หลังจากเหตุการณ์ลอบสังหารที่ป่าทมิฬ เฟิ่งหลินกลับคืนสู่วังหลวงด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าที่เคย นางนำกำลังทหารที่เหลือและศพขององครักษ์ผู้กล้ากลับมาอย่างเงียบเชียบ รายงานต่อเบื้องบนเพียงว่าถูกกลุ่มโจรป่าซุ่มโจมตี แต่ในใจของนางนั้นรู้ดีว่าผู้บงการมิใช่โจรป่าธรรมดา
บรรยากาศในราชสำนักดูเหมือนจะปกติสุข แต่สำหรับเฟิ่งหลินแล้ว มันเต็มไปด้วยสายตาที่จับจ้องและเสียงกระซิบที่แฝงเร้น นางสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านมาจากเหล่าขุนนางบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเสนาบดีหวางเทียน ผู้ซึ่งยังคงแสดงท่าทีเป็นมิตรและให้การสนับสนุนนางอย่างเปิดเผย แต่ในสายตาของเฟิ่งหลินนั้น เงามืดของแหวนมังกรยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำ
วันหนึ่ง ขณะที่เฟิ่งหลินกำลังตรวจตราค่ายทหารอยู่นอกเมืองหลวง หลี่หยางผู้คอยติดตามนางตลอดเวลาเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล
“ท่านแม่ทัพ มีข่าวลือแปลกๆ แพร่สะพัดในวังขอรับ” หลี่หยางกระซิบเสียงเบา “พวกเขาพูดถึงว่ากำลังพลของท่านแม่ทัพเริ่มอ่อนแอลง กำลังใจไม่ดี และการจัดสรรเสบียงก็มีปัญหา”
เฟิ่งหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย ข่าวลือเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจริง กองทัพของนางยังคงแข็งแกร่งและมีขวัญกำลังใจดี แต่การปล่อยข่าวเช่นนี้ย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝง
“เป็นฝีมือของใคร?” นางถามเสียงเรียบ
“ยังไม่แน่ชัดขอรับ แต่ข่าวลือเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มขุนนางที่ใกล้ชิดกับเสนาบดีหวางเทียน” หลี่หยางรายงาน
เฟิ่งหลินพยักหน้า นางคาดเดาไว้แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ การโจมตีทางการเมืองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พวกมันไม่เพียงต้องการกำจัดนางทางกายภาพ แต่ยังต้องการทำลายนางทางชื่อเสียงและเกียรติยศด้วย
“ปล่อยให้พวกเขาพูดไปก่อน หลี่หยาง จงทำงานของเราให้ดีที่สุด” เฟิ่งหลินกล่าว “แต่จงจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของตระกูลหวางและคนใกล้ชิดให้ดี อย่าให้คลาดสายตา”
นางรู้ดีว่าการจะโค่นล้มเสนาบดีหวางเทียน ซึ่งมีรากฐานมั่นคงในราชสำนักนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นพอ นางอาจจะตกเป็นฝ่ายถูกกล่าวหาและถูกกำจัดแทน
วันเวลาผ่านไป เฟิ่งหลินต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านที่มองไม่เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ คำสั่งบางอย่างที่นางออกไปถูกบิดเบือน เสบียงที่ควรจะมาถึงค่ายทหารกลับล่าช้า หรือถูกส่งไปยังที่อื่นอย่างไม่มีเหตุผล นางเริ่มรู้สึกราวกับว่ามีใยแมงมุมที่มองไม่เห็นกำลังถักทออยู่รอบตัวนาง ค่อยๆ รัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะเดียวกัน ศัตรูภายนอกอย่างแคว้นเยี่ยนก็เริ่มเคลื่อนไหว มีรายงานว่าพวกมันกำลังรวมกำลังพลอยู่ที่ชายแดน เตรียมพร้อมสำหรับการรุกรานครั้งใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าราชสำนักจะยังคงมองไม่เห็นความสำคัญของภัยคุกคามนี้ หรือไม่ก็ถูกบิดเบือนข้อมูลจนหมดสิ้น
ค่ำคืนหนึ่ง เฟิ่งหลินได้รับเทียบเชิญจากองค์ชายเหวินหลง รัชทายาทแห่งอาณาจักรให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัวในห้องทรงอักษรของพระองค์ เฟิ่งหลินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะองค์ชายเหวินหลงเป็นผู้ที่เก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายในเท่าไรนัก มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการศึกษาและศิลปะ
เมื่อมาถึงห้องทรงอักษร เฟิ่งหลินเห็นองค์ชายเหวินหลงประทับอยู่ที่โต๊ะทรงอักษร พระองค์มีใบหน้าหล่อเหลา แต่แฝงด้วยความหม่นหมองและแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“ถวายบังคมองค์ชายรัชทายาทเพคะ” เฟิ่งหลินถวายความเคารพอย่างนอบน้อม
“แม่ทัพเฟิ่งหลิน ไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่งเถิด” องค์ชายเหวินหลงตรัสเสียงแผ่ว พระองค์ทรงผายพระหัตถ์ไปยังเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้
เมื่อเฟิ่งหลินนั่งลง องค์ชายเหวินหลงก็ทรงเงียบไปชั่วครู่ ราวกับกำลังรวบรวมคำพูด
“แม่ทัพเฟิ่งหลิน... ข้าเชื่อว่าเจ้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในราชสำนักเช่นเดียวกับข้า” องค์ชายเหวินหลงตรัสขึ้นในที่สุด “เสด็จพ่อทรงประชวรบ่อยครั้งขึ้น และดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงเชื่อฟังคำแนะนำของเสนาบดีหวางเทียนมากเกินไป”
เฟิ่งหลินเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ขององค์ชายเหวินหลง “หม่อมฉันเองก็รู้สึกเช่นนั้นเพคะ”
“ข้าได้รับรายงานลับจากขันทีหลง ว่ามีขุนนางบางกลุ่มพยายามบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน และยังปล่อยข่าวลือเรื่องความไม่สงบในกองทัพของเจ้า” องค์ชายเหวินหลงตรัสด้วยน้ำเสียงที่เจือความขุ่นเคือง “พวกเขาต้องการทำให้เสด็จพ่อทรงสงสัยในความภักดีของเจ้า และต้องการบั่นทอนกำลังของเจ้า”
เฟิ่งหลินไม่แปลกใจที่องค์ชายเหวินหลงจะทรงทราบเรื่องนี้ ขันทีหลงเป็นขันทีคนสนิทของอดีตฮองเฮา และเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์อย่างแท้จริง
“พวกมันต้องการอะไรกันแน่เพคะ?” เฟิ่งหลินถาม
องค์ชายเหวินหลงถอนหายใจ “อำนาจ... พวกมันต้องการอำนาจสูงสุดในราชสำนัก เมื่อเสด็จพ่อทรงอ่อนแอลง พวกมันก็ยิ่งกระหายอำนาจมากขึ้น และเจ้า... เจ้าคืออุปสรรคชิ้นสำคัญ เพราะเจ้าเป็นแม่ทัพที่ซื่อสัตย์และแข็งแกร่งที่สุด หากไม่มีเจ้า พวกมันย่อมสามารถควบคุมกองทัพและแผ่นดินได้อย่างเบ็ดเสร็จ”
“แล้วองค์ชายทรงวางใจในตัวหม่อมฉันได้อย่างไรเพคะ?” เฟิ่งหลินถามตรงไปตรงมา เพราะการที่องค์ชายรัชทายาททรงเปิดเผยเรื่องเช่นนี้ย่อมมีความเสี่ยงสูง
องค์ชายเหวินหลงทรงแย้มสรวลเล็กน้อย “ตั้งแต่ข้าจำความได้ เจ้าก็คอยปกป้องแผ่นดินนี้มาตลอด ไม่เคยมีครั้งใดที่เจ้าทำให้เสด็จพ่อหรือประชาชนผิดหวัง ความภักดีของเจ้าเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน ยกเว้นแต่ผู้ที่ตาบอดด้วยความโลภ”
“แต่หม่อมฉันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนพอที่จะเปิดโปงเสนาบดีหวางเทียนเพคะ” เฟิ่งหลินกล่าวด้วยความหนักใจ “การจะโค่นล้มผู้ที่มีอิทธิพลถึงเพียงนั้น ย่อมต้องมีหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้”
“นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องหาให้พบ” องค์ชายเหวินหลงตรัสด้วยแววตาแน่วแน่ “ข้าเองก็กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่เงียบๆ ขันทีหลงก็ให้ความช่วยเหลือ ข้าขอให้เจ้า... จงอดทนและระมัดระวังตัวให้มากที่สุด อย่าเพิ่งเปิดเผยว่าเจ้ารู้เรื่องราวเหล่านี้”
“เพคะ องค์ชาย” เฟิ่งหลินรับคำ “แต่หากแคว้นเยี่ยนรุกรานเข้ามาจริง กำลังพลของหม่อมฉันอาจจะไม่สามารถรับมือได้อย่างเต็มที่ หากถูกบ่อนทำลายจากภายในอย่างต่อเนื่อง”
องค์ชายเหวินหลงทรงพยักหน้าด้วยความเข้าใจ “นั่นคือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด พวกมันอาจจะใช้โอกาสที่แคว้นเยี่ยนรุกราน เพื่อกำจัดเจ้าอย่างถาวร แล้วโยนความผิดทั้งหมดให้แก่เจ้าว่าเป็นแม่ทัพที่ไร้ความสามารถ”
“หม่อมฉันจะระมัดระวังให้มากที่สุดเพคะ” เฟิ่งหลินกล่าว “แต่หากถึงคราวจำเป็น หม่อมฉันก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพวกมัน”
“อย่าเพิ่งเปิดหน้าสู้ตอนนี้ แม่ทัพเฟิ่งหลิน” องค์ชายเหวินหลงตรัสเตือน “พวกมันยังคงแข็งแกร่งเกินไป และเสด็จพ่อก็ยังคงเชื่อใจพวกมัน สิ่งที่เราต้องทำคือรอเวลาที่เหมาะสม และรวบรวมกำลังของเราให้มากพอ”
การเข้าเฝ้าในคืนนั้นทำให้เฟิ่งหลินรู้สึกเหมือนมีพันธมิตรที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นมา แม้จะเป็นเพียงองค์ชายผู้รักสันติ แต่แววตาที่แน่วแน่ของพระองค์ทำให้เฟิ่งหลินรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาบ้าง
เมื่อกลับมายังที่พัก เฟิ่งหลินยังคงครุ่นคิดถึงคำตรัสขององค์ชายเหวินหลง แผนการของเสนาบดีหวางเทียนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พวกมันกำลังพยายามโดดเดี่ยวและบ่อนทำลายนาง เพื่อให้ง่ายต่อการกำจัด เมื่อถึงเวลาที่แคว้นเยี่ยนรุกรานจริง ๆ นางคงต้องเผชิญหน้ากับศึกสองด้าน ทั้งจากภายนอกและภายใน
“อสรพิษในราชสำนัก... พวกเจ้าคิดจะครอบงำบัลลังก์นี้อย่างนั้นหรือ” เฟิ่งหลินพึมพำกับตัวเอง เสียงของนางเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
นางเดินไปยังโต๊ะทำงาน หยิบแผนที่ของอาณาจักรขึ้นมากางออก สายตาของนางจับจ้องไปที่แนวชายแดนทางเหนือ ที่ซึ่งแคว้นเยี่ยนกำลังรวมกำลังพล จากนั้นก็เลื่อนมายังเมืองหลวง ที่ซึ่งเงาอสูรกำลังแผ่ขยาย
ในใจของเฟิ่งหลินนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นางจะไม่ยอมให้พวกทรยศได้สิ่งที่ต้องการ นางจะปกป้องแผ่นดินนี้และราชบัลลังก์นี้ด้วยชีวิต และจะเปิดโปงโฉมหน้าของเงาอสูรที่ซ่อนอยู่ในราชสำนักให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
ศึกครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้ด้วยกำลังทหาร แต่เป็นการต่อสู้ด้วยสติปัญญา ความอดทน และความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่แฝงเร้นอยู่เบื้องหลังม่านแห่งอำนาจ และเฟิ่งหลินพร้อมแล้วที่จะรับมือกับมัน

จอมทัพหงส์พิชิตมังกร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก