในอีกสามวัน นำทัพโดยข้าเอง เราจะแบ่งกำลังออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งจะเข้าต้านทานที่เมืองหลงเหมิน อีกส่วนหนึ่งจะอ้อมไปโจมตีด้านข้างเพื่อตัดเส้นทางเสบียงของเผ่าหิมะทมิฬ และอีกส่วนหนึ่งจะรอเวลาเข้าโจมตีจากด้านหลังเมื่อศัตรูเพลี่ยงพล้ำ”

แผนการของนางนั้นเด็ดขาดและกล้าหาญ หากแต่ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงอย่างมหันต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ราชสำนักยังไม่เป็นปึกแผ่น และมีศัตรูแฝงเร้นอยู่ภายใน

“แต่…ท่านแม่ทัพจะนำทัพออกไปเองหรือพ่ะย่ะค่ะ?” มหาเสนาบดีหลีท้วงขึ้น “ในยามที่องค์ฮ่องเต้ยังทรงพระประชวร และบ้านเมืองยังไม่สงบเช่นนี้ การที่ท่านแม่ทัพซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจทางการทหารสูงสุดจะออกนอกนครหลวงไป อาจทำให้สถานการณ์ภายในเลวร้ายลงไปอีก”

“ท่านมหาเสนาบดี” หลิวซูเฟยหันไปมองมหาเสนาบดีหลีตรงๆ ดวงตาของนางคมกริบราวกับใบมีด “ความมั่นคงของแผ่นดินหาใช่แค่ภายในกำแพงนครหลวงไม่ หากเราเสียเมืองหน้าด่านไปทั้งหมด นครหลวงก็ย่อมตกอยู่ในอันตราย ไม่ว่าข้าจะอยู่ที่นี่หรือไม่ก็ตาม หน้าที่ของแม่ทัพคือปกป้องแผ่นดิน และข้าจะทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด”

ไม่มีใครกล้าท้วงติงอีกต่อไปเมื่อเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวของแม่ทัพหญิงผู้นี้ พวกเขาต่างรู้ดีว่าหลิวซูเฟยมิใช่สตรีธรรมดา นางคือผู้ที่เคยนำทัพออกปราบกบฏและศัตรูภายนอกมานับครั้งไม่ถ้วน ชื่อเสียงของนางเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหล้า

การเตรียมทัพเริ่มต้นขึ้นอย่างเร่งด่วน ทหารที่เพิ่งผ่านศึกภายในมาหมาดๆ ถูกระดมพลอีกครั้ง เสียงกลองศึกและธงทิวโบกสะบัดปลุกขวัญกำลังใจที่กำลังจะเลือนหาย หลิวซูเฟยทำงานอย่างหนัก ทั้งวางแผนการรบ ประสานงานกับเสนาบดีฝ่ายเสบียง และจัดการเรื่องกำลังพล นางรู้ดีว่าเวลามีน้อย และความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงความพ่ายแพ้

ในคืนสุดท้ายก่อนออกเดินทาง หลิวซูเฟยนั่งอยู่เพียงลำพังในห้องบัญชาการทหาร แสงเทียนส่องกระทบใบหน้าของนางที่ดูเหนื่อยล้า แต่ดวงตายังคงเฉียบคม นางก้มลงตรวจสอบรายละเอียดของแผนที่อีกครั้ง พยายามมองหาช่องโหว่ หรือสิ่งผิดปกติใดๆ ที่อาจพลาดไป

“เรียนท่านแม่ทัพ มีสารถึงท่านขอรับ” เสียงองครักษ์ผู้หนึ่งดังขึ้น พร้อมยื่นจดหมายปิดผนึกที่ไม่มีตราประทับหรือชื่อผู้ส่งให้แก่นาง

หลิวซูเฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย ความระแวงแล่นวาบเข้ามาในใจ แต่นางก็รับจดหมายมาคลี่อ่าน ตัวอักษรภายในเขียนด้วยลายมือที่ประณีต แต่ไม่มีการลงชื่อผู้ส่ง เนื้อหาในจดหมายนั้นสั้น กระชับ และเต็มไปด้วยปริศนา

‘ระวังหลังให้ดี การโจมตีจากแดนเหนือเป็นเพียงม่านควัน บ่อน้ำแห่งทรยศซ่อนอยู่ลึกกว่าที่ท่านคิด’

หัวใจของหลิวซูเฟยเต้นระรัวอย่างผิดจังหวะ นางอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสงเทียนสะท้อนในดวงตาของนางอย่างครุ่นคิด นางรู้ดีว่าในยามที่บ้านเมืองวุ่นวาย ย่อมมีผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาส แต่คำเตือนนี้ทำให้ความกังวลของนางเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ “บ่อน้ำแห่งทรยศซ่อนอยู่ลึกกว่าที่ท่านคิด” หมายความว่าอย่างไร? ใครคือผู้ส่งจดหมายนี้? และที่สำคัญที่สุด ใครคือผู้ทรยศที่กำลังจะแทงข้างหลังนาง?

นางกวาดสายตาไปบนแผนที่อีกครั้ง ภาพของเมืองหลงเหมินและเส้นทางเดินทัพปรากฏขึ้นในความคิด หากการบุกโจมตีของเผ่าหิมะทมิฬเป็นเพียง “ม่านควัน” จุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร? และใครจะได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้?

จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของนางอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด หลิวซูเฟยนึกย้อนไปถึงการประชุมเมื่อครู่ มหาเสนาบดีหลีที่ดูซีดเซียวและการเสนอแนวทางการเจรจาที่ดูอ่อนแอของเขา…มันอาจเป็นแค่ความกังวล หรือเป็นความพยายามที่จะถ่วงเวลา?

นางก้มลงมองที่แผนที่อีกครั้ง คราวนี้สายตาของนางจับจ้องไปที่เส้นทางเสบียงจากนครหลวงสู่ชายแดนเหนือ…เป็นเส้นทางยาวเหยียดที่ทอดผ่านหุบเขาและป่าทึบหลายแห่ง หากมีใครคิดจะบั่นทอนกำลังทัพของนาง นี่คือจุดที่เปราะบางที่สุด

หลิวซูเฟยลุกขึ้นยืน ตัวของนางเย็นวาบไปทั้งร่าง ราวกับถูกน้ำแข็งสาดรด หากคำเตือนในจดหมายเป็นความจริง การที่นางนำทัพออกไปในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การออกไปทำศึกกับศัตรูภายนอก หากแต่เป็นการเดินเข้าสู่กับดักที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล และที่เลวร้ายที่สุดคือ กับดักนี้ถูกวางไว้โดยใครบางคนจากภายในราชสำนัก ซึ่งกำลังจ้องมองความเคลื่อนไหวของนางอย่างเงียบงัน

“ซูเฟย…” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง นางหันขวับไปตามเสียงนั้น ทว่าไม่พบผู้ใด มีเพียงเงาของตนเองที่ทอดยาวไปตามแสงเทียน ทว่าในความมืดมิดที่มุมห้อง นางกลับมองเห็นเงาตะคุ่มหนึ่งที่ดูคุ้นตา คล้ายกับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังยืนนิ่งจ้องมองมายังนาง แววตาที่สาดส่องจากเงานั้นเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกและเจตนาที่ยากจะหยั่งถึง

หลิวซูเฟยยืนนิ่ง หัวใจเต้นระรัวในอก มือนางกำจดหมายปริศนาไว้แน่น…ความจริงที่กำลังจะเปิดเผยอาจจะสั่นคลอนหัวใจของนางยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับกองทัพศัตรูนับแสน และนางก็รู้ดีว่า หากเดินออกไปจากห้องนี้แล้ว…ชีวิตของนางและแผ่นดินที่นางรักจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่บางเฉียบกว่าที่เคยเป็นมา

เสียงฝีเท้าหนักอึ้งดังขึ้นจากนอกประตู…เป็นเสียงของเหล่าทหารที่กำลังตรวจตราความเรียบร้อยก่อนยามรุ่งสาง หลิวซูเฟยรู้ดีว่าเวลาของนางเหลือน้อยเต็มทีแล้ว…กับดักกำลังรออยู่เบื้องหน้า และผู้ที่อยู่เบื้องหลังม่านควันแห่งการทรยศกำลังจ้องมองทุกย่างก้าวของนางด้วยรอยยิ้มเย็นชา

หน้านิยาย
หน้านิยาย
จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!