จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

ตอนที่ 8 — การลอบสังหารกลางป่าทมิฬ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

34 ตอน · 1,262 คำ

ความเงียบสงัดของป่าทมิฬยามรัตติกาลล้อมรอบกายของแม่ทัพเฟิ่งหลิน ราวกับกำลังโอบอุ้มความลับดำมืดเอาไว้ แสงจันทร์เลือนรางสาดส่องลอดผ่านหมู่แมกไม้หนาทึบ ลงมาต้องผิวน้ำในลำธารที่ไหลเอื่อยส่งเสียงกระซิบแผ่วเบา เป็นจังหวะเดียวกับเสียงฝีเท้าของนางและพลทหารองครักษ์ไม่กี่นายที่กำลังเดินทางกลับจากการตรวจการณ์แนวรบด้านเหนือ ซึ่งเพิ่งจะปราบปรามกบฏกลุ่มเล็กๆ ลงได้สำเร็จ แม้จะเป็นชัยชนะเล็กๆ ‌น้อยๆ แต่มันก็ทำให้จิตใจของนางเบาลงได้บ้าง ทว่าความรู้สึกไม่ชอบมาพากลยังคงเกาะกุมอยู่ในอก

“ท่านแม่ทัพ พรุ่งนี้รุ่งสางเราคงถึงค่ายใหญ่แล้วขอรับ” หลี่หยาง รองแม่ทัพคู่ใจเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเจือแววโล่งอกเล็กน้อย หลังจากต้องกรำศึกและเดินทางอย่างต่อเนื่องมาหลายวัน

เฟิ่งหลินพยักหน้าเล็กน้อย ​ดวงตาเรียวคมกวาดมองไปรอบกาย พลางกระชับกระบี่ที่ข้างเอว ความมืดมิดในป่าแห่งนี้ดูจะเข้มข้นกว่าทุกครั้งที่นางเคยผ่านมา กลิ่นไอดินชื้นและกลิ่นใบไม้เน่าผสมปนเปกับกลิ่นโลหะจางๆ ที่นางสัมผัสได้เพียงลำพัง สัญชาตญาณของแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนกำลังเตือนภัย

“ระวังตัวให้ดี หลี่หยาง ข้าสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล” ‍นางกระซิบเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความตึงเครียด

ยังไม่ทันขาดคำ ลูกธนูดำทมิฬก็พุ่งทะยานแหวกอากาศมาดุจงูพิษ แสงจันทร์สะท้อนคมเหล็กแวบวับ พลทหารองครักษ์ผู้หนึ่งที่เดินรั้งท้ายล้มลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้อง โลหิตสีสดไหลซึมเปื้อนพื้นดิน เฟิ่งหลินดึงกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ประกายคมกล้าของดาบสะท้อนแสงจันทร์วูบไหว

“ซุ่มโจมตี! ‌ตั้งรับ!” นางตะโกนก้อง เสียงของนางดุดันและเด็ดขาด ทว่ากลุ่มคนร้ายได้เปิดฉากโจมตีแล้ว!

เงาร่างสีดำทะมึนราวสิบกว่าคนพุ่งออกมาจากพุ่มไม้โดยรอบ พวกเขาสวมชุดดำปิดบังใบหน้า ถือดาบและกระบี่ในมือ เคลื่อนไหวรวดเร็วและเงียบเชียบ ราวกับวิญญาณร้ายที่หมายเอาชีวิต ‍เฟิ่งหลินไม่รอช้า พุ่งเข้าปะทะกับศัตรูที่อยู่ใกล้ที่สุด กระบี่ของนางวาดเป็นวงโค้ง ปัดป้องการโจมตีจากดาบของคนร้าย ก่อนจะสวนกลับไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปลายกระบี่แทงทะลุลำคอของชายชุดดำ ร่างนั้นล้มลงโดยไม่ส่งเสียง

หลี่หยางและองครักษ์ที่เหลืออีกไม่กี่คนต่างเข้าต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับนาง แม้จำนวนของศัตรูจะมากกว่าและดูเหมือนจะเป็นยอดฝีมือที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ​แต่ด้วยความสามารถและประสบการณ์ของเฟิ่งหลิน นางยังคงเป็นเสาหลักที่ทำให้กองกำลังเล็กๆ นี้ยังคงยืนหยัดได้

“พวกมันต้องการชีวิตท่านแม่ทัพ!” หลี่หยางตะโกนเตือน ขณะที่เขาฟาดดาบใส่คนร้ายอีกคนจนกระเด็น

เฟิ่งหลินพยักหน้า สายตากวาดมองไปทั่วสนามรบเฉพาะหน้า นางสังเกตเห็นว่าพวกคนร้ายไม่เพียงแค่ต้องการสังหาร แต่ยังพยายามแยกนางออกจากกลุ่มองครักษ์ ​ราวกับต้องการให้นางตกอยู่ในวงล้อมเพียงลำพัง

“หลี่หยาง ถอยไปที่ต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง! ตั้งแนวป้องกัน!” นางออกคำสั่งพลางใช้กระบี่ปัดป้องการโจมตีสามทิศทางพร้อมกัน พลังภายในของนางไหลเวียนทั่วร่าง ทำให้การเคลื่อนไหวรวดเร็วและทรงพลังอย่างน่าทึ่ง

กลุ่มองครักษ์รวมตัวกันตามคำสั่งของนาง เฟิ่งหลินยืนอยู่ด้านหน้าสุด กระบี่ในมือหมุนวนเป็นเกราะป้องกันอันแข็งแกร่ง ​ใบหน้าของนางนิ่งสงบ แต่ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายคมกล้าดุจเหยี่ยวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ นางรับรู้ได้ว่าการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่การปล้นสะดมธรรมดา แต่เป็นการลอบสังหารที่มีเป้าหมายชัดเจน

คนร้ายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม พุ่งเข้ามาหานางด้วยกระบี่คู่ในมือ การเคลื่อนไหวของเขาว่องไวและรุนแรงยิ่งกว่าคนอื่นๆ เฟิ่งหลินรับรู้ถึงพลังกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย ชายผู้นี้จะต้องเป็นยอดฝีมือระดับสูงอย่างแน่นอน

กระบี่ของเฟิ่งหลินปะทะกับกระบี่คู่ของหัวหน้ากลุ่ม เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานไปทั่วป่า ยามที่ทั้งสองปะทะกัน พลังลมปราณที่แผ่ออกมาทำให้กิ่งไม้รอบข้างสั่นไหว เฟิ่งหลินถอยหลังเล็กน้อยเพื่อตั้งหลัก ขณะที่หัวหน้ากลุ่มรุกไล่เข้ามาอย่างไม่ลดละ ทุกการโจมตีของเขาล้วนมุ่งหมายจะปลิดชีพ

“เจ้าเป็นใคร? ใครส่งเจ้ามา?” เฟิ่งหลินถามเสียงเย็น ขณะที่นางยังคงปัดป้องการโจมตีด้วยความเชี่ยวชาญ

หัวหน้ากลุ่มไม่ตอบ เพียงแค่หัวเราะในลำคออย่างเหี้ยมเกรียม “คนตายไม่จำเป็นต้องรู้!”

คำพูดนั้นยิ่งยืนยันความสงสัยของเฟิ่งหลิน การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือของพวกกบฏไร้ระเบียบ แต่เป็นการบงการจากผู้มีอำนาจที่ต้องการกำจัดนางให้พ้นทาง

เฟิ่งหลินพลิกข้อมือ กระบี่ในมือวาดเป็นวงโค้งกว้าง พลังลมปราณสีเงินเรืองรองแผ่ออกมาจากปลายกระบี่ ซัดใส่หัวหน้ากลุ่มอย่างรุนแรง หัวหน้ากลุ่มผงะถอยหลังไปเล็กน้อย เขายกกระบี่คู่ขึ้นมาป้องกัน แต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังทั้งหมดได้ ร่างของเขากระเด็นไปปะทะกับต้นไม้ใหญ่จนเกิดเสียงดังสนั่น

ในเสี้ยววินาทีที่หัวหน้ากลุ่มเสียหลัก เฟิ่งหลินไม่รีรอ นางพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือแสง กระบี่ในมือพุ่งตรงไปยังจุดตาย หัวหน้ากลุ่มพยายามจะป้องกัน แต่ก็สายเกินไป กระบี่ของเฟิ่งหลินแทงทะลุไหล่ของเขา เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมา

“อ๊าก!” หัวหน้ากลุ่มคำรามด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามจะสวนกลับ แต่เฟิ่งหลินหมุนตัวหลบการโจมตีได้อย่างง่ายดาย

“บอกมา ใครคือผู้บงการ!” เฟิ่งหลินกดกระบี่ลึกเข้าไปอีกเล็กน้อย ดวงตาของนางเต็มไปด้วยประกายเย็นชา

หัวหน้ากลุ่มกัดฟันแน่น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและขัดเคือง เขาเหลือบมองไปยังแหวนที่สวมอยู่ที่นิ้วก้อยของตนเอง ก่อนจะตัดสินใจบางอย่าง

“ไม่มีทางที่เจ้าจะได้รู้! ท่านแม่ทัพ... ในราชสำนักแห่งนี้ มีอสรพิษซ่อนอยู่มากมายเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้!” เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะใช้พลังเฮือกสุดท้าย พุ่งเข้าใส่เฟิ่งหลินอย่างไม่คิดชีวิต

เฟิ่งหลินเบี่ยงตัวหลบการโจมตีที่ไร้ทิศทางนั้น กระบี่ของนางสะบัดออกอีกครั้ง คราวนี้มันพุ่งเข้าสู่กลางอกของหัวหน้ากลุ่มอย่างแม่นยำ ร่างของเขาแข็งทื่อ ก่อนจะล้มลงแน่นิ่ง

เมื่อหัวหน้ากลุ่มตาย พวกคนร้ายที่เหลือก็เริ่มเสียขวัญ แม้จะยังคงมีฝีมือ แต่การไม่มีผู้นำทำให้พวกเขาเริ่มล่าถอย เฟิ่งหลินไม่คิดจะไล่ตาม พวกเขายังคงอยู่ในป่าลึก และการปะทะยืดเยื้อย่อมไม่เป็นผลดี

“หลี่หยาง ตรวจสอบความเสียหาย!” เฟิ่งหลินออกคำสั่งพลางหอบหายใจเล็กน้อย แม้จะเอาชนะมาได้ แต่การปะทะกับยอดฝีมือหลายคนพร้อมกันก็ทำให้พลังภายในของนางถูกใช้ไปไม่น้อย

หลี่หยางกวาดตามองรอบกาย องครักษ์ที่เดินทางมาด้วยกันทั้งหมด สิบกว่านาย ตอนนี้เหลือเพียงห้าคน รวมถึงตัวเขาเองด้วย

“เราเสียองครักษ์ไปหกนายขอรับท่านแม่ทัพ” หลี่หยางรายงานเสียงสั่น ความโกรธแค้นฉายชัดในแววตา “พวกมันช่างอุกอาจนัก บังอาจมาลอบสังหารท่านแม่ทัพ!”

เฟิ่งหลินเดินเข้าไปใกล้ร่างของหัวหน้ากลุ่มที่ล้มลง นางถอดหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าของเขาออก เผยให้เห็นใบหน้าที่หยาบกระด้างของชายวัยกลางคน ซึ่งนางไม่เคยเห็นมาก่อน แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนางคือแหวนเงินเรียบๆ ที่สวมอยู่ที่นิ้วก้อยของเขา แหวนวงนั้นสลักรูปมังกรเลื้อยพันกันอย่างวิจิตร

“แหวนวงนี้...” เฟิ่งหลินพึมพำกับตัวเอง นางคุ้นเคยกับสัญลักษณ์นี้เป็นอย่างดี มันคือสัญลักษณ์ของตระกูลหวาง หนึ่งในสี่ตระกูลขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนัก นำโดยเสนาบดีหวางเทียน ผู้ซึ่งมีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนักอย่างมหาศาล

ความเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่างของเฟิ่งหลิน ความจริงอันโหดร้ายเริ่มปรากฏชัดเจนต่อหน้านาง การลอบสังหารครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือของศัตรูภายนอก หรือพวกกบฏเล็กๆ น้อยๆ แต่มันคือการทรยศหักหลังจากภายในราชสำนัก จากผู้ที่มีอำนาจมหาศาล

“ท่านแม่ทัพ ท่านรู้จักแหวนวงนี้หรือขอรับ?” หลี่หยางถามด้วยความสงสัย

เฟิ่งหลินกำแหวนในมือแน่น ประกายความเย็นชาในดวงตาของนางทวีความรุนแรงขึ้น “รู้จักดีทีเดียว หลี่หยาง... มันเป็นแหวนประจำตระกูลหวาง”

หลี่หยางถึงกับตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินชื่อตระกูลหวาง “ตระกูลหวาง? เป็นไปไม่ได้! เสนาบดีหวางเทียนเป็นขุนนางคนสนิทของฝ่าบาทมานานหลายสิบปี!”

“คนสนิทก็อาจกลายเป็นศัตรูได้เสมอ หากผลประโยชน์ไม่ลงตัว” เฟิ่งหลินกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความเจ็บปวด ความภักดีที่นางมีต่อราชสำนักตลอดมาดูราวกับถูกเหยียบย่ำ “ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าความเน่าเฟะจะซึมลึกถึงเพียงนี้”

นางเหลือบมองไปยังร่างขององครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ที่ล้มตายไป สลับกับแหวนในมือ ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจของนางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เราต้องกลับวังหลวงโดยเร็วที่สุด ท่านแม่ทัพ” หลี่หยางเอ่ยขึ้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล

เฟิ่งหลินพยักหน้า “ใช่... แต่เราจะต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น คืนนี้เราจะพักในป่าก่อน รุ่งสางเราจะออกเดินทางทันที และเรื่องนี้... ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด จนกว่าข้าจะแน่ใจว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด”

นางสั่งให้องครักษ์ที่เหลือช่วยกันจัดการศพของคนร้ายและรวบรวมหลักฐานเท่าที่ทำได้ ก่อนจะหาที่พักชั่วคราวกลางป่าลึก แม้ภายนอกจะดูสงบ แต่จิตใจของเฟิ่งหลินกลับไม่สงบเลยแม้แต่น้อย

นางนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ ปลายกระบี่จิ้มลงบนพื้นดินเบาๆ ในความเงียบสงัดของป่าทมิฬที่กลับมาโอบล้อมอีกครั้ง เฟิ่งหลินหลับตาลง ภาพของแหวนมังกรเลื้อยพันยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด

เสนาบดีหวางเทียน! ชายผู้ที่ภายนอกดูเหมือนจะเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์และทรงอำนาจ บัดนี้กลับถูกสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารนาง การทรยศจากภายในราชสำนักย่อมร้ายกาจกว่าศัตรูภายนอกเป็นร้อยเท่าพันทวี เพราะมันกัดกินจากข้างใน ทำให้รากฐานของอาณาจักรโยกคลอน

เฟิ่งหลินเคยสาบานว่าจะปกป้องแผ่นดินและบัลลังก์นี้ด้วยชีวิต แต่เมื่อศัตรูคือผู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดของวังหลวง การปกป้องนั้นย่อมมิใช่เพียงแค่การใช้กำลัง แต่ต้องใช้สติปัญญาและไหวพริบอย่างถึงที่สุด

ความรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังถาโถมเข้ามาในใจ แต่เฟิ่งหลินไม่ใช่สตรีที่จะปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นบั่นทอนกำลังใจ นางเก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ แทนที่ด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว

“อสรพิษในราชสำนัก... ถึงเวลาที่ข้าจะต้องชำระล้างให้สิ้นซากแล้ว” นางพึมพำกับตัวเอง เสียงของนางแผ่วเบา แต่แฝงด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง และคมกริบดุจปลายกระบี่

คืนนั้น เฟิ่งหลินไม่ได้หลับใหลเลยแม้แต่น้อย นางใช้เวลาใคร่ครวญถึงสถานการณ์ทั้งหมด ทบทวนผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อหาเบาะแสที่จะนำไปสู่ความจริงเบื้องหลังการทรยศครั้งนี้

ราชสำนักที่เคยคิดว่ามั่นคงและเต็มไปด้วยความภักดี บัดนี้กลับกลายเป็นรังของงูพิษที่พร้อมจะฉกกัดได้ทุกเมื่อ

แม่ทัพหงส์ผู้ภักดี บัดนี้ต้องเผชิญหน้ากับศึกที่มองไม่เห็น ศึกที่อยู่ภายในกำแพงวัง ศึกที่หมายจะคร่าชีวิตและทำลายทุกสิ่งที่นางยึดมั่น

และศึกครั้งนี้... เฟิ่งหลินรู้ดีว่ามันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

หน้านิยาย
หน้านิยาย
จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

จอมทัพหงส์พิชิตมังกร

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!