โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
90 ตอน · 1,310 คำ
ใต้ฟ้าครามอันกว้างใหญ่แห่งอาณาจักรเทียนหลง พระราชวังมังกรทองตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาลู่อิง ราวกับอัญมณีล้ำค่าที่ส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงสุริยา กำแพงสีแดงสดตัดกับหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองอร่าม วิจิตรตระการตาด้วยลวดลายมังกรและเมฆมงคลที่สลักเสลาอย่างประณีตสะท้อนถึงอำนาจอันไร้ขีดจำกัดและความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์ ภายในกำแพงสูงใหญ่เหล่านี้ ความลับนับพันเรื่องถูกซุกซ่อนไว้เบื้องหลังม่านไหม ม่านประเพณีอันเคร่งครัด และการแก่งแย่งชิงดีที่ดำเนินไปไม่เคยหยุดหย่อน หากทว่า ณ จุดสูงสุดของอำนาจ บนบัลลังก์มังกรที่ประดับด้วยทองคำและหยกเนื้อดี ฮ่องเต้หนุ่มกลับทรงรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอันหนาวเหน็บที่กัดกินพระหทัย
องค์ฮ่องเต้หมิงเหยา ทรงเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามสง่า พระพักตร์คมคายฉายแววเฉลียวฉลาด พระเนตรดำสนิทดุจห้วงน้ำลึกสะท้อนถึงความหนักอึ้งของภาระที่ทรงแบกรับ พระองค์ทรงครองราชย์มาได้ห้าปีเต็ม ทรงอุทิศพระวรกายให้กับการปกครองอาณาจักรด้วยความมุ่งมั่นและยุติธรรม ทรงตรากตรำทำงานตั้งแต่รุ่งสางจนค่ำคืน พิจารณาฎีกา อ่านรายงานจากหัวเมืองต่างๆ จัดการกับกิจการบ้านเมืองที่ซับซ้อนราวกับใยแมงมุม การตัดสินพระทัยแต่ละครั้งล้วนส่งผลต่อชีวิตของผู้คนนับล้าน กระนั้น แม้จะมีเหล่าขุนนางผู้ภักดี นางกำนัลนับร้อย และสนมกำนัลอีกหลายสิบชีวิตรายล้อม แต่ความรู้สึกอ้างว้างก็ยังคงเกาะกุมพระองค์ไว้อย่างเหนียวแน่น บัลลังก์มังกรที่ควรจะเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุด กลับกลายเป็นกรงทองที่จองจำพระองค์ไว้จากโลกภายนอกและจากความสุขส่วนพระองค์
เช้าวันนั้น ณ ท้องพระโรงใหญ่ที่ประดับด้วยเสาไม้แกะสลักรูปมังกรเลื้อยพัน มีการประชุมปรึกษาราชการแผ่นดินประจำวัน เหล่าขุนนางชั้นสูงยืนเรียงรายตามลำดับศักดิ์ในชุดขุนนางสีสดใส ทุกใบหน้าฉายแววเคารพยำเกรง เบื้องหน้าองค์ฮ่องเต้ หมิงเหยา เสนาบดีซ่ง เจียง ผู้เป็นขุนนางอาวุโสและหัวหน้าผู้ดูแลราชกิจฝ่ายพลเรือน ก้าวออกมาจากแถวด้วยท่าทีสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ เขาเป็นชายชราผมสีดอกเลา ใบหน้าเหี่ยวย่นแต่แววตาเฉียบคมสะท้อนถึงประสบการณ์ทางการเมืองอันยาวนานและแนวคิดที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่ เสนาบดีซ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในราชสำนัก และมักจะเป็นผู้นำในการผลักดันเรื่องสำคัญต่างๆ
“ฝ่าบาท กระหม่อมซ่ง เจียง ขอทูลเกล้าฯ เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของราชวงศ์พะยะค่ะ” เสียงของเสนาบดีซ่งทุ้มลึกกังวานไปทั่วท้องพระโรง “อาณาจักรเทียนหลงของเราเจริญรุ่งเรืองภายใต้พระบารมีของฝ่าบาทมาห้าปีแล้ว แต่การที่ยังไม่มีพระโอรสองค์รัชทายาทนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ประชาชนและขุนนางต่างวิตกกังวล และจะเป็นช่องโหว่ให้ผู้ไม่หวังดีใช้เป็นข้ออ้างได้พะยะค่ะ”
ฮ่องเต้หมิงเหยาถอนหายใจในพระทัย พระองค์ทรงทราบดีถึงความกดดันเรื่องนี้ และไม่แปลกใจที่เสนาบดีซ่งจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง “เสนาบดีซ่ง ท่านเคยทูลเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว” พระสุรเสียงของพระองค์ราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนล้า “เรื่องการอภิเษกสมรสและองค์รัชทายาทนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ”
“พะยะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมทราบดี แต่การรอคอยมานานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อราชบัลลังก์ เพื่อความมั่นคงและความผาสุกของอาณาจักร การอภิเษกกับสตรีจากตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ ย่อมเป็นการเสริมสร้างอำนาจให้แก่ราชวงศ์และผูกสัมพันธ์กับเหล่าตระกูลผู้ภักดี พะยะค่ะ” เสนาบดีซ่งกล่าวอย่างหนักแน่น ดวงตาของเขาเหลือบมองไปยังขุนนางคนอื่นๆ เล็กน้อย ราวกับเป็นการตอกย้ำถึงความเห็นชอบร่วมกัน “มีบุตรีของขุนนางชั้นสูงหลายตระกูลที่เพียบพร้อมด้วยรูปโฉม กิริยามารยาท และชาติตระกูลอันสูงส่ง รอคอยพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าบาทอยู่พะยะค่ะ”
ฮ่องเต้หมิงเหยาฟังคำทูลของเสนาบดีซ่งอย่างเงียบงัน พระองค์ทรงทราบดีว่าการแต่งงานทางการเมืองเป็นเรื่องปกติของราชสำนัก และทรงเข้าใจในเหตุผลที่เสนาบดีซ่งนำเสนอ แต่ในห้วงลึกของพระทัย พระองค์ทรงเบื่อหน่ายกับความสัมพันธ์ที่ถูกกำหนดไว้ด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง ความรักที่บริสุทธิ์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับบุรุษผู้ครองบัลลังก์มังกรแห่งนี้
หลังจากการประชุมราชการสิ้นสุดลง ฮ่องเต้หมิงเหยาเสด็จกลับไปยังห้องทรงอักษร พระองค์ทรงรู้สึกเหนื่อยล้าจากความกดดันที่ได้รับ เสียงคำแนะนำเรื่องการอภิเษกสมรสยังคงดังก้องอยู่ในพระโสต ในความพยายามที่จะหลีกหนีจากความคิดเหล่านั้น พระองค์จึงทรงหันไปทอดพระเนตรภาพวาดบนผนังห้อง ภาพทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามที่เคยช่วยปลอบประโลมพระทัยกลับดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวาในวันนี้
“ไปนำพู่กันกับกระดาษมาให้ข้า” พระองค์ตรัสกับหัวหน้าขันทีหลี่กงกงที่ยืนรออยู่ใกล้ๆ “ข้าอยากจะเขียนอักษรเสียหน่อย”
หลี่กงกงรับคำด้วยความเคารพ และไม่นานนักเครื่องมือสำหรับการเขียนอักษรก็ได้ถูกจัดเตรียมขึ้นบนโต๊ะทรงอักษร ฮ่องเต้หมิงเหยาประทับลงบนเก้าอี้ ทรงหยิบพู่กันจุ่มหมึก เตรียมที่จะบรรจงเขียนอักษร แต่พระหัตถ์ของพระองค์กลับหยุดชะงัก สายพระเนตรพลันเหลือบไปเห็นม้วนกระดาษภาพวาดม้วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้าง มันไม่ใช่ภาพวาดของจิตรกรหลวงชื่อดังที่มักจะถูกนำมาถวาย แต่เป็นภาพทิวทัศน์เรียบง่าย ภาพลำธารเล็กๆ ไหลผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี มีบ้านเรือนชาวนาเล็กๆ ตั้งอยู่ริมน้ำ และมีหญิงสาวในชุดเรียบง่ายกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ องค์ประกอบของภาพนั้นธรรมดา แต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกสงบและความบริสุทธิ์ที่ดึงดูดสายพระเนตรของพระองค์ ภาพนั้นทำให้พระองค์รู้สึกถึงความเรียบง่ายที่พระองค์ไม่เคยได้สัมผัสในชีวิตที่อยู่แต่ในวังแห่งนี้
“นี่คือภาพอะไร ใครเป็นคนวาด?” พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่ผิดแปลกไปเล็กน้อย หลี่กงกงรับใช้พระองค์มานาน จึงสัมผัสได้ถึงความสนใจในพระสุรเสียงนั้น
“ทูลฝ่าบาท ภาพนี้เป็นงานที่ได้รับมอบหมายให้กลุ่มจิตรกรฝึกหัดในสำนักศิลปะวาดถวายพะยะค่ะ เป็นภาพที่ส่งมาพร้อมกับภาพอื่นๆ เพื่อขอพระราชวินิจฉัยว่าควรเก็บไว้ที่ใดพะยะค่ะ” หลี่กงกงถวายรายงาน “ผู้ที่วาดภาพนี้คือเด็กสาวชื่อ หลานเหมย เป็นสามัญชนที่เข้ามาฝึกหัดในสำนักศิลปะได้ไม่นาน แต่มีความสามารถโดดเด่นในด้านการวาดภาพและอักษรศิลป์พะยะค่ะ”
“หลานเหมย…” พระองค์ทรงพึมพำกับพระองค์เอง ชื่อนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้ากลับมีพลังดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด พระองค์ไม่เคยเห็นภาพวาดที่ให้ความรู้สึกสงบและจริงใจเช่นนี้มาก่อนในวังที่เต็มไปด้วยภาพวาดอันวิจิตรแต่บางครั้งก็ดูไร้วิญญาณ
หลายวันต่อมา ฮ่องเต้หมิงเหยาไม่สามารถลืมภาพวาดของหลานเหมยได้ พระองค์มักจะกลับมาทอดพระเนตรภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยชีวิตชีวาในภาพนั้นเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับพระองค์ ในขณะที่เรื่องการอภิเษกสมรสยังคงเป็นประเด็นร้อนในราชสำนัก เสนาบดีซ่งและเหล่าขุนนางยังคงพยายามผลักดันรายชื่อบุตรีขุนนางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
วันหนึ่ง ฮ่องเต้หมิงเหยาตัดสินพระทัยที่จะออกไปเดินเล่นในอุทยานหลวงเพื่อคลายความตึงเครียด บรรยากาศในอุทยานนั้นงดงามไปด้วยดอกไม้นานาพรรณและต้นไม้สูงใหญ่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีความรู้สึกว่างเปล่าในพระทัย พระองค์เสด็จไปตามทางเดินหินที่คดเคี้ยว จนกระทั่งสายพระเนตรไปสะดุดกับร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นซากุระที่บานสะพรั่ง นางสวมชุดสีเรียบๆ ดูเก่าแต่สะอาด ผมยาวสลวยถูกมัดรวบไว้อย่างง่ายๆ กำลังจดจ่ออยู่กับการวาดภาพบนม้วนกระดาษเล็กๆ ในมือ โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่าองค์ฮ่องเต้กำลังเสด็จมาใกล้
หญิงสาวผู้นั้นคือหลานเหมยจริงๆ นางดูงดงามในความเรียบง่าย ใบหน้าอ่อนเยาว์และดวงตากลมโตฉายแววบริสุทธิ์และช่างสังเกต นางวาดภาพผีเสื้อตัวเล็กๆ ที่กำลังโบยบินอยู่เหนือพุ่มดอกไม้เบื้องหน้าด้วยความตั้งใจ จนลืมสิ้นว่าตนเองกำลังอยู่ในเขตพระราชฐาน การเคลื่อนไหวของพู่กันนั้นนุ่มนวลและมั่นคง สะท้อนถึงพรสวรรค์ที่หาได้ยาก
ฮ่องเต้หมิงเหยาหยุดยืนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ความสงบและบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากตัวนางนั้น ทำให้พระองค์รู้สึกประหลาดใจ พระองค์ไม่เคยพบเห็นหญิงสาวคนใดในวังที่มีความจริงใจและไร้ซึ่งการประจบสอพลอเช่นนี้มาก่อน นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาทักทาย ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก ไม่ได้พยายามดึงดูดความสนใจ ราวกับโลกทั้งใบของนางมีเพียงแค่พู่กัน หมึก และกระดาษตรงหน้าเท่านั้น
ในชั่วขณะนั้น ฮ่องเต้หมิงเหยาทรงรู้สึกถึงความรู้สึกบางอย่างที่ผลิบานขึ้นในพระทัย เป็นความรู้สึกที่พระองค์ไม่เคยได้รับจากสนมกำนัลคนใด ความรู้สึกที่แตกต่างจากความกดดันทางการเมือง และแตกต่างจากความอ้างว้างบนบัลลังก์มังกร พระองค์ทรงหวนนึกถึงคำพูดของเสนาบดีซ่งที่ว่าด้วยการอภิเษกสมรสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ความคิดเหล่านั้นพลันจางหายไปชั่วขณะเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของหลานเหมย
พระองค์ทรงก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด เงาของพระองค์ทอดยาวทาบทับลงบนกระดาษที่หลานเหมยกำลังวาด ทำให้ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นเงาร่างสูงสง่าที่ยืนอยู่ตรงหน้า และเมื่อนางมองขึ้นไปเห็นพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้หมิงเหยา นางก็ถึงกับตัวแข็งทื่อ พู่กันในมือแทบจะหลุดตก
“เจ้ากำลังวาดอะไรอยู่?” พระสุรเสียงของฮ่องเต้หมิงเหยาไม่ได้ดุดัน แต่กลับแฝงด้วยความสนใจ
หลานเหมยตกใจจนพูดไม่ออก นางรีบลุกขึ้นถวายความเคารพอย่างลนลาน “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉัน… หม่อมฉันกำลังวาดผีเสื้อพะยะค่ะ” เสียงของนางสั่นเครือด้วยความประหม่า
ฮ่องเต้หมิงเหยาทรงโน้มพระวรกายลงเล็กน้อย ทอดพระเนตรภาพวาดบนกระดาษที่หลานเหมยยังคงถือไว้ ผีเสื้อตัวน้อยกำลังโบยบินท่ามกลางดอกไม้ ดูมีชีวิตชีวาและงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ พระองค์ทรงแย้มสรวลจางๆ “เจ้ามีฝีมือไม่เลวเลย”
คำชมจากองค์ฮ่องเต้ทำให้หลานเหมยรู้สึกประหลาดใจและใจชื้นขึ้นเล็กน้อย “ขอบพระทัยพะยะค่ะฝ่าบาท”
“เจ้าชื่อหลานเหมยใช่หรือไม่?” ฮ่องเต้ตรัสถาม
“พะยะค่ะ หม่อมฉันชื่อหลานเหมย”
ฮ่องเต้หมิงเหยาทรงจ้องมองนางด้วยสายพระเนตรที่ลึกซึ้ง “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ต้องไปฝึกหัดในสำนักศิลปะอีกแล้ว”
หลานเหมยตกใจ นางคิดว่าตนเองทำความผิดมหันต์จนถูกไล่ออกจากสำนักแล้ว “ฝ่าบาท… หม่อมฉันทำผิดอันใดหรือเพคะ”
“ไม่ เจ้าไม่ได้ทำผิด” ฮ่องเต้หมิงเหยาตรัสอย่างหนักแน่น “ข้าต้องการให้เจ้ามาวาดภาพและเขียนอักษรให้ข้าเป็นการส่วนตัว” พระองค์หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสต่อด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “นับจากนี้ไป เจ้าจะเข้าออกในตำหนักของข้าได้โดยอิสระ และจะต้องมาพบข้าทุกวัน”
หลานเหมยอึ้งไปกับคำประกาศิตนั้น นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าชีวิตอันเรียบง่ายของนางจะเปลี่ยนไปในพริบตา และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะดึงนางเข้าไปในวังวนของราชสำนักอันซับซ้อนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นางเงยหน้าขึ้นมององค์ฮ่องเต้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผู้ซึ่งมีพระเนตรที่มองลึกเข้ามาในใจของนางราวกับจะเห็นทุกสิ่ง ฮ่องเต้หมิงเหยาทรงประจันหน้ากับนางด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง และสิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้านั้นคือโชคชะตาที่กำลังจะพลิกผันไปตลอดกาล ซึ่งนางยังมิอาจคาดเดาได้เลยว่ามันจะนำพาความสุขหรือหายนะมาสู่ชีวิตของนางกันแน่

บุปผาเคียงบัลลังก์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก